xs
xsm
sm
md
lg

ยื้อ “กฎหมาย PRTR” ตอกย้ำ รัฐสวนกระแส ESG

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การยื้อ “กฎหมาย PRTR” ของภาครัฐและผู้มีอำนาจ จนนำไปสู่การปัดตกในรัฐสภาเมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เรื่องของความล่าช้าทางธุรการ แต่เป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนวิกฤตโครงสร้างเชิงลึก ตั้งแต่การขัดขาตัวเองที่อยากเข้า OECD ซึ่งเป็นก้าวเดินที่สวนทางกับกระแส ESG อีกทั้งยังละเมิดต่อคำมั่นสัญญาในเวทีโลก จนถึงการเพิกเฉยต่อสิทธิและเสียงของภาคประชาชน ในขณะที่นานาประเทศ ณ ปัจจุบันใช้กฎหมายนี้มานานกว่า 20-30 ปีแล้ว


ล่าสุด เมื่อ 19 พ.ค.2569 ประธานประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ แห่งพรรคภูมิใจไทย ออกมารับร่างกฎหมาย PRTR เองกับมือ จากตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคประชาชน พร้อมความคาดหวังว่ารัฐบาลคงไม่หาทางบิดพลิ้วอะไรอีก “ถ้าจริงใจก็ต้องเร่งพิจารณาให้ออกเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป จะได้ช่วยพาเข้าเป็นสมาชิก OECD ตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้ด้วย”

ยื่น (อีกครั้ง) จะพลิ้วอีกมั้ย ! คราวนี้ประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ แห่งพรรคภูมิใจไทย มารับเองกับมือ เมื่อ 19 พ.ค.2569
• ข้อสังเกตสะท้อนวิกฤตโครงสร้างเชิงลึก

1. สะท้อนกลุ่มทุนครอบงำรัฐบาล (Corporate Capture) การยื้อกฎหมายนี้สะต้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ผลประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม มีน้ำหนักมากกว่าชีวิตและสุขภาพของประชาชน”

• รัฐบาลยอมโอนอ่อนตามแรงกดดันของสภาอุตสาหกรรมที่กังวลเรื่องต้นทุนการจัดการมลพิษและการถูกฟ้องร้อง

• คว่ำร่างกฎหมายที่โปร่งใส แล้วเลือกที่จะนำหลักการไป “ซุก” ไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับอื่นที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่กลุ่มทุนยอมรับได้มากกว่า

2. สะท้อนความไม่จริงใจต่อคำมั่นสัญญาในเวทีโลก (International Hypocrisy) ประเทศไทยประกาศตัวบนเวทีโลกเสมอว่าต้องการยกระดับประเทศสู่สากล แต่การคว่ำกฎหมาย PRTR สะท้อนพฤติกรรม “ปากว่าตาขยิบ”

• ขัดขาตัวเองในการเข้า OECD: รัฐบาลอยากนำไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ แต่กลับคว่ำกฎหมายที่เป็นเกณฑ์บังคับขั้นต่ำของ OECD สะท้อนความลักลั่นในนโยบายต่างประเทศ

• สวนทางกับกระแส ESG: ในขณะที่โลกขับเคลื่อนการลงทุนที่ยั่งยืน (ESG) แต่รัฐไทยยังคงใช้แนวคิดแบบเก่าที่เน้นดึงดูดการลงทุนด้วยการยอมให้ปล่อยมลพิษต่ำกว่ามาตรฐานสากล

3. สะท้อนการเพิกเฉยต่อสิทธิและเสียงของภาคประชาชน (Democratic Deficit) การปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึง “ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในระบอบประชาธิปไตยไทย”

• ร่างกฎหมายนี้ผ่านมาด้วยการลงชื่อของประชาชนและการทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคมอย่างยากลำบาก

• การที่รัฐบาลใช้วิธีเทคนิคทางกฎหมายมาอ้างว่า “ประชาชนไม่ได้ยืนยันเจตจำนง” (ทั้งที่มีหลักฐานการยื่นหนังสือชัดเจน) จึงสะท้อนว่ารัฐมองภาคประชาชนเป็นเพียงหมากทางการเมือง และพร้อมที่จะปัดข้อเรียกร้องทิ้งเมื่อขัดผลประโยชน์ของฝ่ายบริหาร

4. สะท้อนการแก้ปัญหาแบบ “วัวหายล้อมคอก” (Reactive Governance) หน่วยงานรัฐไทยยังมีทัศนคติการทำงานแบบ “ตั้งรับ” มากกว่า “รุกเพื่อป้องกัน”

• รัฐบาลเลือกที่จะผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะเป็นกระแสสังคมที่กดดันจากวิกฤต PM2.5 แต่อากาศสะอาดเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

• ส่วนการยื้อ PRTR สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ต้องการแก้ปัญหาที่ต้นตอ (สารเคมีและอุตสาหกรรมในโรงงาน) ปล่อยให้เกิดเหตุโรงงานระเบิดหรือลักลอบทิ้งกากพิษก่อน แล้วค่อยตามไปล้างตามบำบัด ซึ่งเป็นแนวทางที่ไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน

• PRTR ยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ


กฎหมาย PRTR เป็นที่ยอมรับในระดับโลกว่าคือ ทางออกของการแก้ปัญหามลพิษที่เป็นผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล จนเกิดเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ และเศรษฐกิจทั่วโลก องค์การสหประชาชาติตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจังและเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้ทุกประเทศพัฒนากรอบกฎหมายนี้ขึ้นมาใช้แก้ปัญหาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมาย PRTR เพื่อยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศสำหรับสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่กับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยขึ้น รวมถึงการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ กล่าวว่า “ประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการต่อต้านโรงงานจากประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหามลพิษสร้างผลกระทบกว้างขวาง ขณะที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ทุกพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเผชิญปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากอันตราย และอุบัติภัยทางเคมีทั้งภายในและภายนอกโรงงาน”

เธอบอกว่า "กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชนกลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การไม่มี PRTR จึงไม่ใช่เพียงช่องว่างทางกฎหมาย แต่คือการผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนโดยปราศจากเครื่องมือปกป้องตนเอง หากรัฐยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่โปร่งใสและความไม่รับผิดชอบดำรงอยู่ต่อไปในระบบ”

• กฎหมาย PRTR ช่วยการันตีเข้าเป็นสมาชิก OECD


นายอรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “หากประเทศไทยจริงจังกับการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการประกาศเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR ควบคู่กันไปอย่างจริงจัง มิฉะนั้นย่อมสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายเชิงนโยบายกับการดำเนินการในทางปฏิบัติ แต่ตั้งคำถามถึงความพร้อมของประเทศสมาชิก กฎหมาย PRTR มิได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ แต่ยังเป็น ‘มาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม’ ที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวางซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ได้”

นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “สำหรับคนที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม ความเสี่ยงจากมลพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ทั้งอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่คือสิทธิในการรู้ล่วงหน้าว่ามีสารอะไรถูกปล่อยออกมา ในปริมาณเท่าใด และกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถตัดสินใจและปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงที กฎหมาย PRTR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีทางเลือกอีกต่อไป” 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชุมชนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากมลพิษโดยขาดข้อมูลที่จำเป็น ความคืบหน้าในเชิงนโยบายกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน


• ตัวอย่างผลลัพธ์หลังใช้กฎหมาย : มลพิษลดลง 20-50%

ผลลัพธ์หลังการบังคับใช้กฎหมาย PRTR ในต่างประเทศ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถ ลดการปล่อยสารพิษและมลพิษลงได้อย่างมหาศาล (เฉลี่ย 20% ถึงมากกว่า 50%) แม้ว่ากฎหมายนี้จะเป็นเพียง "การบังคับให้รายงานข้อมูล" ไม่ใช่การสั่งปรับหรือสั่งปิดโรงงานโดยตรงก็ตาม แต่การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะกลายเป็นแรงกดดันทางสังคมที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์

ตัวเลขสถิติการลดลงของมลพิษในประเทศผู้นำด้าน PRTR :

1. สหรัฐอเมริกา (ระบบ TRI)
• มลพิษลดลง: ลดลงประมาณ 49% ของสารเคมีที่อยู่ภายใต้การควบคุม นับตั้งแต่เริ่มใช้กฎหมายในปี 1987 เป็นต้นมา

• สถิติล่าสุด: รายงานจาก สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (US EPA) ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2012–2022) ปริมาณการปล่อยสารเคมีพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ลดลงเพิ่มอีกถึง 21% 

2. สหภาพยุโรป (ระบบ E-PRTR)
• มลพิษลดลง: สารมลพิษหลักทางอากาศและน้ำ ลดลงเฉลี่ย 30% - 40% ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ขึ้นทะเบียน

• ผลลัพธ์เด่น: กฎหมายนี้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยอุตสาหกรรมเหล็กและเคมีในยุโรปสามารถลดการปล่อยสารก่อมะเร็งและโลหะหนักลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับนโยบาย Greenhouse Gas Progress ที่ลดก๊าซเรือนกระจกภาพรวมลงได้แล้วกว่า 37%

3. ญี่ปุ่น (ระบบ PRTR Law)
• มลพิษลดลง: ปริมาณสารเคมีอันตรายที่ระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ (โดยเฉพาะสารกลุ่ม VOCs) ลดลงมากกว่า 50% ภายในช่วง 10-15 ปีแรกหลังบังคับใช้กฎหมาย

• ผลลัพธ์เด่น: สารก่อมะเร็งและสารเคมีอันตรายยอดนิยมในภาคอุตสาหกรรม เช่น ทูโลอีน (Toluene) และไซลีน (Xylene) มีปริมาณการปล่อยลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากโรงงานเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่ปลอดภัยกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้าจากสังคมว่าเป็นผู้ก่อมลพิษ

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมแค่ "ให้รายงาน" ถึงลดมลพิษได้จริง เหตุผลสำคัญ คือ

1.พลังแห่งความอับอาย (Shame Effect) เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยออนไลน์ ประชาชนและสื่อมวลชนจะสามารถจัดอันดับ "โรงงานที่ปล่อยสารพิษสูงสุด" ทำให้บริษัทชื่อดังยอมทุ่มงบเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อไม่ให้ชื่อตนเองติดอันดับท็อป

2.นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ ปัจจุบันกองทุนทั่วโลกใช้ข้อมูล PRTR ประกอบการประเมินหุ้นยั่งยืน (ESG) โรงงานไหนปล่อยสารพิษเยอะ จะถูกตัดสิทธิ์และถอนทุน

3.โรงงานรู้ตัวเลขจริง บ่อยครั้งที่เจ้าของโรงงานเองก็ไม่เคยคำนวณว่าตนเองทำสารเคมีรั่วไหลหรือปล่อยทิ้งไปเท่าไหร่ พอระบบ PRTR บังคับให้ทำบัญชีเคมี โรงงานจึงเห็นช่องทางในการลดความสูญเสียและประหยัดต้นทุนวัตถุดิบได้ด้วย