การเคลื่อนไหวทางสังคมของภาคประชาชน นักวิชาการ และกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คัดค้าน “พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ-แลนด์บริดจ์” ในที่สุดได้ยกระดับมาปักหลักชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมยื่นคำขาดให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ข้อหลัก เผย 5 คนสำคัญในรัฐบาลอนุทิน และ 6 หน่วยงานราชการที่มีผลต่อการผลักดันกฎหมายพิเศษ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์
ความเคลื่อนไหวร่าง พ.ร.บ. SEC ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ตามไทม์ไลน์ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายจากคณะรัฐมนตรีไปยังสภาผู้แทนราษฎร
ในขณะเดียวกัน เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) พร้อมกับประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ. SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ ตั้งแต่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา
•เปิดข้อเรียกร้อง 3 ประการ
ข้อเรียกร้อง "หยุดกฎหมาย SEC หยุดแลนด์บริดจ์" เป็นการเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และ โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง อย่างเข้มข้นในขณะนี้ โดยมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การรวบรวมรายชื่อ และการชุมนุมของกลุ่ม SEC Watch บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
1.หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข.ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี
2.หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือเส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม
3.เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ซึ่งเป็นระบบเผด็จการทางเศรษฐกิจ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศัยกภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่
นอกจากข้อเรียกร้องซึ่งรัฐบาลต้องปฏิบัติทั้งสามประการแล้ว รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงค์ทางการเมืองเพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลจะไม่ขยายกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังพื้นที่อื่นใดของประเทศไทยอีก
• สับแหลกกฎหมาย SEC เอื้อต่างชาติ แฉ "แลนด์บริดจ์" ขืนสร้างเตรียมร้างชัวร์
นายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานกลุ่มเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) กล่าวว่ากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังจะนำมาบังคับใช้ในภาคใต้ ถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เขียนและก่อขึ้นโดยคนไทยด้วยกันเอง เพื่อยึดทรัพยากรท้องถิ่นไปประเคนให้กลุ่มทุนต่างชาติ โดยที่ประเทศไม่ได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียมและภาษี ขณะที่คนในพื้นที่ภาคใต้กลับถูกลดทอนศักดิ์ศรีกลายเป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ที่ทำได้แค่รอรับรู้ผลกระทบและรอรับเงินเยียวยาเท่านั้น
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ นายประสิทธิชัย ระบุว่า จากการระดมข้อมูลทั้งจากภาควิชาการและภาคธุรกิจตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา มั่นใจว่าหากรัฐบาลดึงดันสร้างจนเสร็จ โครงการนี้จะต้องกลายเป็น "โครงการร้าง" อย่างแน่นอน เนื่องจากในความเป็นจริงไม่มีบริษัทเดินเรือพาณิชย์ค่ายใดจะยอมเสียเวลาและต้นทุนในการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงเพื่อข้ามฝั่งระหว่างอันดามันและอ่าวไทย
เพราะทุกวันนี้ยังคงใช้เส้นทางช่องแคบมะละกาตามปกติ ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่ามีนักลงทุนสนใจจำนวนมาก แท้จริงแล้วคือกลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่หวังผลประโยชน์จากการสัมปทาน ไม่ใช่บริษัทเดินเรือ ยิ่งเมื่อสมทบกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องถมทะเลนับหมื่นไร่และทำลายชายฝั่งที่สวยงาม ยิ่งชี้ชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มทุนในทุกมิติ และเชื่อว่าคนไทยกว่า 90% มองเห็นว่าเส้นทางนี้จะนำพาประเทศไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ ซ้ำรอยโครงการเซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด ในอดีต
นอกจากนี้ ประธานเครือข่าย SEC Watch ยังแสดงความกังวลถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงมาดึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับไปกำกับดูแลด้วยตนเองเพื่อเร่งเครื่องดึงทุนนอก ว่าเป็นเรื่องอันตราย เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนคุณภาพระบายตัวออกจากประเทศไทยหมดแล้ว การเปิดกติกาพิเศษที่เน้นการใช้อำนาจบังคับเอาที่ดินโดยไม่สนเหตุผลทางเศรษฐกิจเช่นนี้ อาจกลายเป็นการเปิดทางให้ "ทุนสีเทา" เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์แทน
“ความน่ากลัวคือ กฎหมายเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ กำลังถูกขับเคลื่อนภายใต้ไฟต์บังคับของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดให้ทุกภูมิภาคทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคอีสาน ต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปลายทางของกฎหมายลักษณะนี้ จะส่งผลให้ที่ดินทำกินของคนไทยหลุดลอยไปอยู่ในมือของต่างชาติในที่สุด” นายประสิทธิชัย กล่าวเตือน
ทั้งนี้ เครือข่าย SEC Watch ยืนยันว่า การปักหลักชุมนุมตลอด 12 วันหลังจากนี้ จะเน้นการจัดกิจกรรมไฮปาร์คและเปิดเผยข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม ส่วนจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวหรือเดินขบวนดาวกระจายหรือไม่ ทางแกนนำจะประเมินสถานการณ์และท่าทีของรัฐบาลเป็นระยะต่อไปอีกครั้ง
• ตัวเร่งก่อวิกฤตทะเลไทย
ร่าง พ.ร.บ.SEC อาจสร้างวิกฤตต่อทะเลไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่คณะกรรมการในการแก้ไขผังเมืองและข้ามขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรม
ความเสี่ยงและผลกระทบหลักที่หลายฝ่ายกังวล ได้แก่
1.การทำลายระบบนิเวศทางทะเล: โครงการพัฒนาโดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกและอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่ เช่น จ.ระนอง ซึ่งเป็นขุมทองอันดามัน เสี่ยงทำให้เกิดการขุดลอกร่องน้ำ การถมทะเล และการปล่อยน้ำเสีย ซึ่งทำลายแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
2.การทับซ้อนของอำนาจเหนือกฎหมายสิ่งแวดล้อม: ร่างกฎหมาย SEC ให้อำนาจพิเศษในการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งทำให้กลไกการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เช่น กฎหมายผังเมืองและ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ อาจถูกยกเว้นหรือลดทอนความเข้มงวดลงอย่างมาก
3.การแย่งยึดทรัพยากรและวิถีชีวิตชุมชน: ทะเลและชายฝั่งคือแหล่งทำกินและรายได้หลักของชาวประมงพื้นบ้าน การเปลี่ยนพื้นที่ประมงเป็นเขตอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วนจะกระทบความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยที่ประชาชนในพื้นที่อาจไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
• ชี้ 5 คนสำคัญ ที่มีบทบาทต่อการผลักดัน
บุคคลสำคัญในรัฐบาลของ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนใหญ่เป็นแกนนำจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือว่านโยบายนี้เป็นนโยบายเรือธงของพรรคมาอย่างยาวนาน
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)
บทบาทหลัก : ในฐานะผู้นำรัฐบาลและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เขาคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในเชิงนโยบาย ตัวเขาและคณะ สส. พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าสู่รัฐสภามาตั้งแต่แรก ล่าสุดเขาได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการชุดใหม่เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานในการเดินหน้าโครงการ
2.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)
บทบาทหลัก : เป็นหัวหอกและแม่ทัพหลักในการคุมกระทรวงเจ้าภาพที่รับผิดชอบโครงการแลนด์บริดจ์โดยตรง นายพิพัฒน์เป็นผู้แสดงท่าทีเชิงรุกในการชี้นำสังคมและยืนยันความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของแลนด์บริดจ์ พร้อมทั้งเร่งรัดให้หน่วยงานในสังกัด เช่น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ผลักดันกระบวนการทางกฎหมายและรายงานผลกระทบต่อ ครม.
3. นายสรรเพชญ บุญญามณี (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)
บทบาทหลัก: เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ในชั้นรัฐสภา ล่าสุดเป็นตัวแทนรัฐบาลในการตอบกระทู้ถามและแจงต่อสภาฯ ว่าร่างกฎหมาย SEC ได้ถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ครม. แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างให้กระทรวงการคลังร่วมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม
4.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ)
บทบาทหลัก: ได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกฯ อนุทิน ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ชุดใหม่ มีหน้าที่พิจารณากรอบความคุ้มค่าและผลประโยชน์รอบด้านภายในกรอบเวลาเร่งด่วน 90 วัน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนและรองรับเมกะโปรเจกต์นี้ในเชิงพาณิชย์
5. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)
บทบาทหลัก: แม้จะไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน แต่ถือเป็นผู้มีบทบาทวางรากฐานสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มสั่งการให้ สนข. ศึกษาและยกร่างกฎหมายพิเศษ SEC รวมถึงโมเดลท่าเรือน้ำลึกระนอง-ชุมพร มาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า ซึ่งส่งต่อมาเป็นแนวทางให้รัฐบาลภูมิใจไทยในปัจจุบันใช้ขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นรูปธรรม
• 6 หน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดัน
1. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) – เจ้าภาพหลัก
บทบาทสำคัญ: เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคมที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการยกร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับของรัฐบาล รวมถึงจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท
2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์)
บทบาทสำคัญ: เป็นผู้กำหนดกรอบแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง (ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช) โดยทำหน้าที่กลั่นกรองความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม ก่อนที่จะเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
บทบาทสำคัญ: เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่พิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (รายงาน EHIA/EIA) ของท่าเรือน้ำลึก เส้นทางรถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ในโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งกลไกของ สผ. นี้เองที่เป็นประเด็นหลักที่ภาคประชาชนตั้งคำถามว่ากฎหมายพิเศษ SEC อาจจะเข้ามาตัดลัดขั้นตอนหรือยกเว้นการตรวจสอบ
4. กรมโยธาธิการและผังเมือง
บทบาทสำคัญ: สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดผังเมืองรวมในพื้นที่ภาคใต้ การขับเคลื่อน SEC จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโซนนิ่งและประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่เกษตรกรรม/อนุรักษ์ ให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นรอบโครงการ
5. กรมธนารักษ์ และ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
บทบาทสำคัญ: เป็นหน่วยงานดูแลที่ดินของรัฐ โดยในร่างกฎหมาย SEC มีข้อบัญญัติพิเศษให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย SEC ในการจัดซื้อ เช่า เวนคืน หรือขอใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุและที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมในโครงการได้อย่างรวดเร็ว
6. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) และ กระทรวงการคลัง
บทบาทสำคัญ: สลน. ทำหน้าที่ตรวจสอบและประสานงานกลั่นกรองกฎหมายในชั้น ครม. โดยล่าสุดมีมติให้ส่งร่างกฎหมาย SEC ไปยังกระทรวงการคลัง และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมให้ความเห็นและวิเคราะห์เสถียรภาพทางการเงิน กรอบภาษี และสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดทุนต่างชาติเพิ่มเติม


