xs
xsm
sm
md
lg

หนุนเกษตรกรใส่ใจโลกลดก๊าซเรือนกระจก “พืชไร่-ไม้ผลยืนต้น-นาข้าว” รับรองคาร์บอนเครดิตได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร ยกระดับมาตรฐานสากล หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบ T-VER มุ่งสู่ Net Negative เมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรถือเป็น ‘หน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทย’ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ ที่ให้บริการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER สาขาเกษตร โดยพืชที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

1.พืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย และมันสำปะหลัง โดยมุ่งส่งเสริมลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น เปลี่ยนมาเพิ่มปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินที่เหมาะสมแทน ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดิน ส่งผลให้โครงสร้างดินดีขึ้น

2.ไม้ผลยืนต้น เช่น ยางพารา มะม่วง และทุเรียน โดยมุ่งส่งเสริมการจัดการสวนผลไม้ให้ดีขึ้น ทั้งด้านการปลูก การดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3.นาข้าว แหล่งอาหารหลักของคนไทยที่มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะก๊าซมีเทน และไนตรัสออกไซด์ โดยวิธีการจัดการมุ่งเน้นไปที่ระบบน้ำและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งลดการขังน้ำในนาข้าวเป็นเวลานาน และใส่ปุ๋ยให้พอดีตามความต้องการของดินและต้นข้าว

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่ากรมวิชาการเกษตรได้รับใบรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO14065:2020 และ ISO/IEC 17029:2019 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รวมถึงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่สามารถให้บริการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ T-VER สาขาเกษตร นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทยให้เชื่อมโยงกับระบบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้และเป็นที่ยอมรับ พร้อมสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรสำหรับการดำเนินงานตามหลักสากล

กรมฯ ขับเคลื่อนงานด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) มุ่งให้ภาคเกษตรเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก โดยผลักดันให้การลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรสามารถแปลงเป็นมูลค่าได้จริงผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า
เพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้ง “กองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร” ทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจและพืชศักยภาพสูงของประเทศ อาทิ พืชโปรตีนทางเลือก พืชสมุนไพรและเครื่องเทศมูลค่าสูง พืชน้ำมันทางเลือก พืชเส้นใยและวัสดุชีวภาพ รวมถึงไม้เศรษฐกิจและวนเกษตรที่มีศักยภาพในการดูดกลับคาร์บอน ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรภายใต้มาตรฐาน T-VER ให้กับ อบก. ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสอบการกักเก็บและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพืช รวม 45 คน เพื่อรองรับการให้บริการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานสากล


อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมมุ่งยกระดับการผลิตของเกษตรกรผ่านการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ควบคู่กับการผลักดันเกษตรคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Negative ภาคการเกษตรในระยะต่อไป โดยเน้นการทำเกษตรยั่งยืนที่ทำได้จริงในพื้นที่ ลดการเผา ลดการใช้สารเคมีอย่างไม่จำเป็น และใช้ทรัพยากรดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้ทั้งจากผลผลิตและคาร์บอนเครดิตได้จริง

กรมวิชาการเกษตรยังเชื่อมโยงมาตรฐานการผลิตภาคเกษตรเข้ากับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อาทิ T-VER, T-VER Premium, Gold Standard และ VERRA เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรสามารถวัดผล ตรวจสอบ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ในระยะเริ่มต้น หน่วยรับรองของกรมวิชาการเกษตรเตรียมให้บริการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่อง 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา สำนักวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โครงการผลิตปาล์มน้ำมัน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม ของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร พื้นที่กว่า 10,800 ไร่ และโครงการทำนาลดโลกร้อน จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ 400 ไร่

ทั้งนี้ เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือองค์กรใดมีความสนใจในการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับบริการการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER ภาคเกษตร ได้ที่ https://www.carboncredit.doa.go.th