ปลูกข้าววิถีใหม่ “ทำนาข้าวคาร์บอนต่ำ” ธ.ก.ส. ผนึก GIZ ขับเคลื่อน “Thai Rice GCF” อัดฉีดงบ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย 40,000 ราย เปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ลดปัญหาโลกร้อน พร้อมมอบเงินอุดหนุนสูงสุด 1,600 บาท/ไร่
เมื่อนาข้าวแบบเดิมเผชิญความท้าทายจากสภาวะภูมิอากาศผันแปร และการปล่อย “ก๊าซมีเทน” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ร่วมกับ GIZ และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) เปิดตัวโซลูชันทางการเงินเพื่อช่วยเกษตรกรพลิกโฉมวิถีทำนาไทยให้ยั่งยืนและสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม
• นำร่อง ปลูกข้าววิถีใหม่ มีทุนให้จาก ธ.ก.ส. 21 จังหวัด
ธ.ก.ส. ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit : GIZ) จัดงาน “ปลูกข้าววิถีใหม่ มีทุนให้จาก ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF” เปิดตัวรูปแบบเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project) ตามวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การปลูกข้าวของเกษตรกรให้เข้าสู่วิถีการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีความเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Technology : CST) มาปรับใช้ เพื่อสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรรายย่อย ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) กระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) และภาคเอกชน พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน
โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ ชัยนาท อ่างทอง ปทุมธานี สิงห์บุรี อยุธยา สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และลพบุรี มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2571)
• ทำนาข้าวต้องลดคาร์บอน-เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า วิธีการปลูกข้าวของเกษตรกรในปัจจุบันต้องใช้น้ำปริมาณมากและขังน้ำในนาข้าวตลอดเวลา ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตข้าวของเกษตรกรลดลง นำไปสู่การสูญเสียรายได้ และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารของโลก
การปรับเปลี่ยนการปลูกข้าววิถีใหม่ คาดว่าจะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาข้าวที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรและผู้ให้บริการจำเป็นต้องตระหนักและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น และพร้อมในการปรับเปลี่ยนและป้องกันผลกระทบ โดยคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน รวมถึงสามารถวางแผนการลงทุนและบันทึกการดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง “มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงิน (Financial Mechanism)” จะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรยอมรับและนำไปใช้จริง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนสู่การทำนาที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ โดยประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่
1. เงินอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (CSI) เป็นเงินทุนภายใต้โครงการ Thai Rice GCF จำนวนประมาณ 300 ล้านบาท (7.6 ล้านยูโร) ซึ่งจะนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนบางส่วนเพื่อให้เกษตรกรประมาณ 40,000 ราย ทดลองปรับเปลี่ยนการทำนาของตนไปสู่วิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ โดยเกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการรับเงินอุดหนุนได้ 3 แพ็กเกจ ได้แก่ แพ็กเกจ S 500 บาท/ต่อไร่ แพ็กเกจ M 1,000 บาท/ต่อไร่ และแพ็กเกจ L 1,600 บาท/ต่อไร่ โดยแต่ละครัวเรือนจะได้รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน
2. สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Loan: CSL) ได้แก่ สินเชื่อ Climate Smart Loan (CSL) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ (Basic CST) จากกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร และหลักสูตรต่อยอดด้านการลงทุนและการเงิน (Climate Smart Finance: CS-Fin) จาก ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF เพื่อให้เกษตรกรผู้มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและ/หรือค่าลงทุนในเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ 10 เทคโนโลยีที่โครงการได้ให้การส่งเสริม และสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษ (BCG) สำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตร Basic CST และมีความต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำนาต่อไป
เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Thai Rice GCF ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ, สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว, ศูนย์วิจัยข้าว และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ และเมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 หลักสูตรแล้ว จึงจะสามารถสมัครขอรับเงินอุดหนุน CSI ผ่านเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ผู้จัดอบรม หรือ ธ.ก.ส. สาขาที่ขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่ 21 จังหวัดที่ร่วมโครงการ หรือสำนักกิจการระหว่างประเทศ
กรมลดโลกร้อน ย้ำนาข้าวแบบเดิมปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด
นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซจากภาคเกษตรปี 2565 รวม 68,93 MtCO2eq ซึ่งร้อยละ 49.16 เป็นก๊าซมีเทนที่มาจากการปลูกข้าว (Rice Cultivation)
ข้อมูลล่าสุดจากรายงานความก้าวหน้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระบุว่า ภาคเกษตรของไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 57–58 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) ต่อปี คิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 15.23 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน
แหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซในภาคเกษตร
-การปลูกข้าว: เป็นแหล่งปล่อยก๊าซที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 50.58 ของภาคเกษตร (ประมาณ 29 ล้านตันฯ) โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทนจากการขังน้ำในนา
-การจัดการดินเกษตร: ปล่อยก๊าซจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและปูน คิดเป็น ร้อยละ 22 (ประมาณ 13 ล้านตันฯ)
-การปศุสัตว์: ปล่อยก๊าซจากการหมักในระบบย่อยอาหารของสัตว์ (ร้อยละ 19) และการจัดการมูลสัตว์ (ร้อยละ 6) รวมกันประมาณ ร้อยละ 25
-การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร: ปล่อยก๊าซประมาณ ร้อยละ 2


