ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบในสหภาพยุโรป ได้เพิ่มระดับความท้าทายต่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชั้นนำระดับโลกในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สามารถส่งผลบวกต่อการประกอบการควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง
การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญต่อความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อมและในทางการเงิน การสร้างกลยุทธ์ธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เปิดเผยตามจริง จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน และสามารถที่จะระบุโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
CDP องค์กรไม่แสวงหากำไร ผู้บุกเบิกการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก และเป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการจำนวนกว่า 22,100 แห่ง ได้เปิดเผยผลการสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) ของกิจการขนาดใหญ่และนัยที่มีต่อผลประกอบการ (Financial Performance) ในรายงานที่มีชื่อว่า Corporate Health Check 2026 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา
การสำรวจใช้ข้อมูลในรอบปีการดำเนินงาน พ.ศ. 2568 จากกิจการจำนวน 10,397 แห่ง โดยทำการประเมินข้อมูลใน 4 หมวด ได้แก่ หมวดธรรมาภิบาล หมวดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส หมวดการตั้งเป้าหมาย และหมวดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านภูมิอากาศ ด้านการจัดการป่าไม้ และด้านน้ำ
จากนั้น นำผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม มาจัดระดับกิจการเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ระดับที่ 2 รับรู้ (Awareness) ระดับที่ 3 จัดการ (Management) และระดับที่ 4 เป็นผู้นำ (Leadership)
ผลสำรวจพบว่ามีกิจการจำนวน 15% (อยู่ในระดับ 4) สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1) ได้ในอัตรา 4% (CAGR) นับจากปีฐานถึงปีที่รายงาน เมื่อเทียบกับกิจการที่อยู่ในระดับอื่น ๆ ซึ่งสามารถลดได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 1%
เมื่อพิจารณาการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของกิจการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,355 แห่ง ใน 13 รายอุตสาหกรรม พบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำ 6 อุตสาหกรรม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดในช่วงสามปี (ข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2565 - ไตรมาสสามของปี 2568) สูงกว่ากิจการในระดับที่ 1 ขณะที่อีก 6 อุตสาหกรรม กลับพบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดต่ำกว่ากิจการในระดับที่ 1 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเท่ากันใน 1 อุตสาหกรรม (คือ ค้าปลีก)
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการสำรวจนี้ กิจการที่มีการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด มิได้ขึ้นกับผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเสมอไป
รายงานฉบับดังกล่าว ยังได้ให้คำแนะนำแก่กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและคุณค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ใน 4 มาตรการ ได้แก่
1. การเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างแรงจูงใจในระดับผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การวางแนวทางการนำองค์กรสอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ อาทิ จำนวนกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ 100% มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารเข้ากับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม คล้ายคลึงกับ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้และน้ำ 78% ที่มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้าม กิจการที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่ามาก (32%) เช่นเดียวกันกับ ในด้านการจัดการน้ำ (18%) และป่าไม้ (20%)
2. กระบวนการที่เข้มแข็งในการจัดการความพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรการนี้ ช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมในการจัดการกับความไม่แน่นอนและภาระผูกพันในระยะยาว รวมถึงสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โดย 83% ของผู้นำด้านภูมิอากาศ มีกระบวนการที่เข้มแข็ง ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานเองและผ่านห่วงโซ่อุปทานอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้ (93%) และน้ำ (90%) มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า ส่วนกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่า โดยมีเพียง 33% (ด้านภูมิอากาศ) 27% (ด้านป่าไม้) และ 24% (ด้านน้ำ) ที่มีกระบวนการดังกล่าว
3. แผนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5°C พร้อมความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศที่น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกิจการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีส และการวางตำแหน่งโมเดลธุรกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เป็นบวกต่อโลก ซึ่งกิจการในกลุ่มผู้นำเกือบ 90% ได้ดำเนินมาตรการนี้แล้ว เมื่อเทียบกับเพียง 37% ในกลุ่มกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา ทั้งนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่เข้มแข็ง คือ หัวใจสำคัญของแผนที่น่าเชื่อถือ เพราะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการที่จำเป็นในระยะใกล้เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดย 93% ของกิจการในกลุ่มผู้นำที่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์กรที่สอดคล้องกับเพดาน 1.5°C ขณะที่ 37% ของกลุ่มกิจการซึ่งอยู่ในระดับรองลงมาที่มีแผนงาน มีเพียง 36% ที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าว
4. การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า
การทำความเข้าใจว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมคืออะไรและเกิดขึ้นที่จุดใด ช่วยให้ธุรกิจสามารถบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกะทันหัน และส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกับผู้ส่งมอบที่ใกล้ชิดที่สุดได้ มาตรการนี้ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกิจการที่เป็นกลุ่มผู้นำ โดย 97% ของกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีการทำงานร่วมกับทั้งลูกค้าและคู่ค้า นอกจากนี้ 83% ของกิจการที่ยังไม่อยู่ในกลุ่มผู้นำ ได้เริ่มหันมาสร้างความร่วมมือกับห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในวงกว้างเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมดังกล่าว สำหรับกลุ่มผู้นำด้านป่าไม้และน้ำ ระดับการมีส่วนร่วมนี้ ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากเช่นกัน (91% และ 98% ตามลำดับ)
จะเห็นว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว เนื่องจากแต่ละภูมิภาค ตลาด และภาคธุรกิจ ต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงและโอกาสที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะร่วมที่ร้อยเรียงให้กิจการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำกลุ่ม ได้แก่ การมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งพร้อมกับความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในระดับคณะกรรมการ การวางแผนเปลี่ยนผ่านที่เชื่อถือได้ การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่คุณค่า การจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด และการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ท้ายที่สุด ภาวะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยไปกว่าการใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และกิจการที่ตัดสินใจลงทุนในเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขัน และเจริญเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า
บทความโดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์


