โชคดีที่เขียนบทความนี้ หลังวันที่ 1เมษายน ซึ่งถือเป็นวันพูดโกหกของฝรั่ง (April Fool Day)
เพราะไม่เช่นนั้น อาจจะคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องไม่จริง ยังไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
Under Consumption Core หมายถึง เทรนด์มีน้อย ใช้น้อย ที่ผมอยากจะเพิ่มเติมว่ามีมาก ก็ใช้น้อย หรือ
มีมาก ก็ใช้ให้พอดี ด้วย
กระแสนี้เกิดขึ้นชัดเจนมากในประเทศจีนและเริ่มแพร่ไปหลายประเทศทั่วโลก
น่ายินดีที่ กระแสนี้กำลังแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยแล้ว ซึ่งเป็นเทรนด์ หรือกระแสที่ดีมาก เพราะทำให้ความเครียดของการมีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมาก
มีเงินออมเพิ่มขึ้น ความสุขเพิ่มขึ้น แม้รายได้ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นก็ตาม และไม่ต้องเครียด ไม่ต้องตามกระแสสังคมอวดรวย
เปลี่ยนค่านิยมของการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ้งเฟ้อตลอดจนการโชว์รวย ทำให้เด็กและเยาวชน (ผู้ใหญ่ด้วย)เปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรม
ตัวอย่างของเทรนด์นี้ เช่น การใช้เครื่องสำอางจนหมด ไม่ว่าจะเป็นลิปสติก หรือแป้งรองพื้น ปากกาเขียนคิ้ว การใช้รองเท้าจนพื้นสึก การใช้กระเป๋าถือจนสีซีด ใส่ชุดนอนจนนิ่มสบาย และขาดจนต้องเอาไปซ่อมชุน
การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์เก่า ไม่ทิ้งทันที การเลือกซื้อของที่คุ้มค่าแทนการซื้อของที่หรูหราราคาแพง ไม่ใช่มาโชว์อวดรวยกัน
การทานอาหารที่สะอาด มีคุณค่า และราคาเหมาะสม
รวมตลอดถึงการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การใช้กระดาษ การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้ไฟฟ้า ที่มีแนวโน้มของการใช้แบบคุ้มค่า
ปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดน้ำ เมื่อเวลาไม่ได้ใช้ล้วนอยู่ในเทรนด์นี้ทั้งสิ้น
มีการโชว์ในสังคมออนไลน์ ว่าหนึ่งปีจะไม่ซื้อของใหม่เลย และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนลงได้ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนเพื่อนโดยมีคุณภาพชีวิตเหมือนเดิม
เป็นเทรนด์ที่เหมาะสมกับเวลามากมาหักล้างเทรนด์ของบริโภคนิยม ผมเชื่อว่าเทรนด์นี้จะเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวประชาชนเป็นรายบุคคล ต่อสังคม ครอบครัว ประเทศชาติ
และสิ่งแวดล้อมของโลกเรา เพราะมีขยะน้อยลง ปล่อยคาร์บอนน้อยลง
ที่สำคัญมากๆ คือ จะทำให้ทุกคนมีความสุขมากขึ้น มีความเครียดลดลง
บทความโดย นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
ประธานกรรมการมูลนิธิรากแก้ว


