องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO หน่วยงานหลักที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) และรับรองให้เกิดเป็น “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” ของประเทศไทย รวมถึงผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มของคาร์บอนเครดิต โดยส่งเสริมกลไกในการนำคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานแบบต่างๆ ไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละภาคส่วนที่มีการปล่อยสูงกว่าเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER มีองค์ความรู้ด้านการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาพลังงานทดแทน และการจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และ ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. นำเสนอ “สุพรรณบุรีโมเดล” ต้นแบบการดำเนินงานโครงการคาร์บอนเครดิต ผ่านโครงการ T-VER ภาคพลังงาน ภาคป่าไม้และการเกษตร และโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) 3 โครงการต้นแบบ ดังนี้
1) โครงการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในสวนไผ่ โดย บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้รับการขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานโครงการ T-VER ระดับ Standard T-VER จาก TGO ประเภทโครงการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร โดยดำเนินการปลูกไผ่ซางหม่น 10 แปลง ในพื้นที่โครงการรวมทั้งสิ้น 78.64 ไร่ และมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการเป็นสำคัญต่อความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของโครงการ ประกอบด้วย การปลูก การดูแล หรือการจัดการอย่างถูกวิธี เข้าข่ายลักษณะกิจกรรมตามระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว (Economic Fast Growing Tree Plantation) และการคำนวณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ (Calculation for Carbon Sequestration in tree) ซึ่งมีระยะเวลาคิดเครดิต 10 ปี และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/ดูดกลับได้ 86 tCO2eq/year
2) อุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการรับรองให้เป็นคอมเพล็กซ์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) เมื่อปี พ.ศ. 2566 และ 2568 จาก TGO ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เริ่มจากโรงงานน้ำตาล และหมุนเวียนใช้ทรัพยากรที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล ต่อยอดสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล และอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกที่มีส่วนผสมหลักจากพืช หรือ ไบโอเบส (Bio-Based) อีกทั้งมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นจำนวนกว่า 270,000 tCO2eq หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 300,000 ไร่ และส่วนที่เหลือปล่อยได้ทำการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER
และ3) โครงการข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง โดย บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด และ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ได้รับการขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานโครงการ T-VER ระดับ Premium T-VER จาก TGO ประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร (FOR&AGI) โดยดำเนินโครงการบนพื้นที่นำร่อง 512.36 ไร่ ในอำเภอสามชุกและหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีเกษตรกรในชุมชนกว่า 36 รายเข้าร่วม เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำนาแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 2, 10, และ 13 โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดการใช้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มโอกาสในการขายข้าวคาร์บอนต่ำ รวมทั้งสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรจากการขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งมีระยะเวลาคิดเครดิต 5 ปี และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 99 tCO2eq/year ./


