xs
xsm
sm
md
lg

แฉ “ร่างพ.ร.บ.โลกร้อน” ส่อฟอกเขียว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ 14 องค์กร ยืนยันเดินหน้าคัดค้านต่อเนื่อง ชี้ไส้ใน “ร่างพ.ร.บ.โลกร้อน” ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง แต่กลับเสี่ยงเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ อธิบดีกรมลดโลกร้อน โต้ร่างนี้กำหนดให้เอกชนซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ได้ไม่เกิน 15% ย้ำไม่เปิดช่องให้มีการ ‘ฟอกเขียว’ แต่อย่างใด

หลังจากที่เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมกว่า 14 องค์กร รวมตัวบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย พร้อมยื่นหนังสือต่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อแสดงจุดยืนปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ. โลกร้อนที่ไม่เป็นธรรม) เมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน 2569) โดยระบุว่า “ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง แต่กลับเสี่ยงเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ และกลไกคาร์บอนเครดิตที่อาจกลายเป็นใบอนุญาตฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย”

เครือข่ายฯ อ่านแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.โลกร้อนที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น และเน้นย้ำว่า เครือข่ายฯ จะไม่หยุดเพียงการสื่อสารต่อสหประชาชาติเท่านั้น แต่จะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อไป สู่เวทีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP31 ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี (ตุรเคีย) ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเน้นย้ำว่า “ก่อนที่รัฐบาลไทยจะก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม โดยมีเสียงของประชาชน ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นหัวใจการแก้ไขปัญหาเสียก่อน”

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาอย่างละเอียดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) และเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาภายในปีนี้



องค์กรภาคประชาสังคมกว่า 14 องค์กร รวมตัวแสดงจุดยืนปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ. โลกร้อนที่ไม่เป็นธรรม)
• ย้ำจุดยืน ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นกลไกหลัก
นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector กล่าวถึงบทเรียนจากต่างประเทศว่าเราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้ว ในระยะแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรี ทั้งไม่สามารถลดมลพิษได้จริง และทำกำไรลาภลอยถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปแทบไม่ลดลง ด้านเกาหลีใต้ซึ่งมีคาร์บอนเครดิตที่รับรองว่ามีคุณภาพสูง การประเมินในเวลาต่อมาพบว่า มีการลดการปล่อยก๊าซเกินจริงถึง 18 เท่า สำหรับประเทศไทย ร่างกฎหมายโลกร้อนมีแนวโน้มจะเดินตามรอยนี้และกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งการฟอกเขียว

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ จึงแสดงจุดยืนสนับสนุน “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืนแทนการพึ่งพากลไกตลาดคาร์บอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเดินหน้าสู่การพัฒนาและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม ที่ประชาชนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทาง แต่ยังลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน

นายอรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง เช่น การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน คือทางออกที่แก้ปัญหาตรงจุด การปลดแอกพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการคืนสิทธิและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และที่สำคัญที่สุดคือการยุติมลพิษทางอากาศที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่มีวันทำได้


• เอื้อทุนใหญ่ ลดก๊าซเรือนกระจกจากคาร์บอนเครดิตมากกว่าแหล่งกำเนิด
ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน ออกมาย้ำถึงผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้ที่จะเกิดขึ้นกับผืนป่าและชุมชนท้องถิ่น ว่าการผลักดันกลไกตลาดคาร์บอนในพื้นที่ป่าผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตโดยปราศจากการรับรองสิทธิชุมชน ถือเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มองป่าเป็นเพียง ‘เครื่องมือดูดซับคาร์บอน’ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของกลุ่มทุน แต่ละเลยมิติทางนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากร สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือปรากฏการณ์การแย่งยึดที่ดิน (Green Grabbing) และความเหลื่อมล้ำทางสภาพอากาศที่เบียดขับคนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากที่ดินทำกิน และเปลี่ยนระบบนิเวศให้กลายเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อต่อลมหายใจให้อุตสาหกรรมฟอสซิล

เครือข่ายฯ เน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด ไม่ใช่การพึ่งพาระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เปิดโอกาสให้กลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจทางการเงินสามารถซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนได้ต่อไป กลไกดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้ยังทำหน้าที่เสมือน ‘ใบอนุญาตฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย’ เพื่อเปิดทางให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่สามารถดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไปได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่าร่าง พ.ร.บ. โลกร้อนมุ่งเน้นให้นำเอาคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการปลูกป่า เข้ามาทดแทนการลดการปล่อยคาร์บอนที่มีแหล่งกำเนิดจากผู้ปล่อยรายใหญ่ คาร์บอนเครดิตจำนวนมากมาจากที่ดินของประชาชนที่ถูกเปิดให้เอกชนขอสัมปทานเพื่อนำไปปลูกป่า ซึ่งส่งผลให้บริษัทใหญ่เลือกจ่ายเงินปลูกป่ามากกว่าการลดปล่อยคาร์บอนที่แหล่งกำเนิด โลกจึงไม่มีทางเย็นลงด้วยแนวทางนี้

เครือข่ายฯ ระบุว่า การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในที่ดิน และสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน ไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชน เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ คนจนเมือง และชุมชนชายฝั่งต้องแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยยึด ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ เคารพสิทธิชุมชนท้องถิ่น และบังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หรือ Polluters Pay Principle อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้ผลัดกันกล่าวสะท้อน และหยิบยกตัวอย่างผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง ทั้งปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรกรรม ผลกระทบจากเหมืองแร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบจากการประกาศเขตป่าสงวนทับซ้อนพื้นที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของคนจนเมือง ชะตากรรมของชุมชนชายฝั่งภายใต้นโยบายคาร์บอนเครดิต และการลอยนวลพ้นผิดของกลุ่มทุนฟอสซิล

เครือข่ายฯ ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญ ความพยายามของรัฐ ในการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นกลับ ‘ไม่เป็นธรรมอย่างที่กล่าวอ้าง’เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่รับรองสิทธิชุมชนและสิทธิในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังสนับสนุนระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืน และเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือการฟอกเขียว (Greenwashing) ให้กลุ่มทุนและผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกกฎหมาย


• กรมลดโลกร้อน ย้ำไม่เปิดช่องให้มีการ ‘ฟอกเขียว’
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวบรรยายในงานเสวนา TED TALK: Global Call for Climate Action เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” ในช่วงหนึ่งถึงเรื่องกฎหมายโลกร้อน และคาร์บอนเครดิต ว่า “เรื่องที่สำคัญคือ การตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ที่เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล ผ่านการส่งเสริมเรื่องของตลาดคาร์บอนที่โปร่งใส ไม่ก่อให้เกิดการ “ฟอกเขียว”

เป้า Net Zero ในปี 2050 หน้าที่คือทำอย่างไรให้เป้าหมายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พยายามออกแบบให้มีทั้งภาคการบังคับและสนับสนุนที่สมดุลกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งจะมีทั้งฐานข้อมูลที่เพียงพอ มีคุณภาพ และมีความแม่นยำ จะมีอยู่หลายๆ เสา ทั้งการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรม การกำหนดภาษีคาร์บอนในน้ำมันเชื้อเพลิง การกำหนดการเก็บค่าธรรมเนียมของสินค้าที่ไม่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนในเรื่อง CBAM การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงคาร์บอนเครดิต และสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ขณะที่ด้านนโยบายจะคอยกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มีกรอบสีเขียวโดบมีกองทุนภูมิอากาศขึ้นมาสนับสนุนการทำงานในเรื่องนี้

“เพราะฉะนั้นในเรื่องของภาคบังคับในร่างกฎหมาย หลายคนบอกว่า ไม่มีบังคับเอกชนเลย ปล่อยให้เอกชนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามใจ ซื้อคาร์บอนมาฟอกเขียว จริงๆไม่ใช่ มีภาคบังคับครับ เขาเรียกว่าการกำจัดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมต้องถูกกำหนดสิทธิ์ คุณปล่อยตามใจไม่ได้ มันมีสิทธิ์ในการปล่อยของคุณต่อปีที่เป็นการกำกับดูแล อันนี้เรียกว่าการควบคุม

เราจะจำกัดเพื่อให้เอกชนลงทุนในการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจของตัวเองด้วย แล้วก็เอื้ออำนวยให้คาร์บอนเครดิตไม่เกิน 15% ไปสู่การชดเชยเงิน เพื่อจะเอาเงินของเอกชนวิ่งผ่านกองทุน และวิ่งกลับไปช่วยสร้างโครงการคาร์บอนเครดิตที่ขายได้ ก็จะวิ่งกลับมาขายให้เอกชนอีกรอบหนึ่ง ก็ให้เป็นเป็นวงจรในการสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศตามนโยบายรัฐบาล”

“ถ้าเราได้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผมก็คาดหวังในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 คือปีหน้า อยากเห็นออกมาบังคับใช้ ซึ่งวันนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยตรวจร่างอาทิตย์ละ 3 วัน ก็คาดหวังว่าเมื่อเรามีกฎหมายแล้ว หนึ่ง จะลดผลกระทบและความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้ดีขึ้น ภัยไม่ได้หายไป แต่จัดการมันได้ดีขึ้นลดความสูญเสียและความเสียหายให้แก่พี่น้องประชาชน สอง การเข้าถึงการเงิน เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนคนกลุ่มเล็กตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น จากกองทุนนี้ และสาม ก็คือการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเฉพาะส่วนกลาง แต่จะลงไปถึงส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นได้ด้วย” อธิบดีกรมลดโลกร้อน กล่าวทิ้งท้าย