xs
xsm
sm
md
lg

จากสงครามลามถึง “ถุงแกง” ได้เวลาต้องแก้ ‘ที่ต้นทาง’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่ลามถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้นทางของการผลิตพลาสติกโดยตรง 

ทั้งนี้จุดที่พลาสติกทางเลือกจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อเทียบกับพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อย่างพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastic) ถึงจุดคุ้มทุน: ที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วง 65–75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) มีจุดคุ้มทุน: ที่ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปัญหาเม็ดพลาสติกขาดแคลนในครั้งนี้ เป็นผลพวงโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภคจำเป็นต้องเฝ้าระวังการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบหลักในระยะยาว เพื่อให้เท่าทันต่อความผันผวนของวัตถุดิบต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน




เมื่อวิกฤตน้ำมันดิบลามถึงถุงแกง ย่อมทำให้ต้นทุนดำเนินกิจการเพิ่มขึ้นตาม แต่หลายคนอาจมองข้ามไป ว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกต่างๆ มีจุดเริ่มจากน้ำมันดิบ (เชื้อเพลิงฟอสซิล) ก่อนจะถูกแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกแล้วกลายเป็น “ถุงแกง” และบรรจุภัณฑ์พลาสติกอีกสารพัด 

ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจึงลดช่องว่างด้านต้นทุน (Price Gap) ระหว่างพลาสติกทั่วไปกับทางเลือกทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือ การใช้พลาสติกชีวภาพ และพลาสติกรีไซเคิล (ดูตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่าตามราคาน้ำมันดิบ

1. พลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastic)
-จุดคุ้มทุน : โดยประมาณเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วง 65–75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

-พลาสติกรีไซเคิลมีต้นทุนคงที่ในการจัดเก็บ คัดแยก และแปรรูปที่ค่อนข้างสูง หากราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ การผลิตพลาสติกใหม่จะมีราคาถูกมากจนผู้ผลิตไม่มีแรงจูงใจในการใช้เม็ดรีไซเคิล

-สถานการณ์ปัจจุบัน: ในปี 2026 เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ช่องว่างราคาได้แคบลงอย่างมากจนในบางภูมิภาค เช่น ยุโรป ราคาพลาสติกใหม่เริ่มสูงกว่าพลาสติกรีไซเคิลแล้ว

2. พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)
-จุดคุ้มทุน: โดยประมาณเมื่อราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

-เนื่องจากพลาสติกชีวภาพ (เช่น PLA, PHA) มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณ 1.5–3 เท่า จึงต้องการราคาน้ำมันที่สูงมากเพื่อให้พลาสติกจากปิโตรเคมีมีราคาแพงจนใกล้เคียงกัน

-ปัจจัยเสริม: หากราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (คาดการณ์ในบางสถานการณ์ปี 2030) พลาสติกชีวภาพจะสามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างเต็มตัวในตลาดโลก


• ถึงเวลาที่ไทยต้องแก้ ‘ที่ต้นทาง’
กรีนพีซ ประเทศไทย รายงานว่าผลกระทบครั้งนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการใช้วัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกจำนวนมากในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ในจุดที่รับแรงกระแทกสองด้าน ทั้งในฐานะผู้นำเข้าพลังงาน และผู้ใช้พลาสติกจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับสูงขึ้น และถูกส่งต่อไปยังต้นทุนบรรจุภัณฑ์และสินค้าในชีวิตประจำวัน สุดท้ายภาระนี้จะตกอยู่กับผู้บริโภคในรูปของค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตั้งแต่อาหารจานเดียวไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ถุงแกงที่แพงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่ผูกติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างลึกซึ้ง และเปราะบางต่อความผันผวนของโลก

ที่ผ่านมา แนวทางแก้ปัญหาพลาสติกในประเทศไทยมักเน้นที่ปลายทาง เช่น การรีไซเคิลหรือการจัดการขยะ แต่วิธีเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือปริมาณของพลาสติกที่ผลิตและใช้เกินความจำเป็น

สถานการณ์ปัจจุบันกำลังชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ‘การผลิตและการใช้ที่เกินจำเป็น’ โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ถุงแกง ถุงหูหิ้ว กล่องอาหาร หรือฟิล์มห่อสินค้า ซึ่งถูกใช้เพียงไม่กี่นาที แต่สร้างภาระทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวต่อไป ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก เราจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่คือเหตุผลที่รัฐต้องเปลี่ยนแนวทางจากการจัดการขยะ ไปสู่การ ‘ลดการผลิตตั้งแต่ต้นทาง’ อย่างจริงจัง ผ่านนโยบายที่ชัดเจนและนำไปปฎิบัติได้จริง เริ่มจากการตั้งเป้าลดพลาสติกใช้แบบครั้งเดียวให้ชัดเจน วัดผลได้ และมีกรอบเวลาพร้อมมาตรการบังคับใช้ที่ไม่ใช่แค่สมัครใจ ควบคู่กับการลงทุนในระบบใช้ซ้ำ (reuse system) เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจสามารถลดการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง

ขณะเดียวกัน รัฐต้องผลักดันความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ผลักภาระไปที่ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว และในระยะยาว จำเป็นต้องลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมเร่งพัฒนาวัสดุและห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

วิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวนั้นมีความเสี่ยงและไม่ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะหยุดแก้ปัญหาที่ปลายทาง และเริ่มต้นจัดการที่ต้นทางอย่างจริงจัง

สรุปว่าเรากำลังเจอภาวะ "ของแพงจากต้นกำเนิด" การปรับพฤติกรรมมาใช้ซ้ำและลดการใช้พลาสติกฟุ่มเฟือย ไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลกอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของการประหยัดต้นทุน ในยุควิกฤตพลังงานด้วย