xs
xsm
sm
md
lg

“ประตู ๑๐ บาน ที่เปิดไปสู่ความสุข รับปีใหม่ ๒๕๖๙” / ว.วชิรเมธี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




๑.ไม่ต้องพยายามพิสูจน์ชีวิตตัวเองกับใครให้มันเหนื่อย เพราะชีวิตโดยลำพังตัวมันเองก็มีเรื่องให้เหนื่อยมากพออยู่แล้ว เราทุกคนต่างก็มีสงครามส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีชีวิตใครที่ไม่มีปัญหาส่วนตัวซ่อนอยู่ภายใน การพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้คนที่ไม่รู้จัก ไม่ได้รักเรายอมรับ เป็นความพยายามที่ว่างเปล่า และทำให้ชีวิตเหนื่อยโดยไม่จำเป็น

๒.จงใช้ชีวิตอย่างลึกซึ้งกับตัวเอง ไม่ใช่มุ่งโชว์ชีวิตให้คนอื่นประทับใจ

๓.อย่าเอาสายตาของชาวบ้านมาห่มแทนเสื้อผ้า นุ่งห่มให้พอดีกับเงินในกระเป๋า และความจำเป็นพื้นฐานของชีวิตก็พอแล้ว (มตฺตญฺญุตา สทา สาธุ : ความรู้จักพอดี ก่อผลดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ)

๔.อย่าเอาลมปากคนมาเป็นบรรทัดฐานของการใช้ชีวิต เพราะร้อยคนร้อยความคิด พันคนพันความเห็น จะให้คนทั้งโลกมาพอใจเราไปเสียทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ หากเห็นว่าสิ่งใดดีและมีประโยชน์อย่างแท้จริง ก็จงมุ่งมั่นทำไปอย่างเงียบๆ และเมื่องานสำเร็จแล้ว ก็จงรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนเอาไว้เสมอ อย่าให้งานทำให้ยกหูชูหางว่าตนเหนือกว่าคนอื่นจนมองไม่เห็นหัวคน

๕.ไม่ต้องวิ่งตามค่านิยมระดับเปลือกผิวของสังคมด้วยการเป็นนักอวดเฟอร์นิเจอร์ประดับชีวิต (เช่น อวดรวย,อวดตำแหน่ง,อวดบ้าน,รถ,แฟน,ของแบรนด์เนม ฯลฯ) คนที่มีคุณค่าแท้จริง ไม่มีใครเขาอวด เหมือนเศรษฐีตัวจริง ไม่อวดรวย คนเก่งจริง ไม่อวดความสามารถ เพราะเขามีมันอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ เหมือนพระพุทธองค์ตรัสว่า “ห้วงน้ำน้อย ไหลดังสนั่น ห้วงน้ำใหญ่ ไหลนิ่งสงบ”

๖.ทุกวันควรมีช่วงเวลาแห่ง “ความสงบสุขของชีวิตทางจิตวิญญาณ” (สมาธิภาวนา) เพราะชีวิตประกอบด้วยกาย กับใจ เราอาบน้ำชำระกายทุกวันเพื่อให้กายสะอาด จิตใจก็ไม่ต่างกัน ควรชำระให้สะอาดทุกวัน อย่างน้อยช่วงตอนตื่นนอน ๓๐ นาที,ก่อนนอน ๓๐ นาที โดยให้ถือว่า นี่คือ “ชั่วโมงทองคำ” ที่จะทำเพื่อชุบชูกายใจตัวเองให้ได้รับการฟื้นฟูดูแลอย่างลึกซึ้งถึงอณูเซลและจิตวิญญาณ ศาสตราจารย์ ดร.เจมส์ อาร์ โดตี ซึ่งเป็นศาสตราจารย์คลีนิคสาขาศัลยกรรมประสาทแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือชื่อดังก้องโลกอย่าง Into the Magic Shop ยืนยันว่า สมาธิภาวนาที่ฝึกดีแล้ว จะทำให้ “จิตเปลี่ยน สมองเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน” อยากเปลี่ยนชีวิตอย่างลึกซึ้งถึงขั้นแกนในแห่งชีวิตควรเริ่มจากสมาธิภาวนาขั้นลึก ซึ่งต้องฝึกอย่างเป็นนิสัยในทุกวันจนเกิดเป็นสมาธิภาวนาตามธรรมชาติ

๗.ตระหนักรู้ความจริงพื้นฐานของชีวิตข้อนี้เอาไว้ให้ดีว่า “สุขภาพ คือ รากฐานแห่งความสุขของชีวิต” เนื่องเพราะ “หากมีเงินมหาศาล แต่ไม่มีสังขารจะอยู่ใช้เงิน” ทรัพย์สินประดามีก็หมดความหมาย ดังนั้น จงทำมาหากินอย่างมีสติบนทางสายกลาง อย่าปล่อยให้การทำมาหากินเป็นการล้างผลาญสุขภาพ จนต้องเอาเงินที่หามาด้วยความยากลำบากไปซื้อสุขภาพคืนมาจากหมอ และจงอย่าทำงานเหมือนจุดไม้ขีดเผาชีวิตตัวเอง แต่จงทำงานเหมือนกำลังรดน้ำให้แก่ต้นไม้แห่งชีวิตของตัวเองจนเกิดภาวะสดชื่นรื่นเย็นทั้งกายและใจ หรือภาวะ “งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์” ไม่ใช่ “งานสัมฤทธิ์-แต่-ชีวิตทุกข์ระทม”

๘.อย่าประมาทสุขภาพด้วยการเชื่อแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่บอกว่า หากไม่มีพันธุกรรมเป็นมะเร็ง ก็จะปลอดภัยจากโรคร้ายชนิดนี้ จนลืมนึกไปว่า โรคร้ายบางอย่างไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังสามารถเกิดจาก “Life style” (พฤติกรรมการใช้ชีวิต) อีกด้วย ดังนั้น จงอย่าใช้ชีวิตสุดโต่ง เพราะเรามีเพียงชีวิตเดียว ป่วยใหญ่ครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากจะเหมือนเดิม ตายครั้งเดียว ทุกอย่างก็จบสิ้นทั้งหมด หลับนอนให้เป็นเวลา เผื่อเวลาให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง เอาน้ำตาลออกจากชีวิต ลดแป้ง ลดของทอด ของมัน ของเผ็ด ของเปรี้ยว ของเค็ม หลีกเลี่ยงอาหาร fastfood น้ำอัดลม กินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มากกว่ากินคุณค่าเทียมที่พ่วงมากับอาหาร เช่น กินแพง กินหรู กินตามเทรนด์ เปลี่ยนมากินเพื่อฟื้นฟูดูแลสุขภาพเป็นสำคัญ “กินอาหารเป็นยา ไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร” ยังเป็นคำพูดที่ใช้ได้อยู่เสมอ

๙.คุณ ”โรเบิร์ต วอลดิงเกอร์“ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลแมสซาชูเสตส์เจนเนอรัล กล่าวว่า “ความเหงาเป็นอันตรายถึงชีวิต มันร้ายกาจพอๆ กับการสูบบุหรี่หรือการติดสุรา“ จากคำกล่าวนี้ยืนยันถึงสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” คือ คนเราจะมีความสุขเมื่อได้อยู่ในสังคมคุณภาพ โดยมี good relationship หรือ “สัมพันธภาพที่ดี” กับคนรอบข้างทั้งเบื้องบน (พ่อแม่,ผู้นำทางจิตวิญญาณ,ครูบาอาจารย์,ผู้บริหารในองค์กรที่ตนสังกัด) ด้านล่าง (คนต่างวัยที่อายุน้อยกว่าตัวเอง) ด้านข้าง (คนรัก เพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว) เพราะสัมพันธภาพที่ดีจะช่วยปกป้องคนเราจากความเหงา การขาดความรัก ความวิตกกังวล ภาวะขาดความเชื่อมั่น การดูถูกศักยภาพตัวเอง (บุลลี่ตัวเอง) ภาวะขาดความภูมิใจในชีวิต ตรงกันข้าม เมื่อใครก็ตามมีสัมพันธภาพที่ดีกับตัวเอง (เช่น เชื่อมั่นในตัวเอง มองเห็นว่าตัวเองก็มีดีหลายด้าน) คนรอบข้าง สังคม ที่ทำงาน เขาคือคนโชคดีที่มี safe zone ไว้คอยรับฟัง ปรึกษา เกาะเกี่ยว ทำให้ชีวิตไม่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ยามทุกข์ มีคนรับฟัง (การระบายทุกข์ ช่วยลดปมทางจิตได้อย่างยอดเยี่ยม) ยามสุข มีคนร่วมแชร์ จึงทำให้ชีวิตมีความหมาย มีคุณค่า เสริมความเชื่อมั่นว่า ชีวิตมีความหมาย เกิดพลังใจในทางสร้างสรรค์และเชื่อมั่นในการเผชิญปัญหาสารพัดที่รออยู่เบื้องหน้า การได้รัก การรับรู้ว่าถูกรัก การมีใครสักคนที่ตนรัก ล้วนชุบชูใจให้มีไฟอยู่สู้ชีวิตไปจนแก่เฒ่าอย่างมีความหมาย

๑๐.มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์เป็นพื้นฐานอยู่ในเรือนใจเสมอ ไม่ว่าตัวเองจะดีวิเศษแค่ไหน แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ดีวิเศษพอที่จะไปด้อยค่า ด้อยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ในโลกนี้ ไม่มีใครมีความสุขจากการถูกตัดสิน จากการบุลลี่ จากการดิสเครดิต จากการกล่าวร้ายป้ายสี ทุกชีวิตล้วนศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีความหมาย ล้วนมีความสำคัญ จงเคารพทุกชีวิตเหมือนหนึ่งเราเคารพตัวเอง จงชุบชูผู้คนที่อยู่ตรงหน้าด้วยการเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของเขา จงติดปีกให้กับผู้คนที่เดินอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะในชีวิตหรือในที่ทำงาน และจงเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เป็นพระเอก นางเอก บนเส้นทางของเขา อย่าแสวงหาความเด่นดังจากเวทีของคนอื่น รู้ว่าบทของตัวเองจะมาถึงเมื่อไหร่และอยู่ตรงไหน โปรดจงจำไว้อย่างหนึ่งว่า “คนมีปัญญาแท้ ไม่ตัดสินใคร มีแต่จะเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ”

โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ๑ มกราคม ๒๕๖๙
UNHCR Patron for Peace and Compassion
ผู้ก่อตั้ง The Vajiramedhi Scholarship in Pali Studise (University of Oxford)
ผู้ก่อตั้ง Mindfulness Habits Academy


กำลังโหลดความคิดเห็น