xs
xsm
sm
md
lg

เปรียบเทียบปี 2026 กับเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อเปรียบเทียบค่าความร้อนใต้ผิวน้ำ (Subsurface heat) ของปี 2026 กับปรากฏการณ์ระดับซูเปอร์ (Super events) ในอดีต เราเริ่มมองเห็นสัญญาณที่คุ้นเคยและทรงพลังอย่างยิ่ง

เราสามารถพิจารณาจากค่าความผิดปกติของอุณหภูมิใต้ผิวน้ำ (Subsurface temperature anomalies) ตลอดแนวเขตเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ระดับความลึก 300 เมตรแรก (1,000 ฟุต) จากภาพแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบโดยตรงของความผิดปกติใต้ผิวน้ำในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ระหว่างปีนี้กับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญสองครั้งล่าสุดที่ผ่านมา

ข้อมูลที่ปรากฏบอกอะไรบ้าง?
สิ่งที่ข้อมูลบอกคือ แปซิฟิกตะวันตกอุ่นกว่ามากในระดับใต้ผิวน้ำ และมวลน้ำอุ่นหลักยังสะสมตัวไม่เต็มที่ ความแตกต่างนี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในปีนี้เราเพิ่งผ่านพ้นสภาวะลานีญาแบบอ่อนๆ มา ซึ่งต่างจากช่วงก่อนเกิดซูเปอร์เอลนีโญทั้งสองครั้ง ทำให้ต้องใช้เวลาในการไล่ตามให้ทันในเชิงเวลา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าทึ่งคือความเร็วในการสะสมความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงหนุนจากลมตะวันตกที่พัดแรงอย่างฉับพลัน (Westerly wind bursts)

นอกจากนี้ เมื่อเรานำข้อมูลของปี 2026 มาพล็อตกราฟหาความแตกต่างกับซูเปอร์เอลนีโญสองครั้งก่อนหน้า จะเห็นความแตกต่างของอุณหภูมิใต้ผิวน้ำที่ชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่าปี 2026 เพียงแค่มาช้ากว่าในเชิงเวลาเท่านั้น เนื่องจากในโซนแปซิฟิกตะวันตกนั้นมีความร้อนสะสมอยู่สูงกว่ามาก ซึ่งมวลน้ำอุ่นนี้จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกมากขึ้น เมื่อมีลมตะวันตกพัดซ้ำเข้ามาอีกในช่วงไม่กี่วันและไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สถิติเอลนีโญที่เคยรุนแรงในประวัติศาสตร์:
-ปี 1997 (พ.ศ. 2540) : ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการตรวจวัดมา

-ปี 2015 (พ.ศ. 2558) : เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ได้รับความสนใจว่าเป็นซูเปอร์เอลนีโญที่ส่งผลกระทบวงกว้าง

เอลนีโญ คือ “สมดุลฝนที่เปลี่ยน” ไม่ใช่ “ฝนหายไป”
ฝนอาจยังตก…แต่ตกไม่ตรงที่ ไม่ตรงเวลา และไม่สม่ำเสมอ
บางช่วงเงียบยาว บางช่วงเทลงหนัก

สิ่งที่ยากจริง ๆ จึงไม่ใช่ปริมาณฝน แต่คือ “จังหวะของน้ำ” ที่ทั้งระบบต้องรับมือ
(เอลนีโญ (El Niño) คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนด้านตะวันออก–ตอนกลางอุ่นกว่าปกติ ทำให้การไหลเวียนบรรยากาศเปลี่ยนไปทั้งระบบโลก

ผลคือรูปแบบฝน “เลื่อนตำแหน่งและจังหวะ” ไม่ใช่หายไป โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักมีฝนน้อยลงในภาพรวม แต่ยังเกิดฝนหนักเป็นช่วง ๆ ได้
ลมการค้าอ่อนลง การยกตัวของอากาศย้ายไปกลางแปซิฟิก ทำให้เมฆฝนกระจายตัวผิดที่ผิดเวลา

สำหรับไทย จึงมักเจอช่วงฝนทิ้งช่วงยาว สลับกับฝนระยะสั้นที่ตกหนัก ทำให้บริหารน้ำยากขึ้น
แก่นของเอลนีโญจึงไม่ใช่ “ไม่มีฝน” แต่คือ “ความไม่แน่นอนของเวลาและพื้นที่ของฝน” ที่กระทบทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งในปีเดียวกัน)

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)คาดการณ์ว่า ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ต่อถึงปีหน้า (2026-2027) อาจเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปี ซึ่งจะทำให้ปี 2027 มีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยซูเปอร์เอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติมาก นำไปสู่ภัยแล้งและคลื่นความร้อนจัด ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับรับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ครั้งนี้ด้วย

ข้อมูลอ้างอิง : ดุลยชล