แนวเกม แอ็คชั่นผจญภัย
แพลตฟอร์ม PS5, Xbox Series, PC, Switch 2
เรตเกม ESRB: M เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป
การกลับมาของยอดเกมแอ็คชั่นซามูไรที่ห่างหายจากวงการไปนานเกือบ 20 ปี ซึ่งมันเกือบจะสมศักดิ์ศรีหากไม่ติดที่เรื่องความซ้ำซากของภารกิจ
เรื่องราวในเกม Onimusha Way of the Sword ภาคใหม่ล่าสุดนี้ยังคงเป็นตีมเกี่ยวกับสงครามระหว่างกองทัพอสูรกับนักรบปีศาจเหมือนเดิม เพียงแค่เปลี่ยนโลกเซตติ้งและตัวละครหลักหันมาบอกเล่านำเสนอผ่านมุมมองของ "มิยาโมโตะ มูซาชิ" นักดาบหนุ่มผู้เป็นตำนานในช่วงวัยกำลังห้าวหาเรื่องท้าประลองกับเขาไปทั่วเพื่อขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง ทว่าชีวิตการไล่ล่าเกียรติยศในฝันกลับต้องสะดุดพลิกผันเมื่อเขาถูกเหล่าอสูรเก็นมะรุมสังหารกลายเป็นวิญญาณร่อนเร่ในขุมนรก แต่ด้วยพลังแห่งถุงมือ Oni Gauntlet ที่ได้รับจากชายแก่ปริศนา จึงทำให้มูซาชิฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตาย อีกทั้งยังได้รับพละกำลังเหนือมนุษย์พร้อมเป้าหมายใหม่ในชีวิต กับภารกิจกำจัดปราบอสูรและปิดรอยแยกมิติที่พวกมันใช้เดินทางมายังโลก อย่างไรก็ตาม มูซาชินั้นไม่ได้เป็นนักรบคนแรกและคนเดียวที่ได้ครอบครองถุงมือวิเศษนี้
ในยุคสมัยที่ทุกเกมแอ็คชั่นต่างพากันเดินตามรอยรูปแบบโซลไลค์ ทว่าโอนิมูฉะภาคล่าสุดกลับเลือกที่จะฉีกต่างออกไปในทิศทางของตัวเอง จริงอยู่ที่ศัตรูภายในเกมสามารถฟื้นคืนชีพได้หลังแตะจุดเซฟ รวมถึงมีเกจ Stamina อยู่ใต้หลอดเลือดของตัวละคร แต่สิ่งนี้ไม่ได้มาเป็นอุปสรรคจำกัดการเคลื่อนไหวของตัวละครแต่อย่างใด ผู้เล่นยังคงสามารถวิ่งไวและออกแอ็คชั่นฟาดฟันต่อคอมโบได้ต่อเนื่องลื่นไหลเหมือนเช่นภาคก่อนๆ หน้าที่ของเกจสตามิน่าคือเป็นเกราะป้องกันอาการเสียหลักเท่านั้น หากคุณกดปัดป้องแพรี่และหลบหลีกการโจมตีของศัตรูได้ถูกจังหวะ เกจสตามิน่าของพวกมันจะลดหายลงไปอย่างมากพร้อมกับเข้าสู่สถานะ Break เปิดโอกาสให้คุณใช้ท่าพิฆาตปลิดชีพดับลมหายใจมันได้ในดาบเดียว และในทางกลับถ้าเรามัวแต่ตั้งการ์ดป้องกันเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ก็มีโอกาสสตามิน่าหมดเสียหลักพลาดท่าได้เช่นเดียวกัน
ต่างจาก "ซามาโนะสุเกะ" หรือพี่สมรักษ์ "จูเบย์ ยางิว" ที่มีทรงพระเอกมาดขรึมจริงจัง ตัวละครหลักหน้าใหม่อย่าง มูซาชิ ในช่วงวัยหนุ่มนั้นเขากลับเป็นนักสู้ที่ดูทะเล้นเปิ่นๆเน้นสนุกสนานเฮฮาซะมากกว่า แต่เวลาเอาจริงก็พร้อมสวมวิญญาณสัตว์ป่าพร้อมขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ นับเป็นการถ่ายทอดตีความบุคลิกของเจ้าตัวตามหน้าประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ชวนหลงใหล ซึ่งความฉลาดเจ้าเล่ห์หัวไวต่อสู้ด้วยมันสมองอย่างมีชั้นเชิงของมูซาชินี้เอง เราจึงเห็นเขาใช้ประโยชน์จากวัตถุสิ่งของและฉากสภาพแวดล้อมเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ เช่น ยิงธนูใส่คบเพลิงให้เปลวไฟกระจายแผดเผาศัตรูในบริเวณใกล้เคียง ยกกระดานยกผืนเสื่อขึ้นมากางเป็นโล่ป้องกัน หรือดันรถเข็นพุ่งชนกลุ่มศัตรูให้ล้มเป็นโดมิโน่ อะไรแบบนี้เป็นต้น
ลูกเล่นสุดคลาสสิคอย่าง Issen หรือท่าฟาดฟันโต้กลับสายฟ้าแลบที่เป็นทักษะลับขั้นสูงประจำซีรีส์ ในภาคนี้เราก็สามารถกดใช้มันได้เลยตั้งแต่เริ่มเกม เพียงแค่กดฟันปกติในจังหวะที่การโจมตีของศัตรูกำลังมาถึงตัวเราแบบฉิวเฉียด หากทำสำเร็จตัวละครจะวาร์ปไปฟันฉับศัตรูตัวนั้นให้ดับดิ้นในทันที โดยเทคนิคนี้ใช้ได้ผลกับศัตรูตั้งแต่ระดับสมุนลูกกระจ๊อกลามไปจนถึงบอสใหญ่เลยทีเดียว แถมเมื่อเล่นปลดล็อคต่อไปเรื่อยๆเรายังสามารถ Chain Issen เชนท่าวาร์ปฟันต่อเนื่องไปยังศัตรูในละแวกใกล้เคียงหรือ Ranged Issen พุ่งวาร์ปไปหาพลธนูที่อยู่ไกลห่างออกไปได้อีกต่างหาก แน่นอนมันเป็นอะไรที่ดูเท่มากออร่ามาเต็มถ้าคุณกดมันติด แต่ด้วยช่วงระยะเวลาการกดที่แสนสั้นเพียงแค่เสี้ยววินาที (สั้นกว่าช่วงเวลาเพอร์เฟกต์แพรี่ด้วยซ้ำ) นี่จึงเป็นเสมือนเทคนิคดาบสองคมหากพลาดขึ้นมาซึ่งรับรองว่าพลาดแน่ๆคุณก็รับประทานแดเมจไปเต็มๆ และสาเหตุการตายของผู้เล่นส่วนใหญ่ภายในเกมก็ล้วนมาจากความอยากเบียวอยากหล่อนี่แหละ
โอนิมูฉะภาควิถีแห่งดาบ จัดว่าเป็นเกมแอ็คชั่นที่ชาเลนจ์ตึงมือเกมหนึ่งเลยทีเดียว แต่มันเป็นความยากที่ค่อนข้างแฟร์ไม่ได้โหดหินใจร้ายเอาเปรียบคนเล่นมากเกินไป เวลาตัวละครเลือดเหลือน้อยใกล้ตาย ปริมาณวิญญาณโซลฟื้นฟูสีเหลืองที่ได้จากการฆ่าศัตรูก็เยอะตาม ยาสมุนไพร HP ก็มีให้เก็บเกลื่อนสามารถเดินตะลุยทั่วแม็พได้โดยแทบไม่ต้องแวะจุดเซฟเติมเสบียง นอกจากนี้ภายในหน้าเมนูการตั้งค่ายังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายที่เรียกว่า Action Prompt ซึ่งหากเปิดใช้งานมันจะแสดงปุ่มตอบโต้การโจมตีของศัตรูที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ เช่น ถ้าศัตรูพุ่งเข้ามาฟันเราจะเห็นสัญลักษณ์ L1 ลอยมาแต่ไกล หรือถ้ามันพุ่งเข้ามาจะจับจะถีบสัญลักษณ์ก็จะเปลี่ยนเป็นรูป O ให้เราเตรียมพร้อมเอานิ้วไปประจำรอที่ปุ่มนั้น ส่วนเรื่องจะกดตอนไหนนั้นขึ้นอยู่กับผู้เล่นที่ต้องคอยกะจังหวะเอาเอง มันแค่มาช่วยให้เราสามารถจำแนกแยกแยะอ่านท่วงท่าของศัตรูเฉยๆ มิได้ถึงขนาดจูงมือพาเราเดินเคลียร์ผ่านทุกอุปสรรค
ด้านงานภาพจากขุมพลัง RE Engine นั้นยังคงรักษามาตรฐานความสวยงามในแบบที่สาวกแคปคอมคุ้นเคยกันดี ถึงแม้จะไม่ได้สมจริงเวอร์วังเทียบชั้นเกมคลื่นลูกใหม่ในท้องตลาดและมีบางจุดที่ดูล้าสมัยอยู่บ้างโดยเฉพาะโมเดลตัวละครและการแสดงออกทางอารมณ์ตอนที่ไม่ได้อยู่ในฉากมูวี่คัตซีน หากคุณไม่ได้ซื้อเกมมาเพื่อจ้องจับผิดหรือซีเรียสจริงจังกับสีหน้าแววตาตัวละคร โฟกัสสนใจแค่เฉพาะเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกับฉากหลังญี่ปุ่นแฟนตาซีโบราณ มันก็พอมองข้ามข้อเสียเหล่านี้ไปได้ ส่วนประเด็นเรื่องที่ไม่มีคำบรรยาย ภาษาไทย มันก็ส่งผลต่ออรรถรสในการเล่นอยู่บ้างแต่ไม่มากอย่างที่คิด เพราะนี่คือเกมที่เน้นแอ็คชั่นบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาษากายเป็นหลัก แค่อาจมีหยุดแวะพูดคุยกับ NPC สื่อสารกับถุงมือบ้างพอหอมปากหอมคอ แถมคำศัพท์ที่เลือกใช้ก็ค่อนข้างเบสิคพื้นฐานไม่ยากเกินความพยายามของพวกเราที่จะทำความเข้าใจ
ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคของ RE Engine ที่มักเกิดปัญหายามเรนเดอร์ฉากขนาดใหญ่ที่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงเป็นอีกครั้งที่ทางแคปคอมเลือกตัดสินใจยึดแนวทางสร้างเกมแบบเส้นตรง แต่ใช่ว่าคุณจะถูกขังไม่มีอิสระใดๆเลยหรอกนะ เพราะทันทีที่คุณก้าวข้ามผ่านเนื้อเรื่องบทสอนช่วงต้นไป ตัวเกมจะพาคุณเข้าสู่กรุงเกียวโตอันเป็นพื้นที่ฮับศูนย์กลางระหว่างภารกิจ ซึ่งมีพื้นที่เปิดกว้างขนาดย่อมๆให้คุณได้เดินเล่นสำรวจ ตรวจสอบตรอกซอกซอย ค้นหาไอเทมลับ กำจัดอสูรอันธพาลที่ซ่องสุมจับกลุ่มกันอยู่ หรือทำไซด์เควสต์ช่วยเหลือชาวเมืองที่จะมอบของรางวัลบางอย่างเป็นค่าเหนื่อยตอบแทน เรียกว่าเป็นโซนผ่อนคลายให้คุณได้สูดลมหายใจเต็มปอดหลังจากตะลุยดันเจี้ยนคับแคบแบบปิดมาตลอดหลายต่อหลายภาค
ตามสไตล์เกมของแคปคอมที่พวกเรารู้กันดี ทั้งดาบ ถุงมือ ชุดเกราะ เครื่องราง และพลังพิเศษต่างๆ ทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าเราสามารถอัพเกรดเพิ่มเติมประสิทธิภาพได้หมด บางรายการต้องใช้ดวงวิญญาณสีแดงที่เก็บสะสมมาจากการต่อสู้ ในขณะที่ของอัพเกรดบางรายการอาจต้องใช้วัสดุหายากที่ได้จากการเปิดกล่องสมบัติหรือผ่านเควสต์ ถึงมันจะใช้เวลาในการฟาร์มอยู่บ้างเล็กน้อยแต่กล้าพูดเลยว่าพลังและของอัพเกรดแต่ละอย่างภายในเกมมันคุ้มค่าเหนื่อยทุกหยาดหยด เพราะมันมิใช่แค่ทำให้ตัวละครแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเราไปโดยสิ้นเชิง เรียกว่าหากจับตัวละครช่วงท้ายกับช่วงต้นมาวางเปรียบเทียบกันคุณจะรู้สึกเหมือนว่าเขาทั้งสองมาจากคนละเกม จากช่วงแรกๆที่ดูเป็นหนุ่มซามูไรธรรมดา ทว่าช่วงหลังๆนี่คือแบบ...เอาเป็นว่าให้ภาพตัวอย่างมันพูดแทนละกัน
แม้ตัวเกมจะตอบโจทย์โดนใจเหล่าผู้รักในวิถีบูชิโดแค่ไหน อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อตำหนิให้เราต้องติติงอยู่เหมือนกัน โดยจุดบอดของมันก็มาจากความที่ทีมงานอยากนำเสนอพื้นที่เปิดกว้างให้ผู้เล่นรู้สึกอิสระ ทว่าเทคนิคที่พวกเขาเลือกใช้กลับกลายเป็นการ 'ถ่วงเวลา' ยืดเพลย์ไทม์ออกไปให้ยาวกว่าที่ควรจะเป็น วันๆคุณจะสาละวนอยู่กับการโค่นต้นไม้ปีศาจเพื่อเปิดแม็พ กำจัดแก๊งค์ศัตรูหน้าเดิมๆเพื่อปิดรอยแยก และรับไซด์เควสต์ตามหากล่องสมบัติที่ซ่อนอยู่ตามมุมอับ ซึ่งสิ่งที่ทำไปทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องราวหลักน้อยมากๆเนื้อเรื่องแทบจะไม่เดินหน้าไปไหนเลย ทั้งที่พวกมันควรเป็นแค่ภารกิจเสริมคั่นเวลา แต่ตัวเกมทำราวกับว่านี่เป็นภารกิจหลักที่คุณต้องทำ หากไม่ทำคุณก็จะอดรับทรัพยากรสำคัญในการอัพเกรดตัวละคร พูดตามตรงเราเองรับได้นะถ้าตัวเกมมันสั้นหากทุกนาทีในนั้นเข้มข้นอัดแน่นด้วยเนื้อหาคุณภาพล้วนๆ ดีกว่าต้องมาฝืนทนเล่นเกมขนาดใหญ่ยืดยาวที่ภายในนั้นมีแต่น้ำ
"หัวใจหลักที่ทำให้ Onimusha Way of the Sword โดดเด่นกว่าเกมแอ็คชั่นทั่วไป คือรากฐานเกมเพลย์ฟันดาบที่หนักแน่นสนุกเร้าใจชนิดยากที่จะหาใครลอกเลียนแบบได้ เพียงจับศัตรูมาล็อคขังไว้ในห้องกับตัวเอกแค่นั้นมันก็สร้างความบันเทิงทำเราเพลิดเพลินได้ทั้งวัน เพราะวิธีในการกำจัดศัตรูมันค่อนข้างหลากหลายไม่ตายตัว ไม่ว่าจะหลบ จะบล็อก แพรี่สวนกลับ เบี่ยงทิศทาง หรือประจันหน้าวัดพลัง ทุกการตัดสินใจกระทำล้วนมอบผลลัพธ์ที่แตกต่างและมีความเท่ในแบบของมัน นี่ถ้าแคปคอมตั้งใจดีไซน์ออกแบบบอสและเควสต์กิจกรรมภายในเกมให้มันวาไรตี้หลายหลากเทียบเท่าระบบการเล่นอันสุดยอดได้สักครึ่งหนึ่ง เกมนี้คงมีโอกาสท้าชิงตำแหน่ง Game of the Year ได้เลย แอบเสียดายจริงๆ"
| เกมเพลย์ | 10 |
| กราฟิก | 8 |
| เสียง | 8 |
| เนื้อเรื่อง | 8 |
| ความคิดสร้างสรรค์ | 6 |
| ภาพรวม | 8 |
สนับสนุนบทความรีวิวโดยบริษัท แคปคอม
*ทีมงานผู้จัดการเกม เรียนเชิญผู้อ่านทุกท่านร่วมเป็นแฟนเพจ ManagerGame ทางเฟซบุ๊กเพื่อเพิ่มช่องทางการรับรู้ข่าวสารวงการเกมครับ*


