xs
xsm
sm
md
lg

SMEs ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ! ธรรมาภิบาล = มีเข็มทิศ+เกราะป้องกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



4 สถาบันพันธมิตร มอบรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” แห่งปี 2569 เผยธรรมาภิบาลของธุรกิจยิ่งมีความจำเป็นในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ตอกย้ำวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากกว่า 3 ล้านกิจการ คิดเป็นสัดส่วน 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ ต้องสร้างความเชื่อถือก่อน ถึงจะเกิดผลลัพธ์ กิจการก้าวเติบโตอย่างยั่งยืน

ธรรมาภิบาล หรือ Good Governance หมายถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต่อต้านการคอร์รัปชัน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรม หนึ่งฟันเฟืองของ ESG สำหรับการขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ที่สอดรับเป้า SDG (Sustainable Development Goals) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางระดับโลก 17 ข้อที่กำหนดโดยสหประชาชาติ (UN)

เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา 4 สถาบันพันธมิตร สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสมาคมธนาคารไทย จัดพิธีมอบรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” แห่งปี 2569 เป็นครั้งที่ 21 ณ ห้องภัทรรวมใจ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีการมอบรางวัล 2 ประเภท คือ รางวัลแก่สถานประกอบการ SMEs และกองทุนสวัสดิการชุมชน

โล่รางวัลธรรมาภิบาล ของสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือ เครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่มอบให้แก่องค์กร ธุรกิจ หรือหน่วยงานภาครัฐ ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance)



4 สถานประกอบการได้รับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น แห่งปี 2569 ได้แก่ บริษัท เทพไทย โปรดักท์ จำกัด (คว้ารางวัลชนะเลิศ) บริษัท เอส.ซี.เอช.อินดัสตรี้ จำกัด (ธรรมาภิบาลด้านการปฏิบัติต่อพนักงานดีเด่น) บริษัท ชีววิถี เฮิร์บ จำกัด (ธรรมาภิบาลด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภคดีเด่น) และ บริษัท สุโขทัยแลนด์ จำกัด (ธรรมาภิบาลด้านการปฏิบัติต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น)





9 กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น แห่งปี 2569
ผู้นำ 4 สถาบันพันธมิตร หนุนผู้ได้รับรางวัลเป็นแบบอย่างที่ดีต่อ SME ไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่าถึงวันนี้โลกหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ธรรมาภิบาลก็ยิ่งมีความจำเป็นเพื่อคงอยู่ของมนุษย์ชาติ เพราะธรรมาภิบาล เป็นหลักการบริหารจัดการบ้านเมือง สังคม องค์กร สถาบันและภาคธุรกิจที่ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

ความชอบธรรม ยุติธรรม และคุณธรรมจริยธรรมเป็นการทั่วไป เป็นเรื่องที่มีคุณค่า สมควรได้รับการส่งเสริมจากทุกภาคส่วน สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงเป้าประสงค์นี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน ด้วยการมอบรางวัลแก่ SMEs และกองทุนสวัสดิการชุมชน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่ “สิ่งที่ควรมี” แต่เป็น “รากฐานแห่งความยั่งยืน” ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างมั่นคงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

“ธปท.ก็ได้นำหลักการเรื่องการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ดีมาใช้เป็นหลักในการทำงานและการออกนโยบายต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเช่นกัน เช่น ล่าสุดได้ยกระดับการทำงานในการแก้ปัญหาทุนเทาในมิติต่างๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทย และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่าในปีนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แม้เทคโนโลยีเอไอและนวัตกรรมดิจิทัลจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ในขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่โลกจะต้องคำนึงถึงอย่างเข้มงวด

รวมถึงในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเปราะบาง “หลักธรรมาภิบาล” จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของระเบียบปฏิบัติหรือเอกสาร แต่คือ “เข็มทิศ” และ “เกราะป้องกัน” ที่สำคัญที่สุดของ SME ไทย “เราเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่เติบโตบนพื้นฐานของความถูกต้อง มีจริยธรรม และคำนึงถึงความยั่งยืน จะสามารถเปลี่ยนผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจให้กลายเป็นโอกาสแห่งความสำเร็จที่มั่นคงและยั่งยืน”

ด้าน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เสริมว่า เราขอยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้าง Trust and Confidence ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศตามแนวคิด Reinvent Thailand สู่การเติบโตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และเป็นธรรมในระยะยาว

ทั้งนี้จำนวนธุรกิจ SME (หรือ MSME) ในประเทศไทยจากข้อมูลล่าสุดของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ สิ้นปี 2567 มีรายละเอียดดังนี้

-จำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด : มีจำนวน 3,255,957 ราย คิดเป็นสัดส่วน 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ
มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.94% (YoY) เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

-การจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่: ในปี 2567 มีการจัดตั้งนิติบุคคล MSME ใหม่จำนวน 87,448 ราย (เพิ่มขึ้น 2.70%)

-โครงสร้างตามพื้นที่ (ปี 2567): กรุงเทพมหานคร: มีจำนวนมากที่สุดคือ 548,237 ราย (16.8%) ภาคกลางและปริมณฑล: 299,836 ราย (9.2%) กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้: มีจำนวนน้อยที่สุดคือ 68,723 ราย (2.1%)

-การจ้างงาน: ธุรกิจ SME ช่วยสร้างงานให้กับแรงงานไทยถึง 13,426,373 ราย (ข้อมูลปี 2567)

-บทบาทต่อเศรษฐกิจ (GDP):รัฐบาลและ สสว. ตั้งเป้าผลักดันให้มูลค่า GDP ของ SME เพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายในปี 2570 และมีแผนส่งเสริมให้แตะระดับ 50% ในอนาคต