การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หนึ่งในหนทางรอดของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ ถือว่าเป็นโจทย์สำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ว่ายังเป็นโอกาสที่ SMEs จะไม่ตกขบวน เนื่องจากแนวโน้มการค้า-การลงทุนภายใต้กติกาโลกใหม่ทวีความเข้มข้น
แม้ประเทศไทยจะกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน ภายใต้กรอบความตกลงปารีสและแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการปรับตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
เนื่องจาก SMEs นับเป็นส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการทั้งหมดของประเทศ และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ หาก SMEs ไม่สามารถเข้าถึงกลไกทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างทั่วถึง เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศย่อมเผชิญ “คอขวดเชิงระบบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
•SMEs กังวลความอยู่รอดมากกว่าธุรกิจสีเขียว
อุไรรัตน์ จันทรศิริ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของ SMEs สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ว่าปัจจุบันภาครัฐได้พัฒนาเครื่องมือประเมินตนเองให้ SMEs ได้เลือกใช้ เช่น Green SME index และ Green Enterprise index จากนั้นจึงทำการวางแผน กำหนดสิ่งที่ควรปรับปรุง และจัดทำแผนโครงการ-กิจกรรมสีเขียวที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติหรือการลงทุนเพื่อปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สุดท้ายคือการติดตามและประเมินผล
“แม้มีขั้นตอนไม่มาก แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวอาจยังไม่ง่ายนักสำหรับ SMEs ด้วยเพราะ SMEs ส่วนใหญ่ยังกังวลและติดกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจและยังไม่ได้มองว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมคือสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการ”
บางรายอาจมีความเข้าใจผิดว่าการเปลี่ยนผ่านจะต้องเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ซึ่งมักจะตามมาด้วยภาระต้นทุนจำนวนมาก ทั้งที่จริงแล้วกิจกรรมสีเขียวบางอย่างไม่ได้มีความซับซ้อน หรือบางกิจกรรมอาจเป็นสิ่งที่ SMEs ดำเนินการอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ทราบว่าเข้าข่ายกิจกรรมสีเขียว เช่น การใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ง่ายคือ ข้อจำกัดด้านศักยภาพในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมสีเขียวของ SMEs จึงต้องพึ่งพาองค์ความรู้และบริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก รวมถึงปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันตลาดการเงินสีเขียวจะเริ่มเติบโตในไทยแล้ว แต่สำหรับกลุ่ม SMEs อาจยังไม่ง่ายที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากตลาดดังกล่าว
ทั้งนี้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวของ SMEs ควรเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ ทั้งแนวทางการเปลี่ยนผ่าน และประโยชน์ทางธุรกิจที่จะได้รับ นอกเหนือจากประโยชน์สาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ โดยเริ่มจากการประเมินสถานะของธุรกิจว่าเข้าข่ายสีเขียวมากน้อยเพียงใด
•Green Finance ตัวเร่งหลักเพื่อเปลี่ยนผ่าน
SMEs ไทยคิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ขณะที่สินเชื่อสีเขียวและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน มีสัดส่วนเพียง ประมาณ 1.4% ของสินเชื่อคงค้างทั้งระบบตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนคิดเป็นเพียง ราว 5% ของตลาดตราสารหนี้ไทย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ความท้าทายหลักของ Green Finance ในไทย ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการที่เงินทุนยังไม่สามารถไหลไปถึง SMEs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Green Finance คือ เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียวนั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น เงินฝากสีเขียว (Green Deposit) สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) ฯลฯ
สำหรับ SMEs แล้ว สินเชื่อสีเขียวถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียวภายใต้โครงการของภาครัฐ เช่น โครงการ Financing the transition ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โครงการ SME Green Productivity ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฯลฯ
เนื่องจากโครงการเหล่านี้มักกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไปหรือมีการกำหนดสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่น่าสนใจร่วมด้วย เช่น ระยะเวลาการกู้ยืม การค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ฯลฯ
นอกจากโครงการของรัฐแล้ว ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งมีบริการเกี่ยวกับการเงินสีเขียวมากขึ้น ไม่เพียงช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการขยายพอร์ตการลงทุนสีเขียว (Green portfolio) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสีเขียวของธนาคารอีกด้วย
แต่ทว่า จากรายงาน ธปท. ในปี 2567 พบว่าสัดส่วนของสินเชื่อสีเขียวยังคิดเป็นเพียงร้อยละ 1.4 ของยอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งระบบเท่านั้น อีกทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการยังเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก
•ทำไม! การขอสินเชื่อสีเขียวของกลุ่ม SMEs ทำได้ยาก?
คำตอบมีด้วยกันหลายปัจจัย เช่น ข้อจำกัดด้านศักยภาพในการประกอบธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ เนื่องจากเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อสีเขียวไม่ต่างจากการขอสินเชื่อโดยทั่วไปมากนัก โดยสถาบันการเงินจะมุ่งพิจารณาที่ความพร้อมของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก
ขณะที่ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาในกระบวนการขอสินเชื่อสีเขียวคือการจัดทำแผนโครงการ-กิจกรรมสีเขียวที่ต้องการลงทุน ซึ่งบางครั้งกลายเป็นการสร้างภาระด้านเอกสารแก่ SMEs นอกจากนี้ SMEs ส่วนมากมักมีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งการขาดข้อมูลนั้นทำให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้ยากและอาจกระทบต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
เพื่อให้ SMEs สามารถเปลี่ยนผ่านและกลายเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ภาครัฐต้องทำให้ SMEs เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสามารถทำได้จริง
โดยเริ่มจากการออกแบบมาตรการจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมสีเขียว มาตรการอุดหนุนการใช้เทคโนโลยีสีเขียว การให้แต้มต่อในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ฯลฯ เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักรที่ใช้แรงจูงใจทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมีการปรับตัว
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรประสานการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ยากเกินไปสำหรับ SMEs เช่น การต่อยอดผลลัพธ์ของ Green SME Index/ Green Enterprise Index
เข้ากับมาตรการความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง เช่น บริการที่ปรึกษาเพื่อประเมินและวางแผนการเปลี่ยนผ่าน การเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียว การเข้าแหล่งเงินทุนสีเขียว
อีกทั้งการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลความยั่งยืนและการลดคาร์บอนอย่างง่ายสำหรับ SMEs จะช่วยเพิ่มโอกาสการได้รับอนุมัติสินเชื่อสีเขียวและช่วยในการติดตามและประเมินผลกิจกรรมสีเขียวอีกด้วย
เช่น โครงการ Greening Value Chain ของมาเลเซียที่ผนวกการให้สินเชื่อสีเขียวแก่ SMEs เข้ากับเงื่อนไขการฝึกอบรมทางเทคนิคและการเข้าถึงซอฟแวร์การจัดเก็บและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก
สำหรับรัฐบาลใหม่ หากต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ควรเริ่มจากการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยระบุอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงหรือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะได้รับแรงกดดันให้ต้องปรับตัว
นอกจากนี้ อาจมุ่งเป้าส่งเสริมกิจกรรมสีเขียวที่มีความเสี่ยงต่ำและช่วยประหยัดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการได้ หากรัฐบาลสามารถวางทิศทางที่ชัดเจนและเชื่อมโยงมาตรการสนับสนุนให้เข้าถึงได้ง่าย การเปลี่ยนผ่านสีเขียวจะไม่ใช่ภาระของ SMEs แต่จะกลายเป็นโอกาสในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม SMEs ไทยอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
🎯แนวทางปฏิบัติสำหรับ SMEs เพื่อการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
-สร้างความตระหนักรู้และประเมินตนเอง: เริ่มจากการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เบื้องต้น เพื่อให้ทราบสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ และวางแผนปรับปรุงกระบวนการผลิต
-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency): เปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่ประหยัดพลังงาน, ปรับปรุงระบบแสงสว่าง, และติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซฯ
-เข้าถึงการเงินสีเขียว (Green Finance): ใช้ประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) จากสถาบันการเงินและโครงการภาครัฐ ซึ่งมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ
-เปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Value Chain): ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance)
-พัฒนาทักษะพนักงาน (Green Skills): ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสีเขียว การประหยัดพลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากร
-รายงานข้อมูลความยั่งยืน: จัดทำระบบรายงานข้อมูลการลดคาร์บอนอย่างง่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า
เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นทางรอดที่ช่วยให้ SMEs ลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


