"ณเดชน์ คูกิมิยะ" เปิดใจผ่านรายการ On the way with Chom ถึงบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่จากการหักโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่วัยรุ่น จนตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนและวิตามินในร่างกายพังจนมีค่าเหมือนคนอายุ 60 ปี ต้องปรับวิถีชีวิตกลับสู่สายกลางและทานยาดูแลใกล้ชิดตามคำชี้แนะของแพทย์ เผยปีหน้าเตรียมลงสนามแข่ง HYROX คู่กับ "ญาญ่า" พร้อมเล่าที่มาของการเป็นคนจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวและนำมาปรับใช้กับการทำงานและการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
ช่วงหลังๆ ไม่ได้เห็นคุณในฐานะนักแสดงอย่างเดียวแล้ว เริ่มเห็นอีกมุมที่ชัดมากๆ ก็คือเรื่องการออกกำลังกายจนคนบอกว่า ณเดช เจอได้ทุกที่ ?
“พื้นฐานผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอะไรจำเจขนาดนั้นในระยะยาว ก็เลยเป็นคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเล่นในทุกกีฬาได้ ซึ่งผมก็เคยคุยกับ Coach ที่เขาคุมวิ่งผม เขาบอกว่าข้อเสียของตัวผมเองส่วนใหญ่ คือการที่เรามีจุดมุ่งหมายหรือว่าการแข่งขันที่หลากหลายจนเกินไปจนโฟกัสกระจัดกระจาย ไม่สามารถที่จะทำไปให้สุดสักอย่างได้ แต่จริง ๆ ถ้ามุ่งอย่างเดียวอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ”
ลงแข่ง HYROX ปีหน้าไหม ?
“ลงครับ Olympic Weightlifting ไม่ลง ลง HYROX เพราะต้องลงกับ ญาญ่า จะลงเป็น Mix Double วัดใจ แต่ว่ายังไม่มีเวลาที่จะไปซ้อมด้วยกันสักวันหนึ่งเลย”
ประสบการณ์จำกัด Calorie หนักจนร่างกายพัง ?
“กินวันละ 1,500 กิโล Calorie ไม่รวมออกกำลังกาย แสดงว่าถ้าผมออกกำลังกายแล้วผมเผาผลาญไปประมาณวันละ 300, 400 Calorie ผมก็จะ Deficit ลงมาอีก เพราะว่า 1 เดือนผมจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ ตอนนั้นเพิ่งถ่าย ธี่หยด 3 จบ แล้วผมหนัก 80 กิโลกรัม ต้องทำให้เหลือน้ำหนัก 70 กิโลกรัมให้ได้ก่อนที่จะไปเรื่องอาหาร ผมแค่กินวันละมื้อแล้วก็ออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ชกมวย วิ่ง ยกน้ำหนัก ผ่านไป 1 อาทิตย์ น้ำหนักลง พอมาอาทิตย์ที่ 2 น้ำหนักขึ้นพี่ชม ทั้ง ๆ ที่กินมื้อเดียว แต่น้ำหนักขึ้น เริ่มตกใจว่า “อ้าว ทำไม เกิดอะไรขึ้นอะไรอย่างนี้” ปรากฏว่าเกิดการอักเสบของร่างกาย ก็เลยกักเก็บไขมันแทน เพราะรู้สึกว่าเราไม่มี Energy ที่จะมาใช้อีกแล้ว แต่เราใช้ร่างกาย Overload จนเกินไป ผมก็เลยเริ่มไปหาหมอแล้วก็ไปตรวจเลือด ตรวจอะไร
ปรากฏว่าค่า Testosterone, ค่าฮอร์โมนเพศชาย, ค่าวิตามิน, ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างพังหมดเลย เหมือนคนอายุประมาณ 60 กว่าปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ 30 ปีกว่า ๆ ก็เลยหาเหตุผลว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เราออกกำลังกายหนักมาก่อน แต่ด้วยอายุด้วย ก็เลยเริ่มเปลี่ยนวีถีชีวิตใหม่ คุมอาหารด้วยความจำเป็น กิน 3-4 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายไม่หักโหม หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกทางสายกลางแล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกลับมาปกติแล้วน้ำหนักก็ลง สัดส่วนไขมันก็น้อย มวลกล้ามเนื้อยังอยู่ครับ”
มีผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์จากการลดน้ำหนักแบบ Extreme ไหม ?
“พอเราเอาน้ำหนักลงไปขนาดนั้น แล้วความอึนหรือความไร้เรี่ยวแรงมี ผลประโยชน์กับ Character ที่ผมเล่นพอดีก็เลยใช้ประโยชน์จากความรู้สึกตรงนั้นเอาไปใช้พอดี ผมจำได้เลยว่าวันถ่ายคิวสุดท้าย ผมอดน้ำ 2 วัน เพื่อที่จะมีฉากที่ถอดเสื้อนอนชักอะไรอย่างนี้ แล้วมื้อแรกที่กิน หลังจากถ่ายฉากนั้นเสร็จ อาเจียนหนัก เหมือนกินอะไรไปก็คืออ๊วก ๆ เพราะว่าอดน้ำด้วยแล้วกินข้าวน้อยด้วยก็ผ่านอะไรมาเยอะนะพี่ชม เรียนรู้ผิดถูกไปกับตัวเอง เราก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้ อะไรที่เราควรจะรักษาสมดุลให้พอดีหน่อย ไม่ได้ Extreme จนเกินไป แต่ถามว่ามันส์ไหม มันส์มาก”
มีความกดดันในการรักษาหุ่นในอุดมคติให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอไหม ?
“ผมว่าเป็นความกดดันลึก ๆ ข้างใน ที่เราแทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิต ผมเชื่อว่าเรากดดันตัวเอง รู้สึกว่ามีคนคาดหวังและมีคนมองแล้วเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกฎเกณฑ์และเกณฑ์วัดสำหรับตัวเราด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียอาจจะเป็นคนที่กดดันตัวเองจนมากเกินไป ไม่สามารถที่จะปล่อยวางรูปร่างของตัวเองได้ ยอมรับไม่ได้ที่วันหนึ่งจะต้องอ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งมีผลกับเราโดยตรงกับการที่เป็นนักแสดง ช่วงไหนที่หลังปีใหม่ ถอดเสื้อไป Sauna กับไป Ice Bath อย่างนี้จะเริ่มไม่มั่นใจ โซเดียมเอยอะไรเอย ดื่มด้วยอะไรกินด้วย แล้วพอช่วงเวลาที่เราหุ่นเริ่มเข้าที่กลับมาเหมือนเดิม มีความรู้สึกมั่นใจ มีความรู้สึกสบายใจที่ โอเค กลับมาอยู่ในสภาวะปกติของเราแล้ว ผมเคยตื่นเช้ามาชั่งน้ำหนักทุกเช้า ต้องการจะเห็นตัวเลขเท่าเดิมตลอด หรือไม่ก็ลดลงตลอด Outset อย่างนั้นเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของผมกับการที่กดดันตัวเองแบบนี้
ผมไปที่ไหนแล้วมีคนมาบอกว่า “อยากได้หุ่นเหมือนพี่ณเดชน์จังเลย พี่ทำยังไง ผมอยากได้อย่างนี้” ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เรากำลัง Share ความฝันเดียวกันกับที่คนอื่นเขามี มีความฝันแบบเรา เพราะเราก็อยากให้หุ่นเราแบบนี้ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นแบบอย่างหรือว่าเอาเป็นตัวอย่าง ผมว่าก็ดีนะที่เราเป็นกำลังใจแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน ผมเคยเจอคนขับ Grab ผมที่ไปส่งผม เขาก็บอกว่า เชื่อไหมผมเห็นหุ่นพี่ ผมกลับไปกิน Keto ตอนนี้ผมลดลงมาได้ 20 กิโลกรัม อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่า แล้วทำไมคนที่มองเรามาแล้วเขารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ การที่เรา Maintenance แล้วก็ Keep On การออกกำลังกาย แล้วก็การ Challenge ตัวเองในทุก ๆ กีฬาที่เราไปแข่งขัน และความบ้าระห่ำตรงนี้เอาไว้เป็นประโยชน์กับคนอีกหลายคนเลย เวลาเขาได้เห็นเราผ่านทาง Social Media ครับ”
เรื่องที่ยังจัดการตัวเองยังไม่ได้ ?
“ผมจะมีสภาวะ Binge Eating Disorder หรือการโหยหนัก ๆ อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราคุมอาหารจริงจังหรือบางทีเราคุมจนเกินไปจนไม่ถึง Calorie หรือว่าสารอาหารที่เราต้องการจริง ๆ แล้วร่างกายจะโหยตอนดึก ๆ หรือเครียดอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเรา Long Run มาแล้วเราต้องคุมอยู่ใน 2,000 Calorie อย่างนี้ ก็จะหิว ทั้งวันแล้วตกลางคืนจะกดแล้วช่วงเวลา 21:00 น. 22:00 น. Pizza มาแล้วถาดหนึ่ง Ice Cream กด ๆ อันนี้ง่ายก็มาส่ง ลงไปข้างล่าง กิน ๆ พอกินเสร็จก็ เครียด เซ็ง ทำไมคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วพอรู้สึกอย่างนี้ปุ๊บ ทรยศตัวเองด้วยการกินอีก ไหน ๆ ก็กินมาแล้ว กินให้หมดเลยแล้วกัน แล้วผมก็สั่งมาเกลี้ยง กิน ๆ อีก ตื่นเช้ามาทีนี้ก็รู้สึกผิดก็เลยจะ Fasting ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดพี่ ไม่ควรจะทำแบบนี้ Mindset ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าวันนี้พัง พรุ่งนี้ก็แค่เริ่มใหม่ แล้วคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้กรอบที่ตัวเองวางเอาไว้ โอเค วันนี้เช้าทำเครื่องหมายวิ่ง ทำเครื่องหมายนู่นนั่นนี่ ทำเครื่องหมายทำถูกต้องที่สุด ทำดีที่สุดแล้วหรือยังวันนี้แค่นั้นเอง”
มีนิสัยการในแพลนและจัดเตรียมสิ่งของล่วงหน้า ?
“ใช่ ผมเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่กับอาทิตย์ที่ไม่มีการ Plan ได้ เหมือนเป็นคนที่ สมมุติวันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์หน้า ผมต้องรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เวลาเท่าไร ไม่งั้นนอนไม่หลับ เสื้อผ้าพวกนี้ใส่อะไร เตรียมวางไว้ ออกมาอาบน้ำเสร็จออกมาใส่เสื้อผ้าต้องชุดนี้เท่านั้น ของทุกอย่างจะเตรียมเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องมานั่งจัดหรือมานั่งหา อาหารอันไหนจะเอาไป Meal Prep อะไรอย่างนี้ ที่กินก็จะเตรียมไว้วางไว้ชั้นบนสุด”
คุณมีนิสัยนี้มาได้ยังไง ?
“คุณพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่น ปะป๊าแบบว่าเราจะเห็นตั้งแต่เด็ก เขาจะแขวนชุดทำงาน ปากกาเสียบช่องเดิม สีเดิม เงินเก็บไว้ในช่องเดิม แล้วก็แขวนเสื้อกับกางเกง บนโต๊ะก็จะมีของที่เรียงวาง ๆ เหมือนเขาเป็น OCD วาง ๆ แล้วก็เรียงเป็นระเบียบแล้วว่า พรุ่งนี้เขาต้องหยิบอะไรไปบ้าง เขาจะรู้หมดเลย เราก็ถามเขาตอนเด็ก ๆ ว่า ปะป๊า ทำอะไร เขาบอกว่า “เตรียมของไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะได้หยิบของที่จะเอาไปได้ง่าย ไม่ลืมหน้าลืมหลัง” เขาไม่ได้บังคับให้เราทำแบบนั้น แต่เรารู้สึกว่าอยากเท่เหมือนเขา อยากทำเหมือนที่คุณพ่อเราทำก็เลยติดนิสัยตรงนี้มาเรื่อย ๆ”
ญาญ่าเป็นเหมือนกันไหม ?
“ญาญ่ามีความชิลล์กว่า ติดบ้านมากกว่า ชอบอยู่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ อะไรที่เป็นกีฬาที่แรงปะทะหนัก ๆ ชวนไปต่อยมวยอย่างนี้ ญาญ่าก็จะถามว่า “ให้มาทำไม จะให้ญาญ่าไปทำร้ายใคร” (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า “ไม่ ก็ออกกำลังกายไง” ญาญ่าก็บอก “ไม่อยากต่อยคน อยากต่อย You ได้ไหม” (หัวเราะ) พอโตมาเรื่อย ๆ ช่วงวัยรุ่นก็จะเริ่มกระบวนการนี้ เริ่มเละเทะ ติดเพื่อน ติดเที่ยว ก็จะมีคุณแม่คอยเตือนสติตลอดว่า เคยทำอะไรก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ามาตรวจในห้องว่า แขวนเสื้อผ้า พรุ่งนี้ไปโรงเรียน แขวนชุดนักเรียนหรือยังอะไรอย่างนี้”
เคยเจอปัญหาสุขภาพที่หนักจนร่างกายเริ่มประท้วงบ้างไหม ?
“ผมเป็น Hypothyroidism ก็คือต่อมเผาผลาญในร่างกายพังแล้ว ช่วงที่ตื่น ตี 5 พังมาจาก 3 เดือนนั้นแหละที่ไปเข้า Fitness โดยที่นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 แล้วก็ทำชีวิตวงจรวนซ้ำ ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี พอเราเริ่มเข้าอายุ 28 ปี ตื่นเช้าไปกองถ่าย ตอนนั้นลุกไม่ไหวแล้วเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน เริ่มรู้สึกว่าร่างกายน่าจะป่วยหรือเป็นอะไรสักอย่าง กลัวว่าตัวเองจะแบบเป็นลมอะไรอย่างนี้ ตาร้อน หน้าร้อน ตื่นไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น ง่วงนอนตลอดเวลา ก็เลยไปหาหมอ ปรากฏหมอก็บอกว่าเป็น Hashimoto's Thyroiditis คือต่อมไทรอยด์พัง ชีวิตผมต้องกินยาทุก ๆ เช้า เพื่อปรับ Thyroid Hormone ให้มันมีเหมือนกับต่อมนี้มันไม่ทำงาน เราต้องกินยาแทน ก็เป็นปัญหา เป็นโรคประจำตัวอีก 1 โรค นอกเหนือจากหอบหืดที่มี ผมก็อยากแนะนำว่าจริง ๆ แล้ว จิตใจเรา บางทีมนุษย์เรามันมีความเข้มแข็ง แล้วแข็งแรงมาก ๆ แต่ว่าร่างกายเรา บางที Overload เขามาก ๆ พอใช้งานหนัก ๆ จนเครื่องพัง ซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยน อันตราย”
Hypothyroidism มันส่งผลกับชีวิตประจำวันยังไง ?
“ถ้า Dose ยาไม่ถึง จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ง่วงตลอดเวลา รู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง เปลือกตาร้อน คอร้อน หัวร้อน แบบวูบ ๆ ร้อนเหมือนเป็นชีพจร แล้วก็โหย เหมือนหิว แล้วน้ำหนักขึ้น มีการแกว่งตัวของตัวเลขในน้ำหนักอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าสมมุติว่า Dose ยามันพอดี ก็จะกลับมาปกติ เหมือนเป็นคนใช้ชีวิตปกติเลย เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็น Hypothyroidism อะไรอย่างนี้ ซึ่งยาของผมต้องปรับตามน้ำหนักตัว แล้วผมเป็นคนที่น้ำหนักตัวแกว่งตัวตลอดเวลา เพราะว่าผมเดี๋ยวก็ตัวใหญ่ น้ำหนักขึ้น ก็คือคุณหมอก็จะบอกเลยว่าถ้าเมื่อไรน้ำหนักตัวขึ้น ให้เข้ามาหาเพื่อที่จะปรับยา เพื่อที่จะตรวจเจาะเลือดแล้วตรวจแล้วปรับยา เคยขึ้นเป็น 10 โล คุณหมอก็จะ “ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะคะคุณณเดชน์” เอางี้แล้วกันคุณหมอก็ดูแลผม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ คุณหมอก็ค่อยปรับยาให้ผมหน่อยแล้วกันอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเกิน Over เกินไปจะกลายเป็นว่า Alert แล้วก็หัวใจก็อาจจะใจสั่นแล้วก็เหนื่อยง่าย เพราะว่าใจเต้นเกิน”
สามารถติดตาม "On the way with Chom" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.


