xs
xsm
sm
md
lg

#ไม่หลอดเนาะ ที่ประเทศไทย…เขาทำอะไรกันนะ?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ก่อนจะไปดู “การรณรงค์ให้เลิกใช้หลอดพลาสติก” ในบ้านเรา อยากให้รู้ ดูความคืบหน้าของนานาประเทศ ว่าเขาเอาจริงเอาจังกันมากหรือน้อย
การรณรงค์ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ฯลฯ ขอความร่วมมือจากผู้บริโภคให้งดใช้หลอด และเชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ผับ บาร์ ให้เลิกเสิร์ฟหลอด เปลี่ยนไปแจกหลอดเฉพาะลูกค้าที่ต้องการใช้
ส่วนในเอเชีย ไต้หวันดูจะก้าวหน้าที่สุด แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า กำลังจะเริ่มใช้กฎหมายควบคุมขยะพลาสติก โดยให้ร้านอาหารชั้นนำรายใหญ่ๆ หยุดบริการหลอดพลาสติกแก่ลูกค้าที่นั่งรับประทานในร้านตั้งแต่ปี 2562


ามมาดูที่บ้านเรา ประเทศไทยทิ้งขยะลงทะเลมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ในที่สุดก็มีการรณรงค์ให้เลิกใช้หลอดพลาสติกโดยสมัครใจ ซึ่งเริ่มก่อตัวชัดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาทิ
กลุ่ม ReReef กับเครือข่ายร้านกาแฟและร้านอาหารหัวใจสีเขียว (Green Cafe Network) ริเริ่มขบวนการงดหลอด Straws on Request โดยร้านที่เข้าร่วมขบวนการต้องเปลี่ยนจากเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมหลอดแบบเดิมๆ มาเป็นแจกหลอดแก่ลูกค้าที่แจ้งความต้องการเท่านั้น
และกลุ่ม greenery.org ที่ชักชวนใครๆ มามอบของขวัญให้โลกตั้งแต่ต้นปี โดยกำหนดภารกิจท้าทายเดือนละ 1 ภารกิจ ให้ผู้สนใจร่วมลงมือทำและแบ่งปันเรื่องราวผ่านกลุ่ม Greenery Challenge ในเฟซบุ๊ก เริ่มเดือนมกราคมด้วย ‘ขวดเดียวแก้วเดิม’ ซึ่งแม้จะเน้นที่การพกกระติกหรือแก้วน้ำส่วนตัวเพื่อลดขยะขวดน้ำพลาสติกและแก้วพลาสติกจากการซื้อเครื่องดื่มในแต่ละวัน ยังต้องแถมพ่วง #ไม่หลอดเนาะ เข้าไปด้วยเพื่อลดขยะหลอดพลาสติกได้อีกชิ้น พร้อมกับเสนอสารพัดหลอดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นทางเลือก
แต่มาตรการบังคับคงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะประเทศไทยเลือกแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยแนวทางประนีประนอมมาโดยตลอด การรอคอยให้รัฐออกกฎหมายแล้วประชาชนค่อยขยับปฏิบัติตาม จึงไม่เข้าท่านักกับวิกฤตขยะพลาสติกขณะนี้
ทั้งจากผลสำรวจโดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจียที่ระบุว่า ประเทศไทยทิ้งขยะลงทะเลมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และจากผลการศึกษาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งรายงานการจำแนกขยะในทะเลว่า พบหลอดพลาสติกมากเป็นอันดับ 2 รองจากถุงพลาสติก
บางคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่า นอกจากเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลโดยตรงแล้ว พลาสติกที่ลอยเท้งเต้งในน้ำเค็มนานๆ ยังสลายตัวเป็น ‘ไมโครพลาสติก’ หรือเศษพลาสติกขนาดจิ๋วเกินกว่าสายตาเราจะมองเห็น จากนั้นก็เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารผ่านทางแพลงค์ตอน กุ้ง ปลา ตามลำดับขั้นการกิน
อย่างไรก็ดี มาตรการ ลด-ละ-เลิก การใช้หลอดพลาสติกโดยสมัครใจที่ดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่รู้สึกรู้สากับปัญหา ซึ่งมีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น แต่ก็ยังเชื่อว่าจะสามารถขยายวงกว้างขึ้นได้หากพวกเราลงมือทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสื่อสารความจำเป็นของการบอกเลิกหลอดพลาสติกไปเรื่อยๆ
ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใส่ใจเรื่องนี้อาจสื่อสารกับลูกค้าผ่านป้ายขนาดเล็กที่ตั้งบนโต๊ะหรือบนเคาน์เตอร์สั่งอาหารเครื่องดื่ม ผ่านคำอธิบายที่แทรกอยู่ในเมนูเครื่องดื่ม หรือแม้แต่พูดคุยบอกกล่าวกับลูกค้าตรงๆ
ขณะที่ผู้บริโภคซึ่งนิยมลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองก่อน ก็สามารถยืนยันเจตนาไม่รับหลอดพลาสติกให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มรับรู้ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องช่วงชิงจังหวะบอกให้ทัน ก่อนเขาจะเสียบหลอดตามความเคยชิน บางครั้งพลาดบอกช้าเกินไป พนักงานจึงหยิบหลอดใหม่เอี่ยมออกจากแก้วแล้วหย่อนลงถังขยะให้จี๊ดใจเข้าไปอีก
ในกรณีของฟาสต์ฟู้ดที่เล่าไปข้างต้นนั่น ซีอีโอเปิดเผยว่า “ลูกค้าหลายคนบอกเราว่า ไม่ต้องการหลอด และถ้าพวกเขาต้องการใช้ ก็จะเอ่ยปากขอพนักงานเอง เราจึงลงมือทำสิ่งนี้” นี่ก็บอกได้ว่า ลูกค้านั้นมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงผู้ประกอบการด้วย
หากใครเริ่มรู้สึกอยากเลิกหลอดพลาสติกขึ้นมาตะหงิดๆ แต่กระอักกระอ่วนที่จะประกบปากกับแก้วนอกบ้าน ขอแนะนำให้พกหลอดที่ใช้ซ้ำได้ เช่น หลอดซิลิโคน หลอดสเตนเลส แต่ต้องไม่ลืมซื้อแปรงไซส์จิ๋วมาล้างทำความสะอาดภายในหลอดด้วยนะ หรือจะติดกระติกน้ำส่วนตัวไปไหนมาไหนก็ได้เช่นกัน
ดังกล่าวนี้ก็แค่อยากให้ช่วยๆ กันคนละมือละไม้ จะได้ไม่มีหลอดพลาสติกใดต้องจบการเดินทางในรูจมูกของเต่าทะเลตัวไหนอีกแล้ว
ข้อมูลอ้างอิง
https://themomentum.co/green-next-door-straw-free-campaign/
facebook greenery.org และ ReReef


กำลังโหลดความคิดเห็น...