xs
xsm
sm
md
lg

TGO วาง 2 กลยุทธ์หลัก ลดต้นทุน-ขยายตลาด ดันไทยลดก๊าซเรือนกระจกบรรลุเป้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เดินหน้า 2 กลยุทธ์หลัก “ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน” และ “สร้างความเข้มแข็งในการขยายตลาดคาร์บอนและส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต”

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO และดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO หน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปีนี้ TGO วาง 2 กลยุทธ์หลัก เพื่อการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรสนับสนุนหลักขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

กลยุทธ์ที่ 1 คือ การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อน 2 โครงการ ได้แก่

•โครงการ “VVB ติดดาว” ลดก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ T-VER ทั้งยังมีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้

ที่ผ่านมา TGO ได้พัฒนา “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program)” หรือ “โครงการ T-VER” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งในการดำเนินโครงการฯ TGO กำหนดให้มีการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ (Validation and Verification) จากผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: VVB) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่สาม (Third Party) เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการยืนยันปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ

ดังนั้น TGO จึงพัฒนา “โครงการ VVB ติดดาวเพื่อสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก” โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการ T-VER ทั้งในระดับ Standard T-VER และ Premium T-VER รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบแก่ผู้พัฒนาโครงการ โดยการกำหนดราคาค่าตรวจสอบความใช้ได้และ/หรือค่าทวนสอบโครงการ T-VER ในราคาไม่เกิน 10,000 บาท/คน-วัน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปกติจากเดิม 15,000-20,000/คน-วัน ซึ่งโดยเฉลี่ยต่อปีจะมีโครงการ T-VER ที่ขึ้นทะเบียนและ/หรือรับรองคาร์บอนเครดิตรวม ประมาณ 80 โครงการ ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย VVB ให้ผู้พัฒนาโครงการประเภทการผลิตและใช้พลังงาน อุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และการขนส่ง ในภาพรวมลงได้กว่า 4-8 ล้านบาทต่อปี หรือสำหรับประเภทโครงการภาคป่าไม้ ลดลงได้กว่า 6-12 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ แคมเปญ VVB ติดดาวจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ปัจจุบันมีผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ หรือ VVB
ที่เข้าร่วมโครงการ “VVB ติดดาว” แล้ว 7 หน่วยงาน ดังนี้
1.สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ
2.หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.หน่วยงานรับรองก๊าซเรือนกระจก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
4.หน่วยงานรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจก มหาวิทยาลัยพะเยา
5.บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด
6.ศูนย์บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
7.บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด

•โครงการ “VB SAVE+” กำหนดราคาค่าที่ปรึกษาและค่าทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร ในราคาสบายกระเป๋า

TGO เปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” (วี บี เซฟ พลัส) เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยมีการเปิดรับสมัครหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบให้เข้าร่วมโครงการด้วยการลดค่าบริการที่ปรึกษาและทวนสอบลงร้อยละ 40-60 เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปกติจากเดิม 15,000-20,000/คน-วัน เหลือไม่เกิน 10,000 บาท/คน-วัน ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปและกิจกรรมบริการทั่วไป คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการได้ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่สนับสนุน SE ภาคการผลิตที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท และภาคอื่น ๆ รายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท ด้านค่าทวนสอบและค่ายื่นขอรับรองไม่เกินร้อยละ 80 วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท

ปัจจุบันมีหน่วยงานสมัครเข้าร่วมแล้ว17 แห่ง ได้แก่  5 หน่วยงานทวนสอบ ดังนี้  1. บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) 2. หน่วยรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจก มหาวิทยาลัยพะเยา 3. บริษัท อีซีอีอี จำกัด 4. บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด 5. บริษัท แอดวานซ์ เนอเจอร์เทค จำกัด

และ 12 หน่วยงานที่ปรึกษา ดังนี้  1. บริษัท ครีเอทีฟ คาร์บอน แคร์ จำกัด 2. บริษัท เตรียม เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด 3. บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด 5. บริษัท กรีนลีฟส์ เซอร์วิสเซ็ส จำกัด 6. บริษัท แพลนเน็ตซี จำกัด 7. บริษัท จี เอส ที คอนเซาท์ติ้ง จำกัด 8. บริษัท บีพี กรีน คอนซัลติ้ง จำกัด 9. บริษัท ซิดเอ็น จำกัด 10. บริษัท คาร์บอนสมิธ จำกัด 11. บริษัท เอ็น วิน สไปร์ คอนซัลแตนท์ จำกัด 12. บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด

กลยุทธ์ที่ 2 คือ การสร้างความเข้มแข็งในการขยายตลาดคาร์บอนและส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ด้วย 2 แนวทาง ได้แก่

•Net Zero Man แอปฯ เดียว เช็คก่อนชดเชย เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกระดับบุคคล และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

TGO ส่งเสริมให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยการพัฒนา Net Zero Man Application เพื่อให้บริการประชาชนในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างสะดวก ทำให้รู้แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และยังสามารถรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้มาชดเชย เพื่อเป็น Net Zero Man หรือเป็น Carbon Neutral Man หากใช้คาร์บอนเครดิตประเภทอื่น ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมี Carbon Neutral Man แล้ว 1,568 คน และมี Net Zero Man แล้ว 9 คน รวมมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อโดยภาคประชาชนในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง จำนวน 9,254 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทางระบบปฏิบัติการมือถือทั้งระบบ IOS และ Android

•กระตุ้นความต้องการซื้อภายในประเทศ (Domestic Demand Creation) โดยยกระดับคาร์บอนเครดิตสู่ “สินทรัพย์ที่ซื้อขายและส่งมอบได้จริง”

TGO ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และขยายตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อรองรับความต้องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. จึงมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดังนี้

การแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจ DA (ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Exchange) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Broker) และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Dealer) สามารถให้บริการซื้อขาย Tokenized Carbon Credit และ Tokenized Renewable Energy Certificate (REC) และ Tokenized Carbon Allowance ได้ เพื่อเพิ่มช่องทางในการเลือกรับบริการของผู้ลงทุน รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย Carbon Credit

โดยคาดว่ากลางปี 2569 นี้ TGO และธนาคารกสิกรไทยจะร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ Kubix และ Orbix Technology จะดำเนินโครงการนำร่องการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนดิจิทัล (Carbon Credit Tokenization) (ซึ่งจัดเป็น utility token พร้อมใช้กลุ่ม 1) และนำไปซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในกระบวนการซื้อขายและชดเชยคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการทำธุรกรรมของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งโครงการนำร่องนี้อยู่ภายใต้กรอบ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย

การแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเพิ่มนิยาม “สินค้า” และ “ตัวแปร” เพื่อให้สามารถรองรับคาร์บอนเครดิต ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ ซึ่งเป็นการยกระดับบทบาทของคาร์บอนเครดิตในตลาดอนุพันธ์ไทย จาก “เครื่องมืออ้างอิงราคา (Reference variable)” ไปเป็น “สินทรัพย์ที่ซื้อขายและส่งมอบได้จริง (Underlying commodity)” เมื่อคาร์บอนเครดิตถูกกำหนดเป็นสินค้าอ้างอิง ทำให้สามารถทำสัญญาอนุพันธ์แบบส่งมอบจริงได้ ส่งผลให้เกิดการเชื่อมกันระหว่างตลาดการเงินกับตลาดคาร์บอน เช่น ธุรกิจที่ต้องใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถบริหารความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนเครดิตล่วงหน้าได้ และรับคาร์บอนเครดิตจริงเมื่อครบสัญญา ทั้งยังเพิ่มสภาพคล่องของตลาดคาร์บอน เพิ่มผู้เล่น เพิ่มการเข้าถึงตลาด เพิ่มสินค้าในตลาดอนุพันธ์ เพิ่ม Price discovery ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดคาร์บอนในประเทศกำลังต้องการ รวมทั้งสามารถดึงนักลงทุนเข้าตลาดคาร์บอนเพิ่มขึ้น กระจายการลงทุน ทำให้ตลาดคาร์บอนเข้าใกล้ Financial Asset Class มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการ TFEX Platform ได้หารือกับ TGO เรื่องแผนการดำเนินการคาดว่า TFEX Platform จะเปิดให้บริการได้ในปีพ.ศ.2572 แต่หากมีความชัดเจนทั้งในมิติอุปสงค์-อุปทานของคาร์บอนเครดิต ก็สามารถหารือเพื่อเร่งการเปิดให้บริการใน TFEX Platform ได้ ./