xs
xsm
sm
md
lg

คอร์รัปชันเป็นเหตุ ! ไทยส่อพลาดสมาชิก OECD เสนอตั้ง ปปช ภาคประชาชนจัดการ / ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข้อมูลของ คณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. พบว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาคอร์รัปชันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจนอาจเข้าขั้นวิกฤตได้ จากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐโดย 89.1% ของธุรกิจระบุว่า คอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญ

ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง ความกล้าหาญของ กกร.(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ) ในการเปิดโปงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันต้องได้รับการยกย่องและสานต่อด้วยหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงานและการดำเนินอย่างจริงจัง สามารถวัดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรส่งเสริมภาคธุรกิจ สนับสนุน กกร และ ภาคประชาชนให้จัดตั้ง คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันภาคประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ประเทศไทยส่อพลาดสมาชิก OECD** จากปัญหาวิกฤตคอร์รัปชัน นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ผลักดันและยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และ กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานไม่ถึงเกณฑ์ OECD

อย่างเช่น พรบ คุ้มครองแรงงานฉบับ “มีเวลาพักผ่อน” (เสนอโดย ส.ส. เซีย จำปาทอง) ขยายความคุ้มครองไปถึงกลุ่มที่เคยเป็นช่องว่างของกฎหมาย เช่น ไรเดอร์ส่งอาหาร, คนทำงานบ้าน, เกษตรกร, และฟรีแลนซ์ที่ทำงานภายใต้ระบบแพลตฟอร์ม เพื่อให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงานเท่าเทียมกัน ลดเพดานการทำงาน จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ ให้เหลือเพียง 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ หากทำงานเกิน 40 ชั่วโมง ต้องนับเป็น OT ทั้งหมด เพื่อสนับสนุนให้คนมีเวลาพักผ่อนและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากเดิม 6 วัน เป็น 10 วันต่อปี ปรับค่าแรงตามดัชนีค่าครองชีพ โดยให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นประจำทุกปีตามเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ยังมี พรบ คุ้มครองแรงงาน “ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (เสนอโดย วรรณวิภา ไม้สน และ จรัส คุ้มไข่น้ำ) กำหนดให้การจ้างงานมีความเท่าเทียมในทุกด้าน ครอบคลุมถึงเพศสภาพที่หลากหลาย กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว ปีละ15 วัน กำหนดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน ไม่น้อยกว่าสองครั้ง ครั้งละสามสิบนาที ในช่วงเวลาแปดชั่วโมงของการทำงาน ตลอดระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีหลังคลอด กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน เดือนหนึ่งไม่เกิน 3 วัน

กฎหมายคุ้มครองแรงงานสองฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยันให้พิจารณาต่อในสภาชุดนี้ เป็น กฎหมายแรงงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD เป็นการล้างมายาคติเดิมว่าแรงงานเป็นปัจจัยการผลิต แล้วทำให้เห็นว่าแรงงานคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและจิตใจ มีความพยายามชัดเจนในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานสู่มาตรฐานสากล ครอบคลุมทุกกลุ่มทางเพศสภาพสร้างความตระหนักถึงมิติความลำบากของสุภาพสตรีในการทำงาน และพยายามแก้ไขอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีไว้ซึ่งเครื่องปั๊มนมลูกในที่ทำงานและการลากรณีมีประจำเดือนสะท้อนปัญหาการที่กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มโดนเอาเปรียบและพยายามยกระดับการคุ้มครองโดยนับเอาแรงงานแพลตฟอร์มเข้ามาภายใต้กฎหมายนี้ 

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรับลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ การเพิ่มวันหยุด รวมถึงสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ จะทำให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น กลุ่ม SME จะได้รับผลกระทบนั้น อาจเกิดขึ้นได้ แต่ในระยะยาวแล้ว จะทำให้ผลิตภาพแรงงานสูงขึ้นจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังสร้างสภาวะแวดล้อมทำให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มผลิตภาพด้วยการลงทุนเทคโนโลยีมากขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และ น่าเสียใจ ที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ที่จะทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลปล่อยสารพิษ และ มลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง การเคลื่อนย้ายสารมลพิษไปจัดการนอกแหล่งกำเนิดหรือโรงงาน หากรัฐบาลยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ที่ผ่านการรับหลักการโดยรัฐสภาชุดที่แล้วจะเป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใสสิ่งแวดล้อม ทำให้การวางแผนเรื่องสิ่งแวดล้อม สามารถวางแผนการป้องกันมลพิษ สารพิษจากอุตสาหกรรมที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น การไม่ยืนยันร่างกฎหมาย ต้องเสียเวลาเริ่มต้นกันใหม่ กว่ากฎหมายจะบังคับใช้ อาจเกิดเหตุ อุบัติภัยจากสารพิษแพร่กระจาย ส่งผลกระทบชีวิตต่อผู้คน สิ่งแวดล้อม โดยประชาชนไม่รับรู้ล่วงหน้าว่า โรงงานใกล้บ้าน มีสารเคมี มีสารพิษเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงาน เรามีสิทธิต้องรับรู้เพื่อป้องกันตัวเอง

การไม่ยืนยันร่างกฎหมายโดย ครม จึงเท่ากับ รัฐบาลเลือกเอาการลงทุนทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่มีมาตรฐาน มากกว่า คุณชีวิตของประชาชน สิ่งแวดล้อม ใช่หรือไม่? 

รัฐบาลเลือกผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบ อุตสาหกรรมที่ไร้มาตรฐาน ของอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสารพิษและกระทบชีวิตของผู้คน มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จาก ไฟไหม้โรงงาน เหตุระเบิดจากสารเคมี โดยไม่รู้เลยว่า โรงงานใกล้บ้าน โกดังใกล้บ้านมีสารพิษอันตรายที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม

สิทธิในการรับรู้ถึงภัยอันตรายเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ จากเหตุดังกล่าว จึงมีการพัฒนาระบบ PRTR ขึ้นมา ระบบ PRTR เป็นระบบทะเบียนข้อมูลว่าด้วยการปล่อยสารและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยมลพิษสู่อากาศ น้ำหรือดิน การปล่อยมลพิษสู่อากาศ ปล่อยน้ำทิ้งน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง การควบคุมและป้องกันผลกระทบจากมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีระบบเฝ้าระวังและติดตามสารมลพิษที่ต่อเนื่องและโปร่งใส ระบบการเปิดเผยและรายงานข้อมูลด้านมลพิษต้องประกอบไปด้วยสองขั้นตอนหลัก หนึ่ง การตรวจวัดและรายงาน สอง ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน

กฎหมาย PRTR และ ระบบดูแลเรื่องมลพิษ เป็นเงื่อนไขการรับเข้าเป็น กลุ่มประเทศ OECD ด้วย หากไม่ทำตามมาตรฐานเหล่านี้ เป้าหมายของ “ประเทศไทย” ในการเข้าเป็น สมาชิก OECD อาจจะไปไม่ถึง

รัฐไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาจาก “ความมั่งคั่งไหลรินจากบนสู่ล่าง” (Trickle down) เป็น “ความมั่งคั่งจากฐานราก” (Bottom Up) รัฐบาลต้องเปิดการมีส่วนร่วมการพัฒนาจากคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เชิญเฉพาะเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีไปปรึกษาหารือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผูกอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงและมีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้ว ฉะนั้น ต้องเชิญ ผู้แทนแรงงานนอกระบบและผู้รับจ้างรายวันไปสะท้อนปัญหาสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี ต้องเชิญ ชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกินจากการรื้อถอนสิทธิชุมชนดั้งเดิม ต้องเชิญ กลุ่ม SMEs มาพบปะหารือกับรัฐบาลบ้าง


บทความโดย รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย



**หมายเหตุ : ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิก (Accession Process)

ข้อพิจารณาสำคัญในการอนุมัติประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD จะยึดหลักเกณฑ์ประเมินเชิงลึกตามกรอบ Framework for the Consideration of Prospective Members ขององค์กร ซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไข 5 ด้านหลัก ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายใน 6 มิติสำคัญ

📌 กรอบเกณฑ์พิจารณา 5 ด้านหลัก (Core Conditions)
1. ค่านิยมร่วมพื้นฐาน (Like-mindedness): ไทยต้องแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในค่านิยมพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ระบบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม (Rule of Law) สิทธิมนุษยชน และระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่มีความโปร่งใส

2. ความพร้อมด้านมาตรฐานกฎระเบียบ (State of Readiness): การปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย นโยบาย รวมถึงแนวปฏิบัติภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายและมาตรฐานระดับสูงของ OECD

3. โครงสร้างสถาบันและการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework): ประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลของโครงสร้างระบบราชการและการบริหารงานภาครัฐ รวมถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติตามพันธกรณี

4. ตัวชี้วัดและศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Key Economic Indicators): ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นโยบายการแข่งขันที่เป็นธรรม และบทบาทของไทยในฐานะตัวแสดงสำคัญที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก (Significant Player)

5. ความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม (Relations with the OECD): ประวัติความร่วมมือที่ผ่านมาและการเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับคณะกรรมการต่างๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง

🛠️ 6 มิติการปฏิรูปเชิงเทคนิคที่ไทยต้องผ่านเกณฑ์ (Priority Areas)
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเชิงลึกโดยคณะกรรมการด้านเทคนิคของ OECD (Technical Review) ซึ่งมีข้อพิจารณาสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับแก้กฎหมาย ดังนี้

• การต่อต้านทุจริต (Anti-Bribery): การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) เพื่อยกระดับความโปร่งใส

• นโยบายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ (Investment Policy): การลดข้อจำกัดในการถือหุ้นของชาวต่างชาติ และการส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภาคธุรกิจ (RBC)

• การปฏิรูปโครงสร้างภาษี (Taxation): การนำมาตรการป้องกันการกัดเซาะฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (BEPS) มาใช้ รวมถึงระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินแบบอัตโนมัติ

• การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition): การกำหนดมาตรฐานนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และแนวทางการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero)

• นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (AI & Digital Transformation): การปรับปรุงมาตรฐานจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

• การพัฒนาทุนมนุษย์และความเท่าเทียม (Human Capital & Education): การยกระดับคุณภาพการศึกษา (เช่น คะแนน PISA) และการเสริมสร้างระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดจะดำเนินผ่านคณะกรรมการเทคนิคของ OECD และต้องได้รับ มติเอกฉันท์ จากประเทศสมาชิกเดิมทั้งหมด จึงจะสามารถอนุมัติรับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ได้