สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คาดการณ์ทิศทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ของภาคธุรกิจไทย ปี 2569 ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน โดยใช้ประเด็น ESG จากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ เป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience (ความพร้อมผัน)
ปี 2569 จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในสังคมโลกที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบของกิจการต่อการดำเนินงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภูมิภาคยุโรป เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กระแสเรื่อง ESG ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว
แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่เรื่องความยั่งยืน ยังถือเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโต ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาธุรกิจในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวในงานแถลงทิศทาง ESG ปี 2569 (เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) ว่า “ ในปีนี้ ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญานเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ คือ การตีกลับด้านความยั่งยืน ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ การทวงถามจากธรรมชาติ ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด และช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล”
ในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่จำต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า (ดูเอกสารแนบ 6 ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags)
สำหรับงานแถลงทิศทาง ESG ปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ ยังได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง Corporate Resilience in a Turbulent World เพื่อนำเสนอกรอบความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience Framework) ที่ประกอบด้วยการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ซึ่งส่งผลต่อการสร้างมูลค่าของกิจการ การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และการส่งมอบประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้เงื่อนไขที่โลกมีความปั่นป่วนในหลายด้าน
นายวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์กล่าวว่า “ในสภาวการณ์เช่นนี้ องค์กรควรยกระดับการดำเนินงาน ESG จาก การปฏิบัติตามเชิงรับ สู่ การสร้างคุณค่าเชิงรุก ประการแรก เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าที่กฎหมายกำหนด ประการที่สอง เป็นการเปลี่ยนจาก Compliance สู่ Value Creation โดยบูรณาการความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ และประการที่สาม เป็นการลงทุนในระบบที่แท้จริงด้วยการสร้างระบบการจัดการข้อมูลและการรายงานที่มีคุณภาพ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร”
นายฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์ กรรมการสถาบันไทยพัฒน์กล่าวเสริมว่า “เครื่องมือที่กิจการสามารถนำมาใช้ในกรอบความพร้อมผันของกิจการ ได้แก่ เครื่องมือการประเมินผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (Return on Resilience - RoR) ที่ใช้ได้ทั้งในระยะของการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่าน โดยเชื่อมโยงกับรายจ่ายด้านทุน (CAPEX) และรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) และเครื่องมือการคำนวณปันผลสามประโยชน์จากความพร้อมผัน (Triple Dividend of Resilience - TDR) ในระยะของการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากการพิจารณาปัจจัยการพึ่งพาและปัจจัยเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญอย่างรอบด้าน”
Corporate Resilience Framework ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาเปิดเผยในงานนี้เป็นครั้งแรก จะช่วยให้กิจการสามารถใช้เป็นกลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง
องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาแนวการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับสัญญานเตือนด้านความยั่งยืนจากปัจจัย ESG ทั้ง 6 ทิศทาง ในหนังสือ 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags ซึ่งสามารถดาวน์โหลด (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทางเว็บไซต์ https://thaipat.org ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


