xs
xsm
sm
md
lg

ปลดล็อก “โซลาร์รูฟท็อปเสรี” เผชิญกับดัก..โครงสร้างไม่พร้อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ความคืบหน้าโครงสร้างหลักกิจการไฟฟ้าไทย รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่มีผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเพิ่มขึ้น ยังอยู่ในสถานะ “ไม่พร้อมอย่างเต็มที่” โดยเฉพาะในการเร่งขับเคลื่อนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนและธุรกิจอย่างเต็มสูบ ‘ทีดีอาร์ไอ’ ชี้ในภาพรวมดูเหมือนว่าการส่งเสริมนั้นสดใส แต่ความเป็นจริงแล้วกลับมีเงา ข้อจำกัด-ความท้าทายที่แฝงอยู่


ขับเคลื่อนโซลาร์รูฟท็อปเสรี ก้าวถึงไหน
ภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) อย่างเต็มสูบภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP2026) มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยมีมาตรการสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนี้

1. ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและขั้นตอนขออนุญาต
•"ทางด่วนโซลาร์ 7 วัน" (Quick Big Win): รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานอย่างการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) พัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติการเชื่อมต่อระบบให้จบอย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน

•ผ่อนปรนกฎหมายควบคุมอาคาร: มีการออกกฎกระทรวงระบุว่า การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาอาคารที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร ทำให้ไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคารจากท้องถิ่น (เทศบาล หรือ อบต.) อีกต่อไป

•รื้อเกณฑ์โรงงาน (ร.ง.4): ทลายกำแพงกฎหมายโดยยกเว้นการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์นอกนิคมอุตสาหกรรม

2. มาตรการสำหรับภาคประชาชน (บ้านอยู่อาศัย)
•สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (ระบบ On-Grid) ระหว่างวันที่ 3 มีนาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2571 สามารถนำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งตามจ่ายจริง มาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (โดยใช้หลักฐาน e-Tax Invoice)

•กลไก "Net Billing" (โซลาร์ภาคประชาชน): คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือจากการใช้งานในบ้าน คืนเข้าระบบของการไฟฟ้าในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยให้สัญญารับซื้อยาวนานถึง 10 ปี (กำหนดโควตารวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ และจำกัดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์)

•ผลักดันโครงสร้างค่าไฟก้าวหน้า: รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่เพื่อบีบให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต่อเดือน ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น (ประมาณหน่วยละ 5 บาท) ซึ่งมาตรการนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันเชิงบังคับให้คนหันมาติดโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดรายจ่าย

3. มาตรการสำหรับภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ
•สิทธิประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล: ภาคธุรกิจหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง สามารถนำมูลค่าการลงทุนมาหักรายจ่ายภาษีได้ 1.5 เท่า (หรือหักภาษีได้เพิ่มอีก 50% ของมูลค่าลงทุน) ไปจนถึงสิ้นปี 2571

•โครงการอำเภอพลังงานสะอาด: กระทรวงมหาดไทยนำร่องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารที่ว่าการอำเภอและสถานที่ราชการไปแล้วกว่า 731 แห่ง และตั้งเป้าหมายจะขยายผลให้ครอบคลุมครบทุกอำเภอทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อลดภาระงบประมาณค่าไฟของรัฐบาล


ล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน รอบใหม่ จนถึง 23 มิถุนายน 2569 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th และระบบกลางทางกฎหมาย (https://law.go.th/listeningDetailsurvey_id) โดยจะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสีย มาปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม โปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน ก่อนที่จะเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้การเปิดรับฟังความคิดเห็นในรอบนี้ มีวัตถุประสงค์เชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ คือ

1. ตรวจสอบความเหมาะสมของเงื่อนไขใหม่ โครงการในรอบนี้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญ กกพ. จึงต้องฟังเสียงสะท้อนว่าประชาชนปฏิบัติได้จริงหรือไม่ โดยมีเกณฑ์หลักที่นำมารับฟัง คือ 1.อัตรารับซื้อ : กำหนดไว้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี 2.โควตารวม: ขยายเป้าหมายการรับซื้อรวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ (จำกัดกำลังผลิตเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์) 3. กำหนดจ่ายไฟ: ผู้เข้าร่วมต้องพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2570

2. สร้างมาตรฐานและความชัดเจนในทางปฏิบัติ ร่างประกาศนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่รวมถึงขั้นตอนที่ประชาชนต้องเจอ กกพ. จึงต้องการให้เกิดความพ้องต้องกันในเรื่อง 1.คุณสมบัติผู้สมัคร: เกณฑ์การคัดเลือกประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ชัดเจน ขั้นตอนและกรอบเวลา: ระยะเวลาการดำเนินการของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (MEA และ PEA) เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า 2.โครงสร้างค่าใช้จ่าย: ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เป็นธรรม 3.รูปแบบสัญญา: ตรวจสอบความถูกต้องของแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

3. เพื่อตอบสนองวาระแห่งชาติด้านพลังงาน การรับฟังความคิดเห็นนี้เป็นขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ต้องการส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังผลลัพธ์หลัก 3 ด้านคือ 1.ลดภาระค่าครองชีพ: เปิดโอกาสให้ประชาชนลดค่าไฟในบ้าน และสร้างรายได้เสริมจากไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้ 2.ลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าหลัก: กระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าไปยังภาคประชาชน (Decentralization) และ 3.ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด: เร่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ


ทีดีอาร์ไอ เจาะอุปสรรคการติดตั้ง-ความคุ้มค่า
รายงานจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่าเมื่อครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง (โดยเฉพาะช่วงกลางวัน) คาดจะส่งผลให้สัดส่วนการใช้ไฟจากระบบเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณร้อยละ 35 เป็นมากกว่าร้อยละ 70 ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน TDRI มองว่าการส่งเสริม Solar Rooftop สำหรับภาคครัวเรือนนั้นยังพบข้อจำกัดที่เป็นความท้าทายแฝงอยู่ พร้อมย้ำถึงประเด็นสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์ภาคประชาชน ดังนี้

• กับดักโครงสร้างและขยะ: นโยบายส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนยังมีข้อจำกัดเรื่องโครงข่าย และ TDRI เตือนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤต "ขยะโซลาร์เซลล์" ซึ่งประเมินว่าจะสะสมสูงถึง 70,000 ตันภายในปี 2573 หากไม่มีการวางแผนจัดการซากอย่างจริงจัง

• พฤติกรรมผู้บริโภค: การตัดสินใจติดตั้งไม่ได้มาจากรายได้การขายไฟคืนให้รัฐเป็นหลัก แต่เกิดจากแรงจูงใจในการลดภาระค่าไฟในบ้านที่มีการใช้พลังงานสูง

• นโยบายรัฐที่พัฒนาขึ้น: ภาครัฐพยายามเปิดรับซื้อไฟส่วนเกินจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว


อุปสรรคในการติดตั้ง
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการติดตั้ง คือ “เงินทุน” ปัจจุบัน ระบบ Solar Rooftop ที่บริษัทผู้ติดตั้งจะรับติดตั้งนั้น ส่วนใหญ่มีขนาดขั้นต่ำอยู่ที่ 3 กิโลวัตต์ (kW) หรือต้องใช้เงินในติดตั้ง ประมาณ 100,000 บาท หมายความว่า ประชาชนจะต้องมีเงินจำนวนนั้นอยู่ในกระเป๋าเป็นอย่างต่ำ ถึงจะมีความสามารถในการติดตั้งโซลาร์ที่บ้านได้ และถึงแม้จะมีมาตรการลดหย่อนภาษีที่สามารถเข้ามาแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ แต่กลไกของการลดหย่อนคือ การลดฐานภาษี ไม่ใช่ลดจากภาษีที่บุคคลต้องจ่ายโดยตรง กล่าวคือ ค่าการลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท นั้น จะถูกนำไปหักออกจากเงินได้สุทธิ ทำให้ฐานภาษีของผู้ยื่นภาษีลดลง แต่ไม่ใช่การได้เงินคืน 200,000 บาท ทำให้ความคุ้มค่าของมาตรการดังกล่าวขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละบุคคล

อีกหนึ่งข้อจำกัดคือ อาคารที่อยู่อาศัย เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์ เปรียบได้กับการต่อเติมที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับการจดทะเบียนและรับรองถึงความปลอดภัยของอุปกรณ์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นเหมือนข้อจำกัดในทางปฏิบัติว่า ครัวเรือนที่ต้องการติดโซลาร์ต้องมีที่อยู่อาศัยซึ่งมีโครงสร้างที่มั่นคงเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างแผงโซลาร์ รวมถึงมีพื้นที่เพียงพอเพื่อจัดวางแผงโซลาร์ให้อยู่ในทิศทางการรับแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม

หนึ่งในกรณีตัวอย่างของประชาชนในเมืองที่เผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่คือ ประชาชนผู้อาศัยในอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม เนื่องด้วยตัวอาคารมีพื้นที่สำหรับการติดตั้งน้อย ถึงจะพยายามวางแผงโซลาร์เข้าไปในพื้นที่ ก็อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟของกลุ่มผู้อยู่อาศัย

แนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจคือ หลักการ Third-Party Access (TPA) หรือการอนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถใช้งานโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกับผู้ดูแลระบบอย่างการไฟฟ้าได้ กล่าวคือ หากมีการเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งของการไฟฟ้าที่ไปยังผู้บริโภคได้โดยตรง โดยจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง (Wheeling Charge) ตามที่กำหนด ก็จะเป็นการเปิดประตูโอกาสให้ผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม หรือแม้แต่ชุมชนในพื้นที่ที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ของตัวเองได้ สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานโซลาร์จากแหล่งผลิตภายนอกได้เช่นกัน

โดยความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการผลักดันหลักการ TPA คือ การอนุมัติโครงการนำร่อง Direct Peers-to-Peers Agreement (Direct PPA) โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อปี 2567 ที่เปิดให้ผู้ผลิตพลังงานส่งไฟฟ้าตรงไปยังผู้บริโภคผ่านกลไก TPA ในขนาดไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ (MW) อย่างไรก็ตาม โครงการนำร่องนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่อย่าง Data Centre เป็นหลัก ยังไม่ได้ถูกขยายให้ครอบคลุมผู้บริโภครายย่อย ซึ่งหมายความว่าผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมก็ยังคงอยู่นอกเขตของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ นโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์สำหรับภาคครัวเรือน จึงยังคงสร้างคำถามสำคัญต่อประชาชนอยู่ว่า นโยบายดังกล่าวครอบคลุมความต้องการของประชาชนอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่? และเป็นนโยบายที่พิจารณาความทั่วถึงสำหรับประชาชนได้อย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง?

ความคุ้มค่าจากการติดตั้ง

แม้ว่าโซลาร์จะมีข้อดีจากการเป็นพลังงานสะอาดและช่วยลดค่าไฟให้แก่ผู้ใช้ได้ แต่จากเงินทุนที่ต้องใช้สำหรับการติดตั้งตามที่กล่าวไปข้างต้น ก็ย่อมส่งผลให้ประชาชนต้องไตร่ตรองไปถึงความคุ้มค่าที่จะได้จากการติดตั้งด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ไฟของครัวเรือน ขนาด และคุณภาพของแผงโซลาร์ รวมถึงนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ล้วนส่งผลต่อความช้าเร็วของระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งโซลาร์ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโซลาร์เซลล์มีข้อจำกัดคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้แค่ในช่วงเวลาที่มีแสงอาทิตย์ หากครัวเรือนใดต้องการกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้เอาไว้ใช้ในช่วงกลางคืนด้วยนั้น ก็ต้องลงทุนกับการติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อมาทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งก็จะไปเพิ่มต้นทุนการติดตั้งให้สูงขึ้นไปอีก

เมื่อลองพิจารณาจากระยะเวลาการคืนทุนของโซลาร์ขนาด 3 kW (ขนาดต่ำสุดในท้องตลาด สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 300-400 หน่วย/เดือน) อยู่ที่ประมาณ 6-7 ปี ซึ่งก็ถือเป็นระยะเวลาที่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ นโยบายการรับซื้อไฟส่วนเกินจากภาคครัวเรือน จึงเป็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจ เนื่องจากมีส่วนช่วยย่นระยะเวลาคุ้มทุน แต่จากที่กล่าวไปข้างต้น นโยบายดังกล่าวมีการจำกัดจำนวนครัวเรือนในการเข้าร่วมโครงการ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจากโควตาที่เต็มไปเมื่อปี 2567

ในส่วนของ กลไกการซื้อ-ขายไฟฟ้า (Billing Mechanism) สำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในปัจจุบันประเทศไทยใช้กลไกที่เรียกว่า Net Billing หรือการคิดค่าไฟแบบอ้างอิง “หน่วยเงิน” ซึ่งครัวเรือนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์กลับเข้าสู่ระบบได้ แต่ราคาที่การไฟฟ้ารับซื้อจะต่ำกว่าราคาที่ประชาชนซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ทำให้ประชาชนยังคงต้องใช้เวลาคืนทุนค่อนข้างนาน อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบนี้คือเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนในการดูแลและบริหารเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้

ในอีกด้านหนึ่ง กลไกที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบอย่าง Net Metering เป็นการคิดค่าไฟแบบอ้างอิง “หน่วยไฟฟ้า” โดยหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์สามารถนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าได้โดยตรง ทำให้มูลค่าของไฟฟ้าที่ผลิตเองและไฟฟ้าที่ซื้อมีค่าเท่ากัน ส่งผลให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์คืนทุนได้เร็วกว่าระบบ Net Billing

จากข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ข้อโต้แย้งถึงความเหมาะสมในการนำแต่ละกลไกมาใช้ก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องถูกพิจารณาควบคู่ไปด้วยคือ ผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าโดยรวม เนื่องจากไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์และถูกส่งกลับเข้าสู่โครงข่ายสามารถเป็นได้ทั้งประโยชน์ เช่น ช่วยลดภาระการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูง และความท้าทาย จากความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความเป็นธรรมต่อผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์ เนื่องจากประเทศไทยใช้โครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า กล่าวคือ ต้นทุนการลงทุนและบำรุงรักษาระบบโครงข่ายจะถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน เมื่อครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ซื้อไฟจากการไฟฟ้าน้อยลง รายได้ของระบบไฟฟ้าก็จะลดลง ขณะที่ต้นทุนการดูแลโครงข่ายยังคงเดิม จึงอาจทำให้ภาระต้นทุนบางส่วนถูกผลักไปยังครัวเรือนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แทน

จุดโฟกัสหลักของปัญหาด้านความคุ้มค่าจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จึงไม่ควรมุ่งเน้นไปเพียงแค่คำถามที่ว่า กลไกการซื้อ-ขายไฟฟ้าแบบใดเหมาะสมกับบริบทไทยที่สุด? แต่ควรตั้งคำถามไปถึงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน ว่าพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่มีผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่? และจะออกแบบระบบดังกล่าวอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน