xs
xsm
sm
md
lg

EVAT จี้รัฐ ! เร่งระบบนิเวศ EV ทางรอดลดวิกฤตพลังงานแบบยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ออกโรงกระตุ้นรัฐบาล เร่งขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุม เพื่อรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวน พร้อมผลักดันให้ EV เป็นทางเลือกพลังงานสะอาด หนุนเป้าหมายประเทศ 30@30 ลดก๊าซเรือนกระจก ชู 5 ข้อเสนอแนะเร่งด่วนต่อรัฐบาล สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง และใช้เป็นทางออกในการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว


นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า "วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น"

• เปิด 5 ข้อเสนอของ EVAT ต่อรัฐบาล
ข้อเสนอจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนมีนาคม 2569 โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1.เร่งการใช้ EV ในหน่วยงานภาครัฐ: เสนอให้ปรับสัดส่วนการจัดซื้อหรือเช่ารถยนต์ในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อเป็นต้นแบบและสร้างอุปสงค์ในตลาด

2.ขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ: สนับสนุนให้มีการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในพื้นที่สาธารณะ อาคารชุด และห้างสรรพสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน

3.ศึกษาและบังคับใช้ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): เพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมและขนส่งปรับตัวลดการใช้พลังงานฟอสซิล และเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน

4.ส่งเสริมเป้าหมาย 30@30: เร่งผลักดันนโยบายที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030

5.มาตรการสนับสนุนทางการเงิน: เสนอให้รัฐคงมาตรการอุดหนุนและลดภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นในราคาที่เหมาะสม

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ 
1) การลดการพึ่งพาน้ำมัน: เปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าซึ่งไทยสามารถผลิตเองได้มากขึ้นจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 

2) ลดภาระค่าครองชีพ: ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าต่ำกว่าน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว 

และ 3) หนุนอุตสาหกรรมใหม่: สร้างโอกาสให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค ตามนโยบายส่งเสริมที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ เช่น มาตรการ EV 3.5

นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ย้ำว่า "ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม"

• วิกฤตพลังงานสันดาป หนุนเปลี่ยนผ่าน“รถอีวี”
ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน สร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ยอดจำหน่ายรถเดือนมีนาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 11,569 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมปีที่แล้วร้อยละ 16.80 ขณะที่เดือนมกราคม - มีนาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 62,981 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคมปีที่แล้วถึงร้อยละ 96.87 ซึ่งบอกถึงผลตอบรับจากผู้บริโภคล่าสุด

• ผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร
ทางสมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30@30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

• ไทย-อาเซียน ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทางเท่านั้น
นายสุโรจน์ กล่าวว่า "อาเซียนไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะตลาดปลายทางของยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรถูกวางให้เป็นภูมิภาคยุทธศาสตร์สำหรับการสร้างตลาดใหม่ มาตรฐานใหม่ และรูปแบบความร่วมมือใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต โดยประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค และสามารถเชื่อมโยงการลงทุน เทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเชน และการยกระดับบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง"

สมาคมฯ เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และองค์กรวิชาชีพ เพื่อร่วมกันผลักดันการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศและระดับภูมิภาค ตลอดจนการเตรียมบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต