“นก สินจัย” ชื่นชม “เจมีไนน์-โฟร์ท” เก่งมาก ก่อนเปิดใจเคยถูกผู้กำกับรุ่นใหม่บอกไม่ต้องพูดควบกล้ำชัด ย้ำจุดยืนในฐานะนักแสดงรุ่นใหญ่ การสื่อสารที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่ต้องรักษาไว้
กลายเป็นขวัญใจของกลุ่มเด็กวัยรุ่นมากขึ้น สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “นก สินจัย เปล่งพานิช”หลังๆ เริ่มร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหม่ๆ ที่มีแฟนคลับเยอะ ก็เลยมีแฟนคลับวัยรุ่นตามมาเป็นแฟนคลับของนก สินจัยด้วย โดยเฉพาะล่าสุดโปรเจกต์ละครเวที รักแห่งสยาม The Musical ที่มีนักแสดงเลือดใหม่ อาทิ เจมีไนน์ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, โฟร์ท ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล , เอมี่ ทสร กลิ่นเนียม ฯลฯ ซึ่ง นก เผยว่าทุกคนเก่งมาก แม้ตอนแรกน้องๆ จะเกร็งๆ กับตน จนต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเอง
“จริงๆ ต้องขอบคุณพี่ออฟ (นพณัช ชัยวิมล) เรื่องของเรื่องก็คือพี่ออฟ ติดต่อเพื่อจะให้มาเล่นเรื่องนี้ แล้วตอนที่คุยกันเสร็จจริงๆ ก็บอกเดี๋ยวไปถามพี่กบก่อนนะว่ายังไง ระหว่างนั้นก็บอกถ้าเกิดสมมตินกเล่น นกยังไม่ได้เจอน้องเลยนะ พอดีออฟเขาติดทำเรื่องหนึ่งอยู่ ก็มาเป็นแม่ก่อนดีไหม เลยได้งานอีกจ๊อบนึง (หัวเราะ) เขาก็อยากให้เด็กได้รู้จักเราก่อนด้วย จะได้ไม่ตกใจ ก็เลยบอกว่าได้ ก็ไปรับเชิญ ก็เลยได้เจอน้อง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าน้องดังมากเลยนะ มีคนติดตามเยอะมาก เราก็เลยได้อานิสงส์จากการได้ไปร่วมงานกับน้องค่ะ ก็เลยเป็นที่รู้จัก
น้องก็น่ารักมาก คืออย่างเจมีไนน์เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ถนัดการแสดงจริงๆ แต่เขาบอกว่าเขาก็ตั้งใจ อยากเรียนรู้ วันแรกที่เจอเขาก็ตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นฉากในคุก แล้วก็เจอแม่ครั้งแรก แล้วเราก็ร้องไห้ แล้วเทกแรกเราก็เล่นเลย เขาบอกพี่เล่นงี้เลยเหรอครับ เขาก็ตกใจ ก็บอกเวลาแสดงมันก็ต้องทำอย่างนี้แหละ มาเล่นเบาๆ ไม่ได้ เขาก็คงนึกว่าซ้อมๆ ก่อน ไม่ได้ตั้งตัว แต่ว่าก็อย่างโพสต์นี่เห็นเลยว่าเขาตั้งใจ เขาสนใจ เขาฟัง เขาดูว่าใครเล่นอะไร ก็เลยเห็นว่าพี่ออฟดูแลน้องๆ ดี ไม่ได้ปล่อยให้น้องทำอะไรก็ได้ เขาก็พยายามจะสอน พยายามจะให้ดูว่าการแสดงมันเป็นยังไง เรียนรู้จากบท จากนักแสดงที่เราทำงานด้วย”
บอกเป็นรุ่นใหญ่แล้วก็อยากเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้รุ่นน้อง
“พอเรื่องนี้เป็นลูกอีก ดรามาทั้ง 2 เรื่อง คือเขาก็คลายความกังวลไปหน่อย เพราะว่าเจอเราแล้ว และเรื่องนี้มันก็ดรามากว่าเรื่องโน้นอีก เพราะเรื่องโน้นเราเป็นแค่แขกรับเชิญช่วงสั้นๆ แต่อันนี้ก็มาเต็ม ก็เอาอีกแล้ว แม่ก็เล่นซะ (หัวเราะ) ซ้อมก็คือต้องเล่นให้ดูเลยว่าคุณทำได้แค่ไหน คือต้องมาเต็มร้อย ผิดถูกไม่รู้ ไม่ได้ว่าอะไร แต่ขอให้ใส่เต็ม เขาจะได้รู้ว่าคุณทำได้หรือไม่ได้ คุณเข้าใจไหม
เพราะฉะนั้นเวลา Read through (การที่ผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน มานั่งล้อมวงอ่านบทละครหรือสคริปต์ออกเสียงร่วมกันก่อนเริ่มถ่ายทำจริง) เราก็จะรู้เลย เราก็มาแบบตัวละคร ถ้าเราเข้าใจแบบไหนก็เล่นไปก่อน ตีความ แล้วเดี๋ยวผู้กำกับเขาก็จะมาบอกอีกทีว่ามากไปน้อยไป หรือผมอยากเป็นแบบโน้นแบบนี้ก็อีกเรื่องนึง แต่มันเหมือนเป็นหน้าที่เราไปแล้วว่าเราเป็นรุ่นพี่ เราเป็นรุ่นใหญ่ เวลาทำงานเราก็อยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ รู้สึกว่าหลายๆ คนใหม่มากกับเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกที่เป็นมิวสิคัล เป็นการแสดงละครเวทีครั้งแรกของเขา เขาก็ยังไม่รู้ขั้นตอนอะไรหลายๆ อย่างมาก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่เรา ที่จะต้องเป็นตัวอย่างให้เขา
ก็พูดคุยกับเขาก่อน อันไหนเราผิด อันไหนเราลืมมันก็มี เราก็ยังลืมบทบ้างบางที เราก็ร้องเพลงไม่ถูกคีย์ เราก็ทำให้เขาเห็นว่าพี่ก็ผิดได้นะ เราก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับน้อง ก็ทำให้เขาเห็น เขาก็เกร็งเงียบๆ ต่างคนต่างนิ่ง มอง แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น จริงๆ เอมี่ (ทสร กลิ่นเนียม) ชัดสุดคือไม่กล้าเดินเข้ามาหาเลย อยู่มุมเงียบ คือเขาก็ไม่คงไม่รู้ว่าจะเข้ามาจังหวะไหนอะไรด้วย และด้วยในเรื่องนี้ เขาต้องเล่นเป็น 2 ตัว เขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปทางไหน เอมี่เขาก็จะนั่งอยู่มุมนึงเงียบๆ เงียบจนเราต้องไปทักเขา ว่าเป็นไงวันนี้ เขาก็เลยสวัสดีค่ะ เขาก็กอด ก็อย่างวันแรกที่ซ้อมกัน เขาก็ลองเล่นเลย พอกอดเสร็จแล้วก็มาบอกว่าหนูขอโทษนะคะ หนูไม่ได้ขออนุญาตพี่ ก็เลยบอกว่าไม่ต้องขอสิ รู้สึกต้องเล่นเลย ก็ดีใจ เราก็รู้ว่าโอเคเขาคลายแล้ว เขาไม่กังวลเราแล้ว ดีใจมากเลยค่ะ”
เผย “นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช” ยังมาขอให้ช่วยทาบทามให้
“เด็กรุ่นใหม่รู้จักเรามากขึ้น ก็ดีใจมากเลยค่ะ เป็นการเปิดตลาดอีกด้านนึง เปิดการมองเห็นอีกด้านนึง (หัวเราะ) ก็ดีใจ คืออย่างน้อยเราก็ได้รู้จักน้องๆ กลุ่มนี้ที่เราไม่ได้รู้จักเขา ไม่เคยได้ร่วมงาน แล้วก็มีคนชื่นชมขนาดนี้นะ นกได้ไปวันสุดท้ายที่เขาฉายทิกเก็ต เราก็โห ทั้งฮอลล์เขาปลื้ม เขาชื่นชม เราก็ดีใจด้วย แล้วก็ดีใจที่จะได้ทำงานกับน้อง และดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จของเขาที่เขาเติบโตมาอย่างนี้ แล้วก็พอรู้จักตัวจริงด้วย เขาเป็นเด็กจิตใจดี ตั้งใจดี แล้วก็สนใจงาน สนใจทุกคน แล้วก็ให้เกียรติทุกคน นกว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เขาเติบโตมาได้ขนาดนี้ด้วย
พี่นกชายก็อยากให้นกทาบทามให้ อันนี้ตลก คือพี่นกชายก็ถามว่าคนข้างๆ ใคร เราก็บอกว่าโอ้โห เขาดังมากเลยนะ แต่เราก็ข่ม ตอนแรกเราก็ไม่รู้ พี่นกชายบอกอยากเอามาเล่นละคร เราก็บอกว่าไม่มีทางหรอก (หัวเราะ)ก็เดี๋ยวค่อยๆ คุยค่ะ พี่นกชายบอกว่าเรื่องใหม่ที่เขาจะทำบทมันเหมาะนะ เราก็บอกว่าน้องมาไม่ได้หรอกมั้ง ก็บอกเดี๋ยวถามให้ แต่ก็ยังไม่กล้านะ (หัวเราะ) ก็เห็นแววด้วย และคาแรกเตอร์มันอาจจะตรงกับบทที่เขาเตรียมไว้ ก็บอกว่านี่ตาถึงมากเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) ขนาดน้องถ่ายเล่นๆ ตรงคุก พี่นกชายก็ถามเลยว่านี่ใครเนี่ย คนนี้ใครเนี่ย เราก็รีบบอกเลยว่าเขาดังมากเลยนะ ไม่รู้จักเหรอ (หัวเราะ)”
บอกเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยน แต่อยากให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
“จริงๆ แล้วคือตอนที่นั่งสัมภาษณ์คุยกับวู้ดดี้ วู้ดดี้เขาก็คุยบอกเดี๋ยวนี้ผมพูดไม่ชัด คือมันคุยต่อเนื่อง นกก็เลยบอกว่าเราก็เคยโดนเหมือนกัน จริงๆ เขาก็ไม่ได้ถึงกับห้ามเรา ไม่ใช่ผู้จัดการหรืออะไรด้วยนะเขาก็บอกว่าไม่ต้องโรงเรียนชัดมากครับ ก็พูดธรรมดาๆ ไป เราก็รู้สึกว่าทำไมล่ะ เราพูดชัด เราก็อยากให้มันเป็นอย่างนี้ไหม
มันควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี ก็แค่นั้นเอง แล้วก็พอดีพี่นกชายเขาเป็นคนโดนเต็มๆ เลย น้องเขาก็บอกว่าพี่นกครับ ไม่ต้องพูด ร. เรือ หรือควบกล้ำให้มันเยอะมาก เอาแบบธรรมดาๆ หน่อย พี่นกเขาก็เออ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วเนอะ แต่เรามันคนรุ่นเก่า แล้วเราเป็นคนที่ชอบภาษาไทย เราก็รู้สึกว่าการเป็นนักแสดง การเป็นสื่อสารมวลชนมัน ตรงนี้มันสำคัญ แล้วเวลาเราแสดงยิ่งมิวสิคัลนี่ต้องชัด ไม่งั้นคนฟังไม่รู้เรื่อง มันก็น่าเสียดาย มันก็เป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปจริงๆ บางคนก็แบบว่าไม่เป็นไร ตามยุค เดี๋ยวเด็กรุ่นใหม่ไม่ดู เดี๋ยวเชย ก็เป็นการพูดคุยตรงนั้นมากกว่า ก็เลยโดนประเด็นขึ้นมา
เสียงในหัวของเรา มันแย้งอยู่แล้วล่ะ แต่เราก็ไม่ได้โกรธเคืองกัน เพียงแต่เราก็รู้สึกว่าโลกมันเปลี่ยนไปจริงๆ แต่บางสิ่งมันยังคงต้องรักษาไว้ไหม การควบกล้ำ การอ่านร.เรือ ล.ลิงหรืออะไรต่างๆ มันเป็นเรื่องของการสื่อสาร นักแสดงตรงนี้มันสำคัญมากๆ บทที่เขาเขียนมา เราต้องพูดให้คนเข้าใจ พูดยังไงให้มันถูกต้องด้วย เพราะถ้าพูดผิด มันก็เขียนผิดด้วย เราก็เสียดาย คือถ้าเป็นอะไรที่เรายังรักษาไว้ได้ เราก็อยากทำ ถึงแม้ว่าเขาจะบอกไม่ต้องพูดชัด แต่เราก็ไม่ได้พูดชัดตลอดเวลาหรอก บางทีมันก็ลืมบ้างก็มี เราก็ไม่ได้ไปต่อต้าน หรือไปต่อว่าเขา ก็ไม่ได้ขนาดนั้น”
บอกการพูดให้ชัดถือเป็นสิ่งสำคัญในการแสดง
“ถามว่าเรื่องการควบกล้ำ ร.เรือ ล.ลิง มันสำคัญกับการแสดงไหม มันก็มีส่วนนะ คือถ้าสมมติว่าคนพูดไม่ชัด บางทีมันก็ไม่เข้าใจไง การแบ่งห้องมันไม่ใช่แค่การควบกล้ำหรือการการพูดร.เรือ ล.ลิง แต่มันเป็นประโยคคำพูด บางทีเขาก็แบ่งห้องแบ่งอะไรไม่เป็น คือบางทีมันฟังไม่รู้เรื่อง การแสดงมันก็ไม่เกิดไหม เราก็แค่รู้สึกอย่างนั้น อย่างนักแสดงเจนใหม่ที่พูดไม่ชัด มันอาจจะเป็นสำเนียงนะ ซึ่งก็คงไม่ได้ไปขนาดนั้น แต่ถ้าสมมติเล่นด้วยกัน สนิทกันมากพอก็อาจจะพูด มันก็ต้องดูจังหวะเหมือนกันว่าน้องเขาจะฟังไหม ถ้าเขาด่าให้ ก็แย่นะคะ ก็ต้องดู
ถามว่าทำไมเขาไม่ชินกับการที่เราก็เล่นแบบนี้มาทั้งชีวิต แต่เขาก็ยังเลือกมาบอกเราแบบนั้น นกว่าก็คงพยายามจะปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัยแบบเด็กยุคใหม่ดู เขาจะได้รู้สึกเหมือนเป็นพวกเดียวกัน คุ้นเคยมากกว่า ถ้าเกิดเราเอาผู้ใหญ่มาพูด เด็กๆ จะไม่ค่อยฟังผู้ใหญ่แล้วหรือไม่ค่อยฟังอะไรที่มันเป็นสาระมาก เขาก็อาจจะกลัวจะเบื่อ ก็ให้พี่พูดแบบธรรมดา ๆ เด็กมันจะได้ฟัง แต่เราก็รู้สึกว่ามันน่าเสียดายถ้าเราปล่อยให้มันผ่านไป ต่อไปอีกหน่อยก็คงพูดไม่ชัดกันไปหมดหรือเปล่า มันก็เสียดาย
ยิ่งละครเวทียิ่งต้องชัดนะ ทั้งการร้องเพลงอีก อย่างมิวสิคัล เพลงมันเป็นเนื้อหาของเรื่อง มันก็อยู่ที่ความต้องการของคน แต่นกว่าส่วนใหญ่จะต้องพูดให้ชัด ต้องร้องให้ชัด อันไหนมันออกเสียงแบบไหนควบกล้ำอะไรยังไง ตอนเราเข้าวงการเราก็โดนอย่างนั้น เราโดนผู้กำกับรุ่นพี่สอนให้พูดดีๆ พูดชัดๆ ก็พยายามให้พูดควบกล้ำให้ชัดเจน เราถูกสอนมาแบบนั้นด้วยมั้งคะ เราก็เลยรู้สึกว่ามันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นตลอดไปไหม เพราะเราก็ไม่ได้เปลี่ยนการเขียนนี่ การเขียนมันก็ยังเหมือนเดิม เราก็ต้องอ่านให้มันถูกต้องเหมือนกับที่เขียนหรือเปล่า เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของนักแสดง ตรงนี้มันก็เป็นส่วนสำคัญ มันคือส่วนนึงของอาชีพของการทำงานของเราด้วย”


