คดีประท้วงฮ่องกงปี 2019 ยืดเยื้อนานกว่า 7 ปี ล่าสุดศาลอุทธรณ์สุดท้ายฮ่องกงปฏิเสธคำร้องของนักแสดง “เกรกอรี หว่อง” ที่ขอคัดค้านคำพิพากษาความผิดฐานจลาจลและโทษจำคุก 6 ปี 2 เดือน จากเหตุผู้ประท้วงบุกอาคารสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2019 ส่งผลให้เจ้าตัวหมดช่องทางอุทธรณ์ในคดีนี้
คดีที่สืบเนื่องจากการประท้วงใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2019 เดินมาถึงจุดสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์สำหรับ เกรกอรี หว่อง นักแสดงฮ่องกง หลังศาลอุทธรณ์สุดท้ายของฮ่องกงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เขายื่นอุทธรณ์ต่อในคดีจลาจลจากเหตุบุกอาคารสภานิติบัญญัติ หรือ LegCo เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2019
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2026 โดยเห็นว่าคำร้องของเกรกอรีไม่มีเหตุผลที่สามารถโต้แย้งได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ต่อ ทำให้คำพิพากษาเดิมและโทษจำคุก 6 ปี 2 เดือน ยังคงมีผล
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ซึ่งเริ่มต้นจากกระแสคัดค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนขยายตัวเป็นการชุมนุมในหลายพื้นที่
วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปภายในอาคารสภานิติบัญญัติฮ่องกง พร้อมเข้ายึดห้องประชุมและสร้างความเสียหายภายในอาคาร เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการประท้วงในปีนั้น
เกรกอรีถูกพบว่าอยู่ภายในห้องประชุมที่ผู้ประท้วงเข้ายึด โดยฝ่ายอัยการใช้พฤติกรรมและการปรากฏตัวของเขาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน ขณะที่ฝ่ายทนายความเคยโต้แย้งว่า นักแสดงรายนี้เข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยส่งอุปกรณ์ให้กับผู้สื่อข่าว และไม่ได้มีเจตนาร่วมก่อจลาจล
อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นพิพากษาในปี 2024 ว่าเกรกอรีมีความผิดฐานจลาจล ก่อนลงโทษจำคุกเป็นเวลา 6 ปี 2 เดือน ขณะที่จำเลยรายอื่นในคดีเดียวกันก็ได้รับโทษจำคุกแตกต่างกันออกไป โดยมีผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจลาจลรวม 12 คน
หลังถูกพิพากษา เกรกอรีเดินหน้าคัดค้านทั้งคำตัดสินและโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์ของฮ่องกงปฏิเสธคำร้องในเดือนมีนาคม 2026 พร้อมเห็นว่าโทษจำคุกที่ได้รับไม่ได้สูงเกินสมควร
จากนั้นเขายื่นเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์สุดท้าย ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของฮ่องกง แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมการของศาลก็ไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ ส่งผลให้กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ของเกรกอรีสิ้นสุดลง
เหตุการณ์บุกสภาในเดือนกรกฎาคม 2019 เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งต่อมารัฐบาลฮ่องกงได้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าว ขณะที่การชุมนุมในช่วงนั้นขยายข้อเรียกร้องไปสู่ประเด็นอื่น ๆ รวมถึงการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจและข้อเรียกร้องด้านประชาธิปไตย


