• บริษัทไทยที่เข้ารับการประเมิน ได้แก่ บมจ. เซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), ซีพี ออลล์ (CPALL), ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev), ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), ดุสิตธานี (DUSIT), เอส แอนด์ พี (S&P), เอ็มเค เรสโตรองต์ (M) และ เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) ซึ่งครอบคลุมภาคการผลิต ค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม
• บริษัทไทยหลายแห่งอยู่ในกลุ่ม Tier 3 ของการจัดอันดับ แต่ยังไม่มีบริษัทใดทำคะแนนได้เกิน 50%
• ไทยโดดเด่นด้านการเปิดเผยข้อมูลแรงงานและอาหารทะเล แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการดำเนินงานจริง และยังไม่มีกลยุทธ์ชัดเจนในการลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์
บริษัทค้าปลีกอาหาร ผู้ผลิต เครือร้านอาหาร และกลุ่มธุรกิจบริการรายใหญ่ของไทย มีบทบาทที่สำคัญต่อทิศทาง “ระบบโปรตีน” ของประเทศ ตามรายงาน The Asia Protein Buyers 100: An Assessment of Responsible and Sustainable Sourcing ซึ่งเผยแพร่โดย Asia Research & Engagement (ARE)
ผลการประเมินระบุว่า บริษัทไทยทำผลงานโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคด้านการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานโปรตีน อย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช และยังคงพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์ในระดับสูง โดยเฉพาะในมิติของวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษทางอากาศ
Asia Protein Buyers 100 (APB100) เป็นดัชนีที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ประเมินบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 100 แห่งใน 12 ตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยพิจารณาว่าบริษัทจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานที่มาจากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม สัตว์ปีก และอาหารทะเล ซึ่งครอบคลุมประเด็นตั้งแต่ธรรมาภิบาล การตรวจสอบย้อนกลับ แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัยแรงงาน (Worker Health and Safety) การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance) สวัสดิภาพสัตว์ สภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ และของเสีย ไปจนถึงการกระจายแหล่งโปรตีน (Protein Diversification)
โปรตีนจากสัตว์มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การใช้ที่ดิน น้ำ และสาธารณสุขสูงกว่าโปรตีนจากพืชอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ “การกระจายแหล่งโปรตีน” รวมถึงการเพิ่มโปรตีนจากพืช กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคธุรกิจและสถาบันลงทุนในการบริหารความเสี่ยง ESG เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero และพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับระบบอาหารให้มีความยั่งยืนและดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น
๐ ไทยยังคงเป็นตลาดที่ทำคะแนนสูงในภูมิภาค
บริษัทไทย 10 แห่งที่ได้รับการประเมิน มี 6 แห่งอยู่ในระดับ Tier 3 (พัฒนาเชิงกลยุทธ์ - Evolving Strategically) และที่เหลืออยู่ในระดับ Tier 4 (อยู่ระหว่างพัฒนา - Developing Efforts) ซึ่งไทยเคยทำคะแนนเฉลี่ยสูงสุดในรายงานปี ค.ศ. 2024 และในการประเมินล่าสุดก็ยังคงนำภูมิภาค แม้คะแนนเฉลี่ยรวมจะอยู่ที่ 26% ซึ่งสะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก
บริษัทเหล่านี้ถือเป็นแกนหลักของภาคการผลิต ค้าปลีก และบริการอาหาร (HORECA) ของไทย ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลชี้ขาดต่อระบบโปรตีนของประเทศ โดยที่การตัดสินใจจัดซื้อจะส่งผลโดยตรงต่อมาตรฐานการผลิตและความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน
๐ มาตรฐานแรงงาน: ปัจจัยหนุนการเป็นผู้นำของไทย
บริษัทไทยทำคะแนนนำในประเด็นแรงงาน โดยเฉพาะการเปิดเผยจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ มาตรฐานแรงงาน (SsSupplier Code of Conduct) และกระบวนการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Due Diligence) ผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่าบริษัทไทยหลายแห่งเริ่มขยับจากการประกาศเพียงนโยบาย ไปสู่การนำไปปรับใช้ ตรวจสอบและประเมินผลด้านแรงงาน (Labour Audit) ในเครือข่ายซัพพลายเออร์มากขึ้น
๐ ด้านสภาพภูมิอากาศและอาหารทะเลมีพัฒนาการต่อเนื่อง
บริษัทไทยมีผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย จากการประกาศเป้าหมาย Net Zero การเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 และการรายงานตามกรอบมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามทว่ายังคงมีหลักฐานที่จำกัดว่าเป้าหมายเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงในห่วงโซ่อุปทานโปรตีนอย่างไร โดยเฉพาะในด้านการจัดสรรเงินทุนและการลดการปล่อยก๊าซที่เชื่อมโยงกับการจัดหาอาหาสัตว์
ในส่วนของอาหารทะเล เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเปิดเผยข้อมูลในด้านนี้จึงรุดหน้ากว่าตลาดส่วนใหญ่ในเอเซีย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องวางในด้านความลึกของการตรวจสอบย้อนกลับ และการรายงานผลลัพธ์เชิงปริมาณที่ชัดเจนมากกว่าการเป็นเพียงถ้อยแถลง
๐ สวัสดิภาพสัตว์เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น
บริษัทไทยหลายแห่งเผยแพร่นโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ และอ้างอิงแนวทางการจัดหาที่คำนึงถึงสวัสดิภาพที่ดีขึ้น แต่รายงาน APB100 ประจำปี ค.ศ. 2026 พบว่ายังขาดสาระสำคัญในเรื่องคำมั่นที่มีกรอบเวลาชัดเจน ความครอบคลุมของระบบปลอดกรง(Cage-free) เชิงปริมาณ และการรับรองจากหน่วยงานอิสระ ทำให้ประเด็นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากกว่าการเป็นมาตราฐานหลักของการจัดหาโปรตีนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Protein Sourcing)
๐ จุดอ่อนที่สำคัญ: ธรรมาภิบาล การกระจายแหล่งโปรตีน และความเสี่ยงด้านธรรมชาติ
เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเซีย ธรรมาภิบาล (Governance) ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของโปรตีน ยังเป็นจุดอ่อนที่สำคัญโดยบริษัทไทยส่วนใหญ่ยังขาดกลยุทธ์ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนที่ยั่งยืน (Protein Sustainability) เช่นเดียวกับการกระจายแหล่งโปรตีน (Protein Diversification) ที่ยังเป็นจุดอ่อน ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการดำเนินการที่มีความหมายในการเปลี่ยนผ่านโปรตีน (Protein Transition) ที่ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นธรรม
แม้ว่าหลายบริษัทเริ่มตระนักถึงความเสี่ยงด้านธรรมชาติแล้ว แต่คำมั่นสัญญาที่มีกรอบเวลาชัดเจน รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบได้ว่าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ยังมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่มีความเสี่ยงสูงเช่น เนื้อวัวและพืชอาหารสัตว์
๐ ความสำคัญของประเทศไทย: จุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของเอเชีย
ประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในระบบโปรตีนของเอเชีย ในฐานะผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก และผู้บริโภคโปรตีนจากสัตว์รายสำคัญ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภาคบริการอาหาร ซึ่งครอบคลุมทั้งเครือร้านอาหาร การจัดเลี้ยง โรงพยาบาล และกลุ่มธุรกิจบริการ กำลังมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อรูปแบบการจัดหา (Sourcing Expectations) และความต้องการโปรตีนในภูมิภาค
นายพงศกร สัจจิพานนท์ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนทางอาหาร ประจำประเทศไทย ของ ARE กล่าวว่า “ประเทศไทยพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน สภาพภูมิอากาศ และอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนนโนบายเหล่านั้นให้เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรม โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในเมนูอาหารและห่วงโซ่อุปทาน เช่นเดียวกับผู้นำในระดับสากล และกล่าวเสริมว่า การขยับจาก “ความมุ่งมั่น” ไปสู่ “การปฏิบัติจริง” จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความเป็นผู้นำในภูมิภาคไปสู่มาตรฐานระดับโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ครัวแห่งอนาคต (Kitchen of the Future) ของเอเชียได้อย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ Asia Research & Engagement (ARE) ทำหน้าที่เชื่อมโยงนักลงทุนชั้นนำเข้าสู่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์กับบริษัทจดทะเบียนในเอเชีย เพื่อร่วมกันแก้ไขความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนให้ภาคธุรกิปรับทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญ (Investor Priorities) อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานหลายทศวรรษในภูมิภาค ประกอบกับทีมงานที่มีความเข้าใจในบริบทที่หลากหลายและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้ ARE มีความเข้าใจในบริบทและความต้องการที่แตกต่างกันในเอเชีย นอกจากนี้ งานวิจัยอิสระคุณภาพสูง เครือข่ายนักลงทุนที่เข้มแข็ง และความเชี่ยวชาญในการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้นำองค์กรและผู้มีบทบาทในการตัดสินใจทางการเงิน ให้สามารถกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม


