xs
xsm
sm
md
lg

“โลจิสติกส์ฮับ ระนอง” ชนะขาด “แลนด์บริดจ์” / ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์





'ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล'โพสต์บทความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala เปรียบเทียบชัดเจน ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ vs โครงการ Logistic Hub ในระนอง ฝั่งไหนชนะขาดลอย และอาจเป็นทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่าและมีความคุ้มค่าในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งระดับภูมิภาค

I.โครงการแลนด์บริดจ์ : เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยราง

1. ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายสูงในการยกคอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร ยกขึ้นขนส่งทางรางหรือรถบรรทุก ยกลงที่ระนอง ยกขึ้นเรือที่ระนอง เทียบกับประหยัดเวลาเดินทางเพียงไม่กี่วัน

2. ปัญหาดีเลย์เรือที่มารับจะทำให้มีคอนเทนเนอร์ค้างบนฝั่ง และแทนที่จะใช้เรือลำเดียววิ่งผ่านช่องแคบมะละกา กลับต้องใช้เรือสองลำ แต่ละลำต้องเข้าคิวจอดเทียบท่า

3. ไม่สร้างงานแก่คนท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครเอาคอนเทนเนอร์มาแกะเพื่อเอาสิ่งของสินค้านำออกมาเพื่อทำงานเพิ่มอีกเพียงเล็กๆน้อยๆ

4. เสียธรรมชาติสองด้าน โดยเฉพาะด้านชุมพรที่อาจกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว

5. ต้องเวนคืนที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ประชาชนกังวลว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองดักซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเตรียมไว้แล้ว และแนวคิดให้เอกชนต่างชาติเช่า 99 ปีเป็นเป้าหมายการครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์เสียมากกว่า
(ประชาชนเป็นห่วง แค่เกาะพงันและอำเภอปาย รัฐบาลยังป้องกันไม่ได้เลย)

6. รัฐบาลเปิดประมูลให้เอกชนเหมา ไม่มีขบวนการรับฟังข้อกังวลของคนท้องถิ่น และควรรับฟังคำเตือนของคุณสิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนให้ระวังการประมูลไปก่อนแล้วขอปรับเงื่อนไขทีหลังเพื่อลดประโยชน์ที่ให้แก่รัฐบาลหรือเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลต้องลงทุนแทนมากขึ้นๆ

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองลอยฟ้ายกระดับสูงกว่าทะเลเหมือนคลองปานามา
เป็นไปไม่ได้ ลงทุนหนักไม่คุ้มค่า และการยกเรือขึ้นลงในประตูน้ำหลายชั้นจะต้องใช้น้ำจืดมหาศาล ที่ปานามามีทะเลสาปน้ำจืดใหญ่ แต่ชุมพรถึงระนองไม่มีทะเลสาปน้ำจืด

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองขุด จะเจอปัญหาระดับน้ำทะเลสองด้านไม่เท่ากัน ต้องทำประตูน้ำอย่างน้อยหนึ่งชั้นซึ่งต้องการน้ำจืดเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากคลองไทยจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเล การเมืองโลกจึงยังไม่เอื้ออำนวย แต่ภายหลังจากโครงการ RANONG LOGISTIC HUB เดินหน้าไประยะหนึ่ง ก็อาจหยิบยกเรื่องคลองขุดพิจารณาได้อีก

II.โครงการ RANONG LOGISTIC HUB : เชื่อมโลกกับตอนกลางของจีนด้วยเรือ-ต่อ-ราง จากระนองผ่านลาวส่งถึงคุนหมิง

1. แค่เน้นเฉพาะสินค้าที่ใช้ในตอนกลางของจีน ก็มีปริมาณนำเข้าส่งออกพอเพียง จะคุ้มค่าทางธุรกิจทันที ในแผนที่จะเห็นได้ว่าเส้นทางรางระนอง-คุนหมิงนั้น สั้นกว่าผ่านช่องแคบมะละกาไปที่เซี่ยงไฮ้และต่อด้วยรางไปคุนหมิง

2. จีนจะมีทางออกมหาสมุทรอินเดียเป็นครั้งแรก แทนที่จะออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางเดียว ดังนั้น ไทยสามารถเจรจาให้จีนลงทุนได้

3.สินค้าผลิตในไทยจะมีทางส่งออกเพิ่ม โดยส่งทางรางไปเชื่อมกับรถไฟจีนไปยุโรป รวมไปถึงการนำเข้า
4. สามารถชักชวนโรงงานจีนมาจัดตั้งอุตสาหกรรมแร่ในภาคใต้ของไทย เพื่อแปรรูปแร่ธาตุจากอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดียและปากีสถาน ให้เป็นวัตถุดิบพร้อมใช้งานทั้งในไทย อาเซียน และส่งไปจีน

5. นักธุรกิจในไทยสามารถเป็นคนกลางเชื่อมโยงการค้าอินเดีย-จีน ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอีกมาก

6. โครงการนี้รัฐบาลไทยจะไม่ใช้วิธีกู้เงิน แต่จะต้องทำเป็นโครงการสองรัฐบาลร่วมกัน โดยใช้รัฐวิสาหกิจสองประเทศ และเจรจาให้จีนออกทุนเกือบทั้งหมด ส่วนไทยลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นของไทยเป็น Golden share มีสิทธิวีโต้ ส่วนการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ระนองจะต้องอยู่ในควบคุมของไทยและใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น เพื่อมิให้กระเทือนการเมืองโลก ระหว่างสหรัฐ จีน และอินเดีย

7. ไม่เสียธรรมชาติด้านชุมพร ส่วนด้านระนองขณะนี้มีท่าเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือกับคนในท้องที่ทุกขั้นตอนเพื่อดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม และทำให้ประโยชน์เกิดแก่ท้องที่อย่างแท้จริง

8. รัฐบาลไทยสามารถเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน oil tank farm เพื่อเก็บน้ำมันฉุกเฉิน ไม่ว่าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป โดยไทยอาจเก็บค่าเช่าในรูปน้ำมันแทนเป็นตัวเงิน รวมไปถึงการสร้างโรงกลั่นเพื่อส่งออก

บทความโดย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569)


อ้างอิง : Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala
(เครดิตภาพ : ตามแหล่งที่แสดงชื่อ)


แลนด์บริดจ์..ในทางใช้งานจริงเป็นไปไม่ได้??
พลัส..ผลประโยชน์ส่วนตนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าเพื่อประเทศ