xs
xsm
sm
md
lg

จีน-อินโดนีเซีย เร่งเพิ่มพื้นที่เลื้ยงปลาในนาข้าว ย้อนแย้งวิถีไทย! “ในน้ำไม่มีปลา ในนาข้าวมีสารพัดสารพิษ”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ขณะนี้รัฐบาลจีนและอินโดนีเซีย กำลังส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงปลาในนาข้าวอย่างขนานใหญ่ แต่ขณะเดียวกันเมืองไทยยุค 4.0 “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ที่หมายถึงบ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นเรื่องเล่าในอดีต ชี้เหตุจากการใช้สารเคมีอันตราย ทำให้ปลาในนาอยู่ไม่ได้
ประเทศจีนเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงปลาในนาข้าวเพิ่มขึ้นมากถึง 11% ระหว่างปี 2016-2017 ทำให้พื้นที่ปลาในนาข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 ล้านไร่ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ทางรัฐบาลเขาจัดทำโครงการ Gentanadi เพิ่มพื้นที่เลี้ยงปลาในนาข้าว 6.25 ล้านไร่
ชาวจีนภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรมเกษตรนี้มาก โดยได้ยื่นขึ้นทะเบียนเป็น “Globally Important Agricultural Heritage System” แล้ว พร้อมกับส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่นิเวศวัฒนธรรมนี้ไปพร้อมๆ กัน เท่ากับว่ายิงปืนครั้งเดียวได้นก 3-4 ตัวไปพร้อมกัน
การศึกษาในประเทศจีนพบว่า แทนที่ผลผลิตข้าวจะลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ในขณะที่ผลผลิตข้าวที่เลี้ยงปลาในนาข้าวของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 10-20% ไม่รวมผลผลิตจากปลา 192-260 กิโลกรัม/ไร่ หากคิดราคาปลานิลกิโลกรัมละ 50 บาท เท่ากับชาวนาหลายล้านคนใน 2 ประเทศนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากถึง 11,300 บาท/ไร่ (เฉพาะรายได้จากปลาอย่างเดียว) ไม่นับผักและอาหารธรรมชาติที่ได้ฟรีๆ จากแปลงนา
หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซีย อย่างเช่นที่รัฐสลังงอร์ เขามีเทคนิคการทำเกษตรผสมผสานที่เรียกว่า ‘DEM CARA PENDEDERAN IKAN SISTEM TANAM JAJAR LEGOWO MINA PADI’ ซึ่งก็คือระบบการเลี้ยงปลาในร่องนาข้าว ซึ่งไม่เพียงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องปุ๋ยและอาหารปลาเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย
ระบบการเลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นระบบนิเวศตามธรรมชาติที่มีการเกื้อกูลสมประโยชน์กันระหว่างข้าวและปลา ลดการใช้ปุ๋ยเลิกการใช้สารพิษในระบบเกษตร และมนุษย์เป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบนิเวศเกษตรนี้

หันกลับมามองประเทศของเราที่เดินออกมาห่างไกลจากวิถีธรรมชาติ มีการส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยว แปลงใหญ่ และการใช้สารพิษในนาข้าวสารพัดชนิดทำให้การเลี้ยงปลาในนาข้าวกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต และรัฐบาลก็มักจะนึกได้แค่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องปัญหาราคาข้าว
โดยเฉพาะการใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืชในนาข้าว คือสาเหตุหลักทำให้ปลาในนาข้าวอยู่ไม่ได้ และยังเป็นสารเคมีที่อันตรายต่อผู้ใช้และผู้บริโภค โดยเฉพาะสารเคมีอันตราย 3 ชนิด
1.ไกลโฟเซต หรือ สารควบคุมวัชพืช มีการนำเข้า 59.85 ล้านกิโลกรัม ที่มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง โรคไต และศาลแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เคยตัดสินให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เกิดจากการฉีดพ่น
2.คลอร์ไพริฟอส หรือสารกำจัดแมลงศัตรูพืช มีการนำเข้า 3.32 ล้านกิโลกรัม ที่ศาลสหรัฐอเมริกา สั่งให้ EPA แบนใน 60 วัน เมื่อปี 2561 เพราะมีผลต่อสมองทารกและเด็ก
และ 3.พาราควอต หรือสารกำจัดวัชพืชประเภทไม่เลือกทำลาย มีการนำเข้า 44.50 ล้านกิโลกรัม ในหลายประเทศ “ประกาศแบน” เพราะมีพิษฉับพลันสูง

ด้วยเหตุความตระหนักผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนี้ ทำให้เกิดการรวมตัวของนักวิชาการหลายๆ ครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหว เช่นในเวทีเสวนา “รวมพลคนสู้ทุน...(ผูกขาด)” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ตามรายงานกรมการเกษตรในปี 2560 มีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอันตรายมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดมีอันตรายทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม
แม้จะรู้ว่าสร้างผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด ทั้งที่ในต่างประเทศประกาศแบน มีการควบคุมการนำเข้าสารเคมีอันตราย แต่ประเทศไทยมีลักษณะนำเข้าอย่างกึ่งเสรี...ปริมาณมหาศาลมากที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การเกษตรกรรมของประเทศ ประมาณว่ามากเกินกว่าความจำเป็น
ข้อมูลอ้างอิง
เพจเฟซบุ๊ก เมืองเกษตรสีเขียว https://www.facebook.com/183063271732202/posts/2479966488708524


กำลังโหลดความคิดเห็น...