xs
xsm
sm
md
lg

สู่ Net Zero ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการลดโลกร้อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ทั้งอากาศที่ร้อนขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม ฝนตกหนักผิดฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าใกล้จุดที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่ประชาคมโลกภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) พยายามจำกัดไว้ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่รุนแรงและยากต่อการรับมือในอนาคต หากไม่เร่งดำเนินการ ผลกระทบเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงและสร้างต้นทุนต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมีการประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น อาจมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนของการลดภาวะโลกร้อนมากกว่าราว 6 เท่า

สำหรับประเทศไทย การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงความร่วมมือในระดับนานาชาติ แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในประเทศอย่างจริงจัง ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยประกาศยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) เร็วยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุปี ค.ศ. 2050 ซึ่งต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม การไปสู่ Net Zero จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเร่งการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทางกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำ “กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570–2575” เพื่อช่วยกำหนดทิศทางว่า งานวิจัยของประเทศควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด และจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศได้อย่างไร รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ของประเทศ

กรอบและแผนงานฯ นี้มีความสำคัญ เพราะเป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ต้องทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่แค่ในรายงานหรือห้องทดลอง แต่ควรถูกนำไปใช้ได้จริง ทั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาพื้นที่ และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยตัวอย่างหัวข้อวิจัยด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ การพัฒนาระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ การลดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการจัดการของเสีย รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเทคโนโลยีที่ช่วยลดโลกร้อน

ขณะเดียวกัน การลดก๊าซเรือนกระจกให้เกิดผลจริงจำเป็นต้องมีงานวิจัยเชิงระบบ เข้ามาช่วยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานที่ชัดเจน เครื่องมือวัดและติดตามผล กลไกด้านการเงินและแรงจูงใจ รวมถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และชุมชน เพื่อให้ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยถูกนำไปใช้ได้จริง ส่วนด้านการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นอีกด้านที่ต้องดำเนินการคู่กัน เพื่อให้ประเทศพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

การส่งต่องานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงเหล่านี้สำคัญยิ่งในช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤตพลังงาน เพราะการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า ไม่เพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย

การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการลดโลกร้อนจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือก้าวสำคัญในการวางรากฐานให้ประเทศไทยเติบโตไปสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


บทความโดย วงกต วงศ์อภัย และ ชนิภรณ์ เรืองฤทธิ์
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

อ้างอิง : carbonmarketsclub