แนวเกม แอ็คชันอาร์พีจี
แพลตฟอร์ม PS5, Xbox Series, PC
เรตเกม ESRB: 17 เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป
เกมแอ็คชั่นอาร์พีจีแฟรนไชส์ใหม่ที่ฝันใฝ่อยากจะเหมือน อยากจะเป็นให้ได้ดั่ง The Witcher 3 แม้สุดท้ายมันจะมาได้ไกลและเป็นได้เพียงงานเกรดท๊อปมิลเลอร์ก็ตาม
The Blood of Dawnwalker นั้นเป็นผลงานสร้างสรรค์ของทาง Rebel Wolves สตูดิโอพัฒนาเกมหน้าใหม่ที่ร่วมก่อตั้งโดยคุณ "Konrad Tomaszkiewicz" อดีตผู้กำกับเกม The Witcher 3: Wild Hunt และเหล่าพนักงานจาก CD Projekt แน่นอนว่าจุดประสงค์เป้าหมายหลักที่พวกเขาตัดสินใจแยกทางจากต้นสังกัดเก่า ก็เพื่อปั้นไอพีเกมใหม่ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เล่นที่กระสันอดใจรอคอยการผจญภัยครั้งใหม่ในจักรวาล เดอะวิทเชอร์ ไม่ไหวแล้วนั่นเอง
เรื่องราวของเกมเริ่มขึ้นในยุคศตวรรษที่ 14 ณ อาณาจักร Vale Sangora ที่กำลังเผชิญปัญหาโรคภัยไข้ระบาดอันเป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อทุกคนต้องคอยหลบหนีจากการกวาดล้างเผากำจัดอย่างน่าอนาถ และน้องสาวของพ่อหนุ่ม Coen ตัวละครเอกของเกมก็เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อดังกล่าว พี่อย่างเราจึงต้องพาเธอหลบหนี แต่สุดท้ายก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้เมื่อ Brencis หัวหน้ากลุ่มแวมไพร์ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเสนอทางเลือกให้ดื่มเลือดอมตะขจัดโรคร้าย แลกกับการที่ต้องเป็นทาสรับใช้เครื่องเซ่นสังเวยของพวกมันไปตลอดกาล ซึ่งจากกระบวนการแปรสภาพที่เกิดผิดพลาดส่งผลให้พ่อหนุ่ม Coen ของเราแทนที่จะตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ กลับกลายร่างเป็น Dawnwalker ลูกครึ่งพันธุ์ผสมระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ ผู้มีชีวิตอยู่ได้ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน
ระบบการเล่นพูดได้ว่าแทบจะถอดแบบทุกอย่างมาจากซีรีส์ The Witcher ที่เน้นการฟาดฟัน ตั้งการ์ด และหลบหลีกเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งทีมงาน Rebel Wolves คงคิดว่าแค่ลอกเขามาเฉยๆอาจดูธรรมดาเกินไป เลยเสริมระบบทิศทาง Direction ในการโจมตีเข้ามาเพื่อให้มันมีความโดดเด่นแตกต่าง ลองนึกถึงเกมอย่าง Kingdom Come: Deliverance หรือ For Honor ที่ผู้เล่นสามารถเลือกทิศทางโจมตีได้อิสระว่าจะตีบน ตีล่าง ตีซ้าย หรือตีขวา ด้วยการดันอนาล็อกขึ้น ลง ซ้าย ขวาแนบไปพร้อมกับการกดปุ่มโจมตี ขณะเดียวกันหากเป็นฝ่ายตั้งรับเราก็สามารถกำหนดทิศทางได้ว่าจะการ์ดบน การ์ดล่าง การ์ดซ้าย หรือการ์ดขวา ผ่านการโยกอนาล็อกควบคู่ไปกับการกดปุ่มบล็อคเช่นกัน เรียกว่าเป็นการเติมมิติความยุ่งยากซับซ้อนชวนสับสนหัวร้อนทบเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป
ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมอาร์พีจีย่อมอุดมไปด้วยเควสต์มากมายจำนวนมหาศาลทั้งหลักและรองรอให้เราเข้าไปทำ แต่เกมนี้คุณจะไม่สามารถรับได้ทุกเควสต์เหมามันได้หมดทุกกิจกรรม เนื่องด้วยเวลาบีบจำกัด 30 วัน 30 คืนที่ตัวเอกต้องใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่าเพื่อเร่งพัฒนาฝีมือทักษะให้พร้อมแล้วไปท้าดวลกับ Brencis ให้ทันก่อนที่ครอบครัวของเขาจะถูกสังเวย ซึ่งเวลาในเกมนั้นจะไหลเดินไปข้างหน้าเหมือนดั่งสายน้ำ ผ่านแล้ว ผ่านเลย มิอาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก ฉะนั้นเราจึงต้องเลือกตัดสินใจบริหารให้ดีว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับอะไร เลือกทำเควสต์ไหนที่มันดูคุ้มค่า อยากช่วยเหลือใคร อัพสกิลไหนก่อนหลัง หรือพูดคุยกระชับความสัมพันธ์กับตัวละครใดบ้าง ในแต่ละวันแต่ละคืนที่ล่วงเลยผ่านพ้นไปอย่างไม่มีวันหวนคืน...นอกเสียจากโหลดเซฟเล่นใหม่น่ะนะ
พลังของ Coen จะมีความแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวัน หากเป็นช่วงกลางวันที่พลังผีดิบยังไม่ตื่น เราแทบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ธรรมดาปกติทั่วไปใช้ดาบเป็นอาวุธและต้องพึ่งพาพลังเวทมนตร์คุณไสยที่ได้เรียนรู้มาจากแม่สาวคนสนิท แต่พอตะวันตกดินพระจันทร์ฉายแสงเมื่อไหร่ก็ถึงเวลาที่อสูรร้ายซึ่งหลับใหลอยู่ภายในตัวออกล่าหาเหยื่อกินเพื่อดับความหิวกระหาย พบเห็นสัตว์ก็จับมันมาดูดเลือดเติมพลัง แถมยังมีวิชา Shadow Step พุ่งแดชเกาะผนังหรือใช้วาร์ปข้ามทางขาดในระยะสั้นๆได้อีกต่างหาก ถึงพลังแวมไพร์จะไม่ได้มาแบบจัดเต็มเวอร์วังเหมือนอย่างที่เคยเห็นในหนังฮอลลีวูด แต่มันก็มอบฟีลอารมณ์ของการเป็นผีร้ายที่พอใช้ได้ในระดับหนึ่ง
แม้ทีมพัฒนาจะย้ำนักย้ำหนาว่าตัวเกมถูกสร้างบน Unreal Engine 5 ทว่าภาพกราฟิกที่ออกมามองยังไงมันก็ยังดูเหมือนเกมจากยุค Unreal Engine 4 หรือเก่าแก่มากกว่านั้น พวกแสงเงารายละเอียดดีเทลฉากยันโมเดลใบหน้าตัวละครช่างดูเชยล้าสมัยไม่ต่างจากเกมเมื่อ 10 ปีก่อน ข้อดีเพียงอย่างเดียวของมันคือไม่กระตุกหากเปิดรันในโหมด Performance (60fps) เท่านั้นเอง ซึ่งผู้เขียนก็แอบรู้สึกผิดหวังเล็กๆอยู่เหมือนกัน เพราะนานทีอุตส่าห์มีเกมจากฟากฝั่งตะวันตกที่ออกแบบตัวละครหญิงสาวได้ถูกสเปกตรงใจฉัน บทพูดเสียงพากย์อะไรก็โอเคหมดแล้ว แต่กลับถูกถ่ายทอดออกมาในสภาพกราฟิกยุคโบราณเจนฯเก่าน่าเศร้าเสียจริง
ถึงงานภาพในบางจุดจะดูเชยตกยุคล้าสมัย แต่มันก็ยังไม่ใช่จุดอ่อนที่สุดของเกม เพราะสิ่งที่ย่ำแย่กว่าคือระบบการเล่นที่ออกแบบมาให้เล่นยากเกินความจำเป็น ระหว่างต่อสู้สายตาเราต้องคอยจดจ้องมองไปที่ทิศทางของลูกศรอยู่ตลอดเวลา ศัตรูโจมตีมาทิศไหนจะได้ตั้งรับถูก ซึ่งมันเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโฟกัสของเราอย่างยิ่งโดยเฉพาะตอนที่ศัตรูยกโขยงกันมาเป็นกลุ่ม เดี๋ยวตัวนี้ตีบน ตัวนั้นตีล่าง ปวดหัวยุ่งเหยิงไปหมด จากเกมแวมไพร์ที่ควรจะบู๊สนุกสนานกลับกลายเป็นเกมซิมฯฟันดาบจำลองชีวิตอัศวิน ต่อให้เปลี่ยนสลับไปใช้กรงเล็บต่อสู้เราก็ยังต้องสังเกตลูกศรเพื่อแพรี่ให้ถูกทิศเหมือนกันแทบไม่ต่างจากการใช้ดาบปกติ หากเป็นเกมอื่นเรามักรำคาญฉากคัตซีนอยากกดข้ามเพื่อที่จะได้เข้าเล่นบังคับตัวละครไวๆ แต่สำหรับเกมนี้ความรู้สึกมันดันสวนทาง เราอยากนั่งแช่ดูฉากคัตซีนปล่อยให้ตัวละครพูดคุยกันไปยาวๆ พอตัดเข้าสู่เกมเพลย์ต้องจับจอยเล่นจริงเมื่อไหร่กลับง่วงหาวอยากปิดเกมแล้วเข้านอน ซะอย่างนั้น
"The Blood of Dawnwalker เป็นเกมที่เดินตามสูตรอาร์พีจีสไตล์ตะวันตก จุดเด่นคือการนำเสนอบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกินใจ เน้นพูดคุยเจรจากันหูดับตับไหม้ ในขณะที่เกมเพลย์นั้นดูจะสำคัญน้อยรองลงมา ซึ่งเป็นอะไรที่หากคุณชอบก็จะตกหลุมรักทันที แต่ถ้าไม่ก็อาจถึงขั้นเกลียดเข้าไส้ไปเลย ในฐานะคนกลางที่เล่นได้หมดทุกแนว ผลงานผีหน้ามนผู้ทนยูวีนี้ถือว่าเล่าเนื้อหาออกมาได้ดีเลยละ เควสต์ดี เสียงพากย์ดี บรรยากาศก็ดี ทุกอย่างดีเลิศสอบผ่านหมดยกเว้นแค่เรื่องระบบเกมเพลย์ ที่ดูดร็อปดูด้อยสนุกน้อยกว่า The Witcher อย่างเห็นได้ชัด เกมนั้นยังพอเล่นเพลินๆสร้างความบันเทิงได้ แต่กับเกมนี้เราคงต้องขอยอมแพ้เพราะทนรับความแข็งทื่อของแอนิเมชั่นและความน่าเบื่อหน่ายตีๆฟันๆอันแสนจืดจางของมันไม่ไหวจริงๆ"
| เกมเพลย์ | 5 |
| กราฟิก | 7 |
| เสียง | 8 |
| เนื้อเรื่อง | 8 |
| ความคิดสร้างสรรค์ | 8 |
| ภาพรวม | 7.2 |
สนับสนุนบทความรีวิวโดยบริษัท บันไดนัมโค Bandai Namco Entertainment
*ทีมงานผู้จัดการเกม เรียนเชิญผู้อ่านทุกท่านร่วมเป็นแฟนเพจ ManagerGame ทางเฟซบุ๊กเพื่อเพิ่มช่องทางการรับรู้ข่าวสารวงการเกมครับ*


