xs
xsm
sm
md
lg

SE รุ่นใหม่ Seeds Journey สร้างอนาคตชนเผ่าด้วย “ธุรกิจยั่งยืน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทีม Seeds Journey
Seeds Journey หนึ่งในผู้ชนะโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 14 ยกระดับจาก NGO จังหวัดเชียงราย สู่ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เพราะเห็นข้อจำกัดทางรายได้และความเหลื่อมล้ำของคนในพื้นที่ ผ่านการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชนเผ่ามาต่อยอดเส้นทางอาชีพ จนสามารถขยายฐานลูกค้า ใหม่และสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมยกระดับภูมิปัญญาชุมชนให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ

จุดเริ่มต้นของ Seeds Journey เกิดจาก นางสาวกัลยา เชอมื่อ หรือ “น้ำ” ผู้ก่อตั้ง กิจการเพื่อสังคม Seeds Journey ที่หลังจากเรียนจบและได้ทำงานอาสาสมัครช่วยผู้ลี้ภัย ทำให้มีโอกาสกลับมามองบ้านเกิดของตนเอง แล้วพบว่าคนในชุมชนยังคงต้องทำงานไกลบ้านและไม่สามารถหลุดพ้นจากวิถีชีวิตแบบเดิม คนในชุมชนเริ่มพึ่งพาอาหารจากภายนอกเพิ่มขึ้น เมล็ดพันธุ์พื้นที่ค่อยๆ หายไป ส่งผลต่อสุขภาพของคนในชุมชน จึงเกิดแนวคิดจะฟื้นฟูเมล็ดพันธุ์และวิถีอาหารอาข่า ผ่านการนำอาหารพื้นบ้านและภูมิปัญญาชนเผ่ามาต่อยอด ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน


เธอเล่าวว่า จากเดิมการทำงานในลักษณะ NGO ที่เน้นจัดทริป เรียนรู้ ทำกิจกรรมกับเชฟ และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือชุมชน Seeds Journey เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า งานลักษณะนี้จะไปต่ออย่างยั่งยืนได้อย่างไร รายได้ที่เข้ามาเป็นเพียงครั้งคราว ไม่สามารถต่อยอดเป็นระบบเศรษฐกิจของชุมชนได้ในระยะยาว

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง คือการเข้าร่วม โครงการ Banpu Champion for Change : BC4C ซึ่งทำให้ได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจเพื่อสังคม จากเดิมที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า อาหารพื้นบ้าน ผักป่า เมล็ดพันธุ์ และวิถีการดูแลป่าจะกลายเป็น “ธุรกิจ” ได้อย่างไร โครงการได้ช่วยให้มองเห็นว่า การสร้างรายได้และการรักษาวัฒนธรรมสามารถเดินไปพร้อมกันได้

หลังเข้าร่วมโครงการ Seeds Journey เริ่มกลับมาวางระบบการทำงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเก็บข้อมูลเกษตรกรในชุมชน การวางแผนการผลิตตามฤดูกาล การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่น ไปจนถึงการสื่อสารกับตลาดภายนอก ทั้งร้านอาหาร เชฟ และผู้บริโภคในเมือง

ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน รายได้ของทีมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 400,000 บาท เป็นมากกว่า 800,000 บาท โดยมีเกษตรกรในชุมชนเข้าร่วมแล้ว 19 ราย ผลผลิตจากชุมชนถูกส่งไปยังร้านอาหารทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย รวมถึงไกลถึงภูเก็ต และยังมีการจัดป๊อปอัพ อีเวนต์ และทริปเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากตัวเลขรายได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ชุมชนเริ่มเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ผักพื้นบ้านที่เคยถูกมองข้าม กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า ความรู้ของผู้เฒ่าผู้แก่ได้รับการรับฟัง และคนรุ่นใหม่เริ่มกลับมามีบทบาทในการดูแลทรัพยากรของตนเอง

เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง
๐ จัดการผลผลิตตามฤดูกาล บนฐานความรู้ชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหาร

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการทำงานด้านอาหารพื้นบ้าน คือความไม่แน่นอนของผลผลิตในแต่ละปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล Seeds Journey เลือกแก้ปัญหานี้ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้รู้และเกษตรกรในชุมชน เพื่อประเมินแนวโน้มผลผลิตล่วงหน้า ว่าปีใดจะได้มากหรือน้อย ตั้งแต่ช่วงติดดอก ออกผล

แทนที่จะส่งเสริมการปลูกเชิงเดี่ยวหรือเพิ่มปริมาณเพื่อการค้า ทีมงานเลือกแนวทางที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเป็นอันดับแรก” ทุกครัวเรือนต้องสามารถมีอาหารกินเอง มีผักพื้นบ้าน และพึ่งพากันภายในชุมชนได้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำส่วนที่เหลือมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

เมื่อผลผลิตบางชนิดมีปริมาณมากในบางปี ทีมงานจะทำงานร่วมกับชุมชน ออกแบบเมนูอาหารและกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น เวิร์กช็อป หรือสำรับอาหาร ที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลนั้นเป็นหลัก เพื่อดันผลผลิตที่มีอยู่แล้วให้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

Seeds Journey ยังใช้การวางแผนล่วงหน้าด้วย “รายการวัตถุดิบตามฤดูกาล” เพื่อสื่อสารกับร้านอาหารและผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา ว่าในแต่ละเดือนจะมีผลผลิตชนิดใด ปริมาณประมาณเท่าใด ทำให้สามารถบริหารจัดการออเดอร์ได้อย่างแม่นยำ และลดความเสี่ยงทั้งต่อชุมชนและลูกค้า

สำรับอาข่า
๐ เครือข่ายชุมชน แทนเกษตรแปลงใหญ่

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโมเดล Seeds Journey คือการสร้าง “เครือข่ายหลายชุมชน” แทนการรวมศูนย์การผลิตในพื้นที่เดียว แนวคิดนี้เกิดจากความเชื่อว่า เกษตรแปลงใหญ่เพื่อป้อนโรงงานมักนำไปสู่การใช้สารเคมี และลดคุณภาพอาหาร รวมถึงทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม

ในทางปฏิบัติ หากหมู่บ้านหนึ่งไม่มีผักบางชนิด แต่หมู่บ้านใกล้เคียงมี ก็สามารถแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือกันได้ ทำให้มีวัตถุดิบหมุนเวียนตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องเร่งผลิตหรือฝืนธรรมชาติ

อาหารที่นำมาใช้ในกิจกรรมของ Seeds Journey ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ “ปลูกไว้กินในครัวเรือน” เมื่อมีเหลือจึงนำมาแบ่งปันหรือใช้ต้อนรับผู้มาเยือน เป็นอาหารที่แทบไม่มีขายในตลาดทั่วไป และสะท้อนคุณภาพของอาหารพื้นบ้านอย่างแท้จริง

๐ โมเดลรายได้: ประสบการณ์–ความรู้–วัตถุดิบ

ในปัจจุบัน สัดส่วนรายได้หลักของ Seed Journey มาจาก 3 ส่วนสำคัญ

1. เวิร์กช็อปและเมนูเรียนรู้
การนำองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านมาจัดเป็นเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ ลงมือทำ และชิม ถือเป็นรายได้หลักที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจอาหาร วัฒนธรรม และสุขภาพ

2. ทริปเรียนรู้ในชุมชน
ทริปเหล่านี้เป็นกิจกรรมเชิงลึก ที่ผู้เข้าร่วมยอมจ่ายเพื่อมาเรียนรู้วิถีชีวิต ระบบอาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทย กลุ่มองค์กร โรงเรียนอินเตอร์ และผู้ประกอบการด้านอาหาร ทั้งในและต่างประเทศ แม้จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และการเดินทาง แต่ทริปเหล่านี้สร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์สูง และกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง

3. การจำหน่ายวัตถุดิบให้ร้านอาหาร
วัตถุดิบพื้นบ้านตามฤดูกาลถูกส่งตรงไปยังร้านอาหารในเมือง เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหาร โดยเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่ร้านอาหารเข้าใจข้อจำกัดของธรรมชาติ และยอมรับความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต

โมเดลนี้ทำให้ Seeds Journey ไม่จำเป็นต้องขยายปริมาณการผลิตเกินศักยภาพของชุมชน แต่สามารถสร้างรายได้บนฐานของ “คุณค่า ความรู้ และความสัมพันธ์” ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

๐ Social Enterprise ที่เติบโตไปพร้อมชุมชน

Seed Journey จึงเป็นตัวอย่างของ Social Enterprise ที่ไม่ได้เติบโตจากการขยายขนาดการผลิต แต่เติบโตจากการจัดการทรัพยากรอย่างเข้าใจธรรมชาติ ใช้เครือข่ายแทนการแข่งขัน และยึดความมั่นคงของชุมชนเป็นศูนย์กลาง

จากอาหารที่เคย “กินกันไปวัน ๆ” วันนี้กลับกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่สร้างรายได้ สร้างศักดิ์ศรี และสร้างอนาคตให้กับคนในชุมชน โดยไม่ทิ้งรากเหง้าของตนเอง

เมนู Fusion จากเมล็ดพันธุ์อาข่า
๐ จากรายได้แรก สู่การสร้างงาน กระจายโอกาส และคืนชีวิตให้ป่า

หลังจากเข้าร่วมโครงการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม Seeds Journey เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงของทีมงานเอง ปัจจุบันทีมสามารถจ่ายเงินเดือน ให้กับสมาชิกหลัก 3 คนได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่เคยทำงานด้วยใจล้วน ๆ มาโดยตลอด

การมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น ทำให้ Seeds Journey ตั้งเป้าหมายชัดเจนยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการกลับมาลงทุนพัฒนาที่ต้นทางอย่าง “ชุมชนผู้ผลิต” เป็นอันดับแรก จากเดิมที่ทำงานร่วมกับ 2 ชุมชน ทีมมีแผนขยายเป็น 3 ชุมชนภายในปีนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผลผลิตที่ไม่เคยถูกนำเสนอ ได้ออกสู่สายตาคนนอก และเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ผลิตจากเดิม19 ครัวเรือน เป็นอย่างน้อย 30 ครัวเรือน เพื่อสร้างความสม่ำเสมอและมั่นคงของผลผลิตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน Seeds Journey เตรียมขยายตลาด โดยเชื่อมโยงกับร้านอาหาร นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคที่สนใจวัตถุดิบพื้นบ้าน ผ่านกิจกรรมป๊อปอัพในเมือง ที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารว่า “อาหารพื้นบ้านกินอย่างไร” และช่วยกระจายวัตถุดิบที่อาจส่งให้ร้านอาหารไม่ทัน ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้

โมเดลการทำงานของ Seeds Journey ยังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม แม้บางครัวเรือนจะไม่ได้ทำโฮมสเตย์ แต่ก็ยังมีบทบาทในฐานะผู้ผลิตอาหาร เครื่องปรุงพื้นบ้าน หรือวัตถุดิบในเมนูอาหารประจำถิ่น รายได้จากการท่องเที่ยวจึงไม่ได้กระจุกอยู่กับเจ้าของบ้านพัก แต่หมุนเวียนไปถึงครัวเรือนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาการกินแบบดั้งเดิมไว้

บ้านป่าเกี๊ยะ
ในระยะต่อไป Seeds Journey ตั้งเป้าพัฒนาทั้ง ทริปชุมชน ป๊อปอัพในเมือง และร่วมกับเชฟ ใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย เพื่อขยายการสื่อสารเรื่องวัตถุดิบพื้นบ้าน ควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และนำรายได้กลับมาพัฒนาพื้นที่ต้นทางอย่างแท้จริง

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ทีมอยากกลับมาทำอีกครั้ง คือ การทำงานด้านไฟป่าและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่ง Seeds Journey เคยจัดทริปใหญ่ในปี 2019 รวมเชฟกว่า 20 คนจากทั่วประเทศ ลงพื้นที่เรียนรู้เรื่องอาหาร วิถีป่า และภูมิปัญญาชุมชน ทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่ พร้อมระดมทุนสนับสนุนการดูแลป่า

แม้หลายชุมชนจะถูกมองว่า “ไม่มีวิวสวย” หรือไม่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ Seeds Journey เชื่อมั่น คือคุณค่าของอาหาร การจัดการป่า และวิถีชีวิตที่ค่อยๆ ฟื้นคืนตามความตั้งใจของผู้นำชุมชน อาหาร ฤดูกาล และป่า ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะการกินอย่างเข้าใจธรรมชาติ คือหนึ่งในวิธีดูแลทรัพยากรที่ยั่งยืนที่สุด

เรื่องราวของ Seeds Journey จึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของกิจการหนึ่ง แต่คือภาพสะท้อนของ “คนตัวเล็ก” ที่อยากกลับบ้าน อยากทำงานกับชุมชน อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก และขยายแรงบันดาลใจไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือความยั่งยืนในมิติต่างๆ ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในทุกระดับตั้งแต่บุคคลจนถึงประเทศชาติได้อย่างน่าสนใจ

ชาวอาข่าสอนการต๋ำข้าวปุก
๐ “บ้านป่าเกี๊ยะ” สร้างอนาคตชุมชนอาข่า ผ่านโฮมสเตย์-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ย้อนจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุมชนที่เกิดจากความห่วงใยเยาวชนในหมู่บ้าน ซึ่งในอดีตต้องเผชิญกับปัญหาการย้ายออกจากถิ่นฐานไปเรียนและทำงานในเมือง แต่เมื่อกลับมาแล้วกลับไม่สามารถปรับตัวกับวิถีชีวิตเดิมได้ ส่งผลให้เยาวชนจำนวนมากเลือกไม่กลับบ้านเกิด มานพ บุญยืนกุล เครือข่ายกิจการเพื่อสังคม Seeds Journey ในฐานะผู้นำชุมชนบ้านป่าเกี๊ยะ จึงเห็นว่า หากชุมชนยังคงยึดอาชีพดั้งเดิมอย่างการทำไร่ ทำสวน ปลูกข้าว ข้าวโพด เพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เขาจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และศักดิ์ศรีของชุมชน

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือการริเริ่มจัดตั้ง กลุ่มโฮมสเตย์อาข่า บ้านป่าเกี๊ยะ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยตั้งเป้าว่าไม่ใช่เพียงแค่การท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ให้กลับมามีบทบาทในบ้านเกิด โดยพยายามชักชวนเยาวชนมาร่วมขับเคลื่อน เพราะเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างคนรุ่นเดียวกัน จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นได้มากกว่าการพูดจากคนรุ่นเก่าเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งโอกาสสำคัญได้เกิดขึ้น เมื่อ “น้ำ” ติดต่อเข้ามา เพื่อขอถ่ายทำรายการเกี่ยวกับอาหารและวิถีชีวิตในชุมชน แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่การทำงานร่วมกันในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชุมชนได้สื่อสารตัวตนออกสู่สังคมภายนอก ทำให้ชุมชนเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น จากการเชื่อมโยงการพัฒนาอาหารพื้นถิ่น การใช้พืชผัก สมุนไพร เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น รวมถึงผ้าทอและผลิตภัณฑ์ชาติพันธุ์อาข่า ให้สามารถต่อยอดเป็นรายได้จริง

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด คือจำนวนเยาวชนที่กลับมามีบทบาทในชุมชนเพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเริ่มต้น 5 คน ปัจจุบันมีมากกว่า 10 คน ทั้งกลุ่มที่ทำงานประจำในชุมชน และกลุ่มที่เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและชุมชน

แม้ระยะแรก แนวคิดโฮมสเตย์เคยถูกตั้งคำถามจากคนในหมู่บ้านว่า “บ้านแบบนี้ใครจะมาเที่ยว” แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสำเร็จได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวโดยไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิม สามารถสร้างรายได้และความยั่งยืนได้จริง ปัจจุบันครอบครัวในชุมชนมีส่วนร่วมกับโฮมสเตย์ในรูปแบบต่างๆ เป็นการรักษาวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในแต่ละปี ชุมชนสามารถรองรับกลุ่มศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้ไม่ต่ำกว่า 5–6 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 40–50 คน สร้างรายได้หมุนเวียนหลักแสนถึงหลายแสนบาทต่อปี บางโครงการสร้างรายได้รวมกว่า 300,000–400,000 บาท และยังกระจายรายได้ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง

พิธีเรียกขวัญจากผู้เฒ่าชุมชน
อีกมุมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยเห็น คือคุณภาพชีวิตของชุมชนอาข่า แม้จะไม่มีความเจริญแบบเมืองใหญ่ แต่การใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิม ส่งผลให้คนในชุมชนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีผู้สูงอายุอายุเกิน 100 ปีที่ยังสามารถเดินเหินได้ตามปกติ และแทบไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนแห่งนี้

ชุมชนอาข่าแห่งนี้ จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่เริ่มจากความเข้าใจคนในพื้นที่ ใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นฐาน และสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าของตนเอง ./


กำลังโหลดความคิดเห็น