•คาดวิกฤตพลังงานลามวิกฤตการคลังในอนาคตอันใกล้ เมื่อค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรเก็บภาษีเพิ่มนำมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน
•ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น เผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันดอกเบี้ยขาขึ้น อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน
•แนะเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขให้ดี
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต
สำหรับ 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เราเรียกว่า Energy Trilemma หรือ ไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย
1. เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) 2. มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ 3. มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability)
ในขณะนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงจากค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้า หรือ เงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้าแม้ไม่ได้มีการผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึง การจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน การมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่นๆ
นโยบาย Net Zero 2050 อาจต้องทบทวน
การออกแบบนโยบาย Net Zero 2050 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายตอบโจทย์มิติด้านความยั่งยืนในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานนั้น อาจต้องทบทวน โดยต้องให้น้ำหนักปัญหาน้ำมันแพง มิติราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และ มิติความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น จากการที่พลังงานอาจขาดแคลน ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้
หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้
ดังนั้น การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที พร้อมปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย จำเป็นต้องเน้นความคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมาย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่มากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวต่อว่า ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤติพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปรกติที่ประมาณ 33%
เตือน ! อาจเกิด Energy Lockdown
หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น ปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด
วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนานครั้งนี้จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์นั้นจะเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้หลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต
IEA แนะนำมาตรการ Energy Lockdown รับมือวิกฤต
ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ดังนี้
1. Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน
2. ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.
3. ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
4. ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes) 5. เพิ่มระบบ Car Pool
6. ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น
7. เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
8. หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน
9. ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
10. บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น


