xs
xsm
sm
md
lg

‘รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์’ ผู้ไปสัมผัสขั้วโลก! บอกภาวะโลกร้อนรุนแรงแค่ไหน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.ดร.สุชนา  ชวนิชย์  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  สองนักวิจัยไทย พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัยจากประเทศไทยรวม 13 ชีวิต ได้เดินทางด้วยเรือปฏิบัติการถึงบริเวณชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก และดำน้ำเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นการวิจัยใต้ทะเลอาร์กติก ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีผ่านมา
“ขั้วโลกใต้ถ้าน้ำแข็งละลายหมด น้ำทะเลจะสูง 50 เมตร เท่ากับความสูงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราจะไปอยู่ที่ไหน หรือ แล่นเรือไปที่เกาะเหนือสุดของโลกหรือ เวลานี้นับได้เลยว่าแผ่นน้ำแข็ง หรือก้อนน้ำแข็งมีกี่ก้อน เพราะเหลืออยู่น้อยมาก” นี่คือคำบอกเล่าของ ‘รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์’ ผู้ไปพบวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของโลกโดยตรง ณ ขั่วโลก

งาน Fridays for Future เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านทา ทางทีมงานผู้จัดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสำรวจขั้วโลกถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน

รศ.ดร.สุชนา เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ไปสำรวจขั้วโลกใต้ถึงสองครั้ง ขั้วโลกเหนือถึงสามครั้ง ภายใต้โครงการศึกษาตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อาจารย์ได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 1 of 17 Asia Power Women ของ Her World , รางวัลจาก UNESCO และ National Geographic


ต่อไปนี้ คือ เนื้อหาล้วนๆ ที่อาจารย์ บรรยายให้ฟัง

“การไปของเราไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโลกทัศน์ให้กับนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการค้นคว้าสิ่งใหม่ๆว่า บริเวณขั้วโลกที่บริสุทธิ์ ปราศจากมนุษย์อยู่อาศัยเป็นอย่างไร ขั้วโลกเหนือและใต้เป็นปราการด่านแรก ที่จะบอกเราว่าโลกเราขณะนี้เป็นอย่างไร สุขภาพเป็นอย่างไร”

“การเดินทางต้องเดินทางด้วยเรือ 1 เดือน อยู่อาศัยที่ขั้วโลก 2 เดือน และเดินทางกลับด้วยเรือ 1 เดือน ต้องประสบกับพายุหิมะ สิ่งที่ทำให้เราเรารู้สึกตกใจมาก เราพบว่า ขั้วโลกเหนือและใต้ ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์นั่นก็คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก๊าซที่พวกเราปล่อยไม่ได้จะอยู่แค่ที่ประเทศเรา แต่จะไปตกอยู่ที่ขั้วโลกเหนือและใต้ ทำให้ขั้วโลกเหนือและใต้เปรียบเสมือนภาชนะรองรับของเสียของโลก อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงขึ้น และน้ำแข็งละลาย”

ผลกระทบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ
“เพนกวินมีการอยู่รอดน้อยมาก อัตราการอยู่รอดน้อยกว่า 10% จากในอดีตอัตราการรอดมากกว่า 50% สาเหตุมาจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย อาหารของเพนกวินลดลง พ่อแม่เพนกวินใช้เวลาออกหาอาหารนานมาก ลูกเพนกวินน้อยที่รออยู่จึงต้องเสียชีวิต เช่นเดียวกับลูกแมวน้ำ “

“เมื่อปีที่แล้ว พวกเรา 13 ชีวิตคนไทยได้ไปที่ขั้วโลกเหนือ พบกับหมีขาวบนหน้าผา ไม่ใช่บนแผ่นน้ำแข็ง หมีขาวต้องกินหญ้ามอส ทั้งๆที่อาหารจริงๆของหมีขาวคือแมวน้ำ แต่เพราะแผ่นน้ำแข็งที่หมีขาวใช้เป็นที่ไปหาอาหารล่าแมวน้ำหายไป หมีขาวจึงเลือกที่จะอยู่บนหน้าผาแทน ปัจจุบันหมีขาวมีรูปร่างผอมโซมาก”

นอกจากนี้ อาจารย์ยังต้องไปเก็บขยะ ที่จุดสูงสุดของโลก ที่ๆไม่มีคนอยู่อาศัยกลับพบขยะที่มาจากทุกแห่งหนทั่วโลก

“เราเองที่อยู่เมืองไทย ก็เริ่มได้ผลกระทบแล้วเช่นกันจากขยะที่เราทิ้ง พวกเรากำลังกินขยะเข้าไป ขยะไมโครพลาสติกผ่านทางอาหารทะเล หรือน้ำดื่ม ในท้องของคนหนึ่งคนมีขยะพลาสติกหมื่นชิ้นต่อคน “

อาจารย์ยังกล่าวถึงการละลายของน้ำแข็งที่น่ากลัว
“ขั้วโลกเหนือถ้าน้ำแข็งละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 5 เมตร ที่ขั้วโลกใต้ถ้าน้ำแข็งละลายหมด น้ำทะเลจะสูง 50 เมตร เท่ากับความสูงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วอนาคตเราจะไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ทุกวันนี้ ระดับน้ำทะเลจะไม่สูงมาก แต่ทุกปีน้ำทะเลสูงขึ้น 2-3 mm สังเกตได้จากการกัดเซาะชายฝั่งของไทยทุกวันนี้”

“ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อปะการังด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นานาชีวิต และแหล่งโปรตีนสำคัญ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศของเรา ถ้าไม่มีปะการัง ก็จะทำให้ขาดแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของบ้านเรา”

ในช่วงเวลาที่ผ่านไปนี้ สถานการณ์เลวร้ายแย่ลงอย่างไร ?
“ถ้าเราไม่เห็นด้วยตา เราจะไม่รู้เลย มันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก จากที่เราได้มีโอกาสไปหลายครั้ง ครั้งล่าสุดปีที่แล้ว กว่าเราจะได้เห็นก้อนน้ำแข็ง หรือแผ่นน้ำแข็ง น้อยมาก แล่นเรือไปที่เกาะเหนือสุดของโลก นับได้เลยว่าแผ่นน้ำแข็งหรือก้อนน้ำแข็งมีกี่ก้อน แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งละลายไปมาก อุณหภูมิเฉลี่ยขั้วโลกเหนือตอนนี้ สูงกว่าเดิม 4 C , IPCC ต้องการให้อุณหภูมิสูงไม่เกิน 2 C ภายในสิ้นศตวรรษนี้ แต่ที่ขั้วโลกสูงไปแล้วกว่า 4 C”

อาจารย์ปิดท้าย ให้ข้อคิดกับพวกเราดังนี้
“โลกของเราตอนนี้กำลังป่วย เราสามารถช่วยได้ถ้าสามารถปรับพฤติกรรม ถ้าเรารู้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราทำให้โลกของเราป่วย เราสามารถช่วยได้ ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา หันมาใช้จักรยาน ขับรถให้น้อยลง ปลูกต้นไม้ ลดการสร้างขยะ
เราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากอยู่ในโลกแบบไหน และพฤติกรรมของเราจะเป็นตัวกำหนด เริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อโลกของเราและลูกหลาน ช่วยกันรักษาโลกใบนี้นะคะ”

คงไม่มีใครอธิบายภาวะโลกร้อนได้ดีไปกว่าผู้ที่ได้ไปพบเห็นกับตาจริงๆ และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลอ้างอิง เพจเฟซบุ๊ก Too Young to Die


กำลังโหลดความคิดเห็น...