xs
xsm
sm
md
lg

ส่องไทย อาจหลุดแผน NDC 3.0 ชี้เหตุเงินทุน 5 ภาคเศรษฐกิจสะดุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดรายงานฉบับใหม่ ของ CFNT ชี้ประเทศไทยยังมีช่องว่างทางการเงินที่ต้องเติมเต็มอีกราว 15.05 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 467,000 ล้านบาทต่อปี) จาก 5 ภาคเศรษฐกิจสำคัญ ถ้าต้องการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนเป็นศูนย์ตามแผน NDC 3.0 จนยากที่จะไปถึงเป้า Net Zero 2050

เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand : CFNT ) เผยข้อมูลการวิเคราะห์จากรายงาน “Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050” พบว่า ภายในปี 2035 ประเทศไทยจำเป็นต้องระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) หากต้องการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนเป็นศูนย์ตามแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contributions) ซึ่งก็คือแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ของประเทศไทย (ค.ศ. 2031–2035) ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมุ่งยกระดับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% จากปีฐาน 2019 ภายในปี 2035 และเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิม 15 ปี เป็นภายในปี 2050

ขยายความว่าหากยึดตามข้อมูล Climate Mitigation Finance Tracker ของ CFNT ประเทศไทยยังมีช่องว่างทางการเงินที่ต้องเติมเต็มอีกราว 15.05 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 467,000 ล้านบาทต่อปี)

ในรายงานฉบับดังกล่าวของ CFNT ได้สำรวจปัญหาจาก 5 ภาคเศรษฐกิจสำคัญที่กำหนดไว้ในแผน NDC 3.0 ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคคมนาคม ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ภาคเกษตรกรรม และภาคจัดการขยะ

📉 ชี้เงินทุนที่ขาดหายในแต่ละภาคเศรษฐกิจ
รายงานฉบับใหม่ของ CFNT พบว่า ช่องว่างทางการเงินในแต่ละภาคเศรษฐกิจที่ระบุไว้ใน NDC 3.0 ดังนี้
1. ภาคพลังงานลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 2.9 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 90,000 ล้านบาทต่อปี)
2. ภาคขนส่งลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 4.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 142,000 ล้านบาทต่อปี)
3. ภาค IPPU ลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 2.47 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 76,000 ล้านบาทต่อปี)
4. ภาคเกษตรกรรมลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 3.32 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 103,000 ล้านบาทต่อปี)
5. ภาคการจัดการขยะลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 0.9 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี)
6. ภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ (LULUCF) ลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 0.86 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 26,000 ล้านบาทต่อปี)

📉 สะท้อนปัญหาในภาคเศรษฐกิจสำคัญ

แผน NDC 3.0 ของประเทศไทย ได้ระบุการจัดสรรเงินจำนวน 7.05 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 219,000 ล้านบาท) ให้แก่ 5 ภาคเศรษฐกิจภายในปี 2035 อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ของ CFNT พบว่า การจัดสรรเงินตามแผน NDC 3.0 มีปัญหาอยู่หลายประการ ดังนี้

1.ภาคพลังงาน
รายงานของ CFNT มองว่าภาคพลังงานในแผน NDC 3.0 มีปัญหาทั้งหมด 3 ประการ

ประการแรก เงินทุนที่จัดสรรอาจไม่เพียงพอ โดยแผน NDC 3.0 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 117.1 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า ภายในปี 2035 ผ่านการลงทุน 1.08 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 34,000 ล้านบาท) แต่เงินจำนวนดังกล่าวห่างไกลจากการประมาณการของ CFNT ที่ 2.79 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 87,000 ล้านบาท)

ประการสอง ขาดการลงทุนในระบบกริด ในแผน Biennial Transparency Report (BTR) ประเทศไทยได้วางเสาหลักทางพลังงานไว้ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ ระบบการกักเก็บพลังงาน พลังงานทางเลือก และเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน แต่ในแผน NDC 3.0 กลับระบุไว้เพียงข้อสองและข้อสาม ไม่มีการระบุถึงการลงทุนในระบบกริด โครงสร้างสำคัญในการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

ประการสาม ตั้งเป้าลงทุนในเทคโนโลยีที่ใช้เงินทุนสูงแต่ลดการปล่อยคาร์บอนต่ำ อาทิ ระบบกักเก็บคาร์บอนนอกชายฝั่ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก รวมถึงระบบการเผาไหม้ร่วมระหว่างแอมโมเนียและไฮโดรเจน ที่ล้วนเป็นเทคโนโลยีใหม่และต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่กลับไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรกับ การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด ซึ่งจะช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซลงได้ 6 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า โดยลงทุนเพียงแค่ 11.07 ดอลลาร์ต่อล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า

2.ภาคคมนาคม
แผน NDC 3.0 ประเมินว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคมได้สูงถึง 54.2 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า ผ่านการลงทุน 5.03 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 156,000 ล้านบาท) ใกล้เคียงกับการประเมินของ CFNT ที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 173,000 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม CFNT พบว่ายังมีปัญหาบางประการ

โดยการลงทุนบางรายการยังคงใช้เงินทุนสูงแต่ลดการปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น เรือไฟฟ้า หรือระบบขนส่งมวลชนพลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีใหม่ล้ำหน้าที่ต้องใช้เงินลงทุนราว 1.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37,000 ล้านบาท) แต่กลับสามารถลดการปล่อยก๊าซได้เพียง 2.1 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า

CFNT มองว่า แผน NDC 3.0 มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีใหม่มากเกินไป แต่ละเลยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมในเมืองและการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีไม่ว่าล้ำสมัยแค่ไหน

3.ภาคอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU)

รายงาน NDC 3.0 ระบุไว้ว่า อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่โลหะ เช่น การผลิตปูนซีเมนต์เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักในภาค IPPU และแสดงความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม CFNT พบปัญหาสำคัญ ดังนี้

ประการแรก เงินทุนที่จัดสรรยังไม่เพียงพอ แผน NDC 3.0 จัดสรรเงินทุนสำหรับภาค IPPU ไว้เพียง 0.65 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 20,000 ล้านบาท) ซึ่ง CFNT ประเมินว่าไม่เพียงพอ และมีเงินทุนที่จำเป็นอยู่ระหว่าง 2.4-3.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 74,000 - 105,000 ล้านบาท)

ประการสอง พัฒนาความโปร่งใสและความสอดคล้องของข้อมูล หากต้องการลดการปล่อยก๊าซในภาค IPPU ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซฟลูออริเนต (F-gases) และจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับชาติที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินทุนที่จำเป็น โดยเฉพาะเพื่อพัฒนาโครงการ Carbon Capture and Storage Hubs ที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมที่ลดได้ยาก

4.ภาคเกษตรกรรม
ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคที่อาจพูดได้ว่ามีคำถามมากที่สุด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับภาคส่วนอื่นๆ ภาคเกษตรกรรมส่งผลต่อประชากรจำนวนมากของประเทศโดยตรง อีกทั้งมีความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด แต่กลับได้รับเงินทุนแทบจะต่ำที่สุด

ภาคเกษตรกรรมมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2.54 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า โดยใช้เงินลงทุนเพียง 0.18 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท) โดยการพัฒนาการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternative Wetting and Drying: AWD) เพียงโครงการเดียวก็สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 1.79 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในแผน NDC 3.0 กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมเท่าที่ควร ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่การลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมนับว่าต้องใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลคุ้มค่าที่สุด

5.ภาคการจัดการขยะ

การจัดการขยะเป็นอีกภาคเศรษฐกิจที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซมีเทนสูงเป็นอันดับต้นๆ โดยเป้าหมายใน NDC 3.0 ได้ระบุไว้ว่า ภายในปี 2035 ภาคการจัดการขยะจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 12 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำได้เพียง 1.6 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า หรือเพียง 13% ของเป้าหมายเท่านั้น

ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งระดมเงินทุนเพื่ออุดช่องว่างทางการเงินจำนวน 0.89 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 28,000 ล้านบาท) ในภาคการจัดการขยะ เพื่อเร่งยกระดับเทคโนโลยีที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคนี้