สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI เชิญชวนประชาชนร่วมกันดูแลผู้สูงอายุ รับมือสถานการณ์อากาศร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น เสนอแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” สอดรับกับแผน NAP
ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญอุณหภูมิที่พุ่งสูง และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นจากภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ที่ทำให้อากาศร้อนจัดยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม ความร้อนในระดับนี้ไม่ได้กระทบแค่ความเป็นอยู่ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้าย โดยเฉพาะ “ฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิต ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แนวโน้มอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 หลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงสุดแตะ 42–45 องศาเซลเซียส ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากฮีทสโตรกถึง 63 ราย และมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 62 ปี สะท้อนให้เห็นว่า “ผู้สูงอายุ” คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ระบุว่า ภาวะอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรง และกำลังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น TEI เสนอแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ที่สอดรับกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP)
ในการปรับตัวด้านสาธารณสุข เน้นการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพบุคคล แนะนำให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ งดทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัดระหว่างเวลา 10.00–16.00 น. หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของโรคลมแดด เช่น ตัวร้อนจัด เหงื่อออกน้อย ผิวแดงและแห้ง มึนงง หรือหมดสติ และหากผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยา (บางชนิดอาจส่งผลต่อการขับเหงื่อและระบายความร้อน) ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การปรับตัวด้านสภาพแวดล้อม ให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย โดยควรลดการสะสมความร้อน เปิดระบายอากาศในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด ใช้ม่านหรือมู่ลี่ช่วยบังแดด และเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบบ้านเพื่อลดอุณหภูมิ นอกจากนี้ ชุมชนสามารถมีบทบาทในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่เพียงลำพัง และจัดพื้นที่ส่วนกลางที่ปลอดภัยให้สามารถพักผ่อนหรือทำกิจกรรมได้
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยย้ำว่า การรับมือกับอากาศร้อนที่รุนแรงขึ้น จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคนในครอบครัว เพราะบ้านคือจุดแรกที่สามารถลดความเสี่ยงได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับตัว จะช่วยลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมในระยะยาว ./


