xs
xsm
sm
md
lg

ฟังชัดๆ “ต๋อย ไตรภพ” รับเอกสารรั่ว - ไม่ปิดบริษัทแต่จ้างคนออก ย้ายครัวคุณต๋อย-ทูเดย์โชว์ สู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัว (คลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ต๋อย ไตรภพ” แถลงยอมรับเอกสารรั่วไหล ไม่ได้ปิดบริษัท แต่เอาพนักงานออกเพื่อให้ได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม เหตุอายุเยอะ พร้อมปรับโครงสร้างสู้มรสุมธุรกิจที่แรงสุดในชีวิต เปรียบตัวเองเป็นกัปตันที่ต้องเอาเรือขึ้นฝั่งเพื่อพาลูกน้องรอด ประกาศย้าย “ครัวคุณต๋อย-ทูเดย์โชว์” สู่ออนไลน์เต็มตัวหลังสิ้นปีนี้ ลั่นไม่เคยได้ค่าตัวจากการเป็นพิธีกร ไม่เป็นมือปืนรับจ้าง เพราะคงไม่มีใครสู้ค่าตัวตอนละ 5 แสนบาท ย้ำ สื่อ-รัฐ-ประชาชน อ่อนแอ จะสร้างคนรุ่นใหม่ให้แข็งแรง 

“ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์” พิธีกรและผู้บริหารรายการทีวีระดับตำนาน ออกมาชี้แจงกรณีเอกสารภายในบริษัทบอร์น หลุดออกสู่สาธารณะ จนสร้างความเข้าใจผิดว่าปิดบริษัทถึง 2 บริษัทในเครือบอร์น โดยยืนยันไม่ได้เลิกผลิตรายการ “ครัวคุณต๋อย-ทูเดย์โชว์” ไม่ได้เลิกกิจการ แต่เป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผนที่เตรียมการไว้กว่า 3 ปี โดยจะย้ายรายการดังจากหน้าจอทีวีช่อง 3 ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัวหลังสิ้นสุดเดือนธันวาคมนี้ เปรียบเทียบชีวิตเจอคลื่นลมทะเลที่แรงที่สุด มีสองทาง จะสู้แล้วตายไปกับมัน หรือจะพาพนักงานรอด พร้อมยืนยันไม่ได้หนีตายจากหน้าจอมาออนไลน์

“จริงๆ แล้ว ก็เป็นงานที่ฉุกละหุกสำหรับเรามากๆ เพราะเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นมากับบริษัท ซึ่งเราก็ไม่นึกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมา และต้องขอกราบ นอกจากขอบคุณแล้ว ต้องรู้สึกว่าสำนึกบุญคุณ ที่สื่อและก็ทุกๆ ท่าน เป็นห่วงเรามากขนาดนี้ วันนี้ก็เลยจะขออนุญาตมาชี้แจง ให้ทราบถึงเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น ในข้อเท็จจริงทั้งหมด และความถูกต้องทั้งหมดว่ามันเป็นยังไงบ้าง

ก่อนอื่นเลยต้องขอให้ทราบว่า จริงๆ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากับบริษัทในเครือบอร์นทั้งหมด มันเป็นเรื่องราวภายในที่เกิดขึ้นมา และเป็นเรื่องราวที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้มีความตั้งใจเลยแม้แต่นิดเดียว ที่จะให้ออกไปสู่สื่อ แต่เนื่องจากการประชุมภายในบริษัท แล้วมันก็มีการหลุดรั่วของเอกสารออกไป ซึ่งเป็นเอกสารที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เอกสารที่จะออกไปสู่สื่อ แล้วก็สร้างความเข้าใจในมุมที่แตกต่างกันไป

เรื่องราวที่จริงๆ แล้ว ผมเองปรับโครงสร้างบริษัทมา 3-4 ปีแล้ว ด้วยมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นอยู่ในสังคมปัจจุบัน การปรับโครงสร้าง มันก็ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วบริษัทจะต้องเป็นยังไงและอะไรต่อไปเป็นยังไงบ้าง โดยการทำงานทั้งหมด ผมทำอย่างพูดตรงๆ อย่างถูกต้องและมีศักดิ์ศรีที่สุดแล้ว เราได้พบความจริงว่า ถ้าเราทำงานอย่างนี้ต่อไปเราจะเป็นยังไง

เมื่อเราพบความจริงอย่างนี้ ในงบดุล ในเรื่องราว ในบัญชีในต่างๆ ของบริษัทเรา เราก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาทางช่อง 3 แรกสุดก่อนเลย เราปรึกษาทางช่อง 3 แล้วเราแจ้งช่อง 3 ก่อนเลยว่า มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ๆ ขึ้นมา แล้วเราจะต้องทำอย่างนี้ๆ ก็คุยกับช่อง 3 หาทางสรุป หาทางแก้ไขกัน เพราะเนื่องจากช่อง 3 เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นที่ๆ เราทำงานอยู่ด้วย ในการปรึกษากันหลายๆ ครั้ง

จนในที่สุดมันก็ผลออกมารวมอย่างที่ทราบ ว่าเราจะหยุดการผลิตรายการทั้ง ครัวคุณต๋อย และ Today Show ช่อง 3 ทราบเรื่องก่อน และก็เป็นอันตกลงกับช่อง 3 ว่าเป็นไปตามนั้นโดยหยุดผลิตรายการสิ้นเดือนธันวาคม คือวันสุดท้ายของเดือนธันวาคมเลย โดยแจ้งให้ช่อง 3 ทราบล่วงหน้าก่อนประมาณ 3 เดือน ซึ่งจริงๆ เรารู้กันหมดอยู่แล้วว่าเป็นอย่างนี้ เมื่อเราแจ้งช่อง 3 เสร็จเรียบร้อย เราก็ประชุมบริษัทของเรา และก่อนที่จะประชุมบริษัท ผมก็มองตัวเอง อันนี้ขออนุญาตเปรียบเปรยสักนิดนึงนะ จะได้เข้าใจง่ายๆ ว่าผมอยู่ในทะเล ในมหาสมุทร ซึ่งผมเองเป็นกัปตัน ผมผ่านอยู่ในทะเลในมหาสมุทรแห่งนี้มาเป็นเวลา 40 กว่าปีแล้ว ในบางครั้งคลื่นลมมันก็แรงมากๆ แล้วก็ผ่านภาวะต่างๆ มามากมายหลายหลากด้วยกัน จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่สำหรับผมถือว่าเป็นคลื่นลมที่แรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

เราพบว่าคลื่นลมแบบนี้ มันมี 2 วิธี เพราะว่าพวกเราทั้งหมด เป็นเหมือนกับคนทะเล อยู่ในตรงนี้มา 40 กว่าปี เรามีความรู้สึกว่าถ้าเกิดว่าเราอยู่อย่างนี้ต่อไป มันมี 2 ทางให้เลือก คือสู้กับลมพายุนี้ไป แล้วตายไปกับทะเล หรือเราจะเอาเรือขึ้นฝั่ง แล้วให้พวกเขา ซึ่งเป็นลูกเรือของผมรอด ผมถามที่ประชุมของบริษัท ถามพนักงานทุกๆ คนว่าจะเอาแบบไหน จะสู้แบบสู้กันแล้วตายไปเลย หรือว่าสู้ แล้วถ้ามันจำเป็นต้องอยู่สู้ ผมก็จะเอาเรือขึ้นฝั่ง

ทุกๆ คน เห็นตรงกันว่าเอาเรือขึ้นฝั่ง ไม่มีใครอยากจะตายในทะเล ทุกคนพูดอย่างนั้น ทุกคนอยากจะมี 400 วันของตัวเอง เพราะคนที่อยู่กับบริษัทผมนี้ 300-400 ขึ้นหมดทุกคนเลยนะเพราะคนที่อยู่กับบริษัทผม อายุไม่มีเกษียณนะครับ อายุนี้ 60 กว่า ต่ำสุดพนักงานผมอายุ 51 ปีนะครับ เราเลี้ยงคนมา เราอยู่กันมาอย่างนั้น ส่วนพนักงานที่ใช้ด้านนอก พนักงานที่เรียกว่าเป็นแขนเป็นขาของเรา ก็มีอีกมากมายเต็มไปหมด เราต้องดูแลคนพวกนี้ ผมก็เลยคิดว่าผมก็เลยต้องทำอย่างนี้

ตอนนี้เมื่อจะต้องทำอย่างนี้ ก็ปรึกษาที่ประชุมของบริษัท แล้วทุกคนก็โอเค เห็นตามนั้น ก็ทางแอดมินเขาทำหนังสือมา ว่าจะต้องแจ้งอะไรตามกฎหมาย เขาก็คัดลอกหนังสือมาว่าโดยทั่วๆ ไปมันเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเอามาแจ้ง พอเขาเอามาแจ้งเสร็จ ก็เป็นอย่างที่ท่านเห็นออกมา ทีนี้หลายๆ ท่านก็ถามว่า แล้วบริษัทขาดทุนเหรอ บริษัททำไมงบประมาณออกมาแล้วมันยังไม่ขาดทุน มันยังไม่ขาดทุนครับ แต่เราทำงานมาจนถึงตรงนี้ เรารู้ว่าปีนี้เราจะเป็นยังไง เราก็แจ้งสถานะจริงๆ ให้ทราบว่าถ้าทำต่อเรื่อยๆ จะเป็นอย่างนี้ๆ นะ ไอ้เงิน 300 วัน 400 วัน 500 วันของคุณทั้งหลายมันก็จะอย่างนี้ๆ นะ ทุกคนก็เข้าใจตรงกัน ก็เลยเป็น เป็นลักษณะนั้น

ตอนนี้ถามว่าแล้วพอเราเลิกผลิตรายการตรงนี้แล้ว เราเลิกเลยหรือเปล่า มันไม่ได้เลิกนะครับ ผมแค่ย้ายสื่อการผลิตรายการ ตัวผมเอง บริษัทของผมเอง ยังอยู่หมด ด้วยความเข้าใจที่เขาเขียนไปในหนังสือว่าบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด จะเลิกกิจการ บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด จะเลิกกิจการ ไม่ได้เลิกนะครับ มันเป็นหนังสือซึ่งบอกแล้วว่าเป็นดราฟต์ เป็นร่างภายในที่เขาเอามาส่งกัน

แล้วพอเรามานั่งดูจริงๆ เราก็บอกเฮ้ยไม่ใช่ และผมคิดว่าทุกๆ ท่านที่อยู่ที่นี่และดูทางบ้าน ก็คงจะทราบว่าจริงๆ การเลิกบริษัทมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ไม่ใช่บอกว่าเลิกพรุ่งนี้แล้วเสร็จเรียบร้อยนะ ไม่รู้กระบวนการมันอีกกี่ปีกว่าจะเสร็จสิ้น ซึ่งเราไม่ได้คิดจะเลิก และมันอยู่นั่ง 40 กว่าปีแล้ว อยู่ดีๆ จะเลิกด้วยเหตุผลว่าเราเลิกผลิตรายมันคงไม่ใช่

อีกอย่างนึงการขึ้นฝั่งครั้งนี้ของผม เป็นการขึ้นฝั่งเพราะว่าทะเลตรงนี้มันแรงมาก มหาสมุทรมันแรงมาก วันนึงถ้าคลื่นลมทะเลมันสงบ มันดีขึ้น ผมก็พร้อมจะลงทะเลได้อีกเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าผมจะจากทีวีไปตลอดกาลไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ทำแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นการปรับตัว ผมเป็นนักธุรกิจ และผมต้องดูแลคนเป็นจำนวนมาก เป็นร้อยชีวิต ผมต้องทำธุรกิจที่ถูกต้อง ผมคิดอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นในการปรับตัวครั้งนี้ของผม ก็คือตอนนี้ผมก็มาทำงานใหม่ของผม สำหรับท่านเองก็คงไม่ได้ทราบว่าจริงๆ ว่าผมเตรียมตัวเตรียมการมาตั้ง 3 ปีแล้ว ไม่ได้พูดเล่นนะครับ เดี๋ยวจะมีรายละเอียดให้ดูว่ามันไม่ได้โกหก ไม่ได้มาวันนี้มาแล้วมานั่งพูดว่าโอ้ย 3 ปีบ้าอะไร มาจากไหนยังไง จริงๆ แล้วบอกได้เลยว่า เวลาที่เราเตรียมตัวเตรียมการตรงนี้ เทคนิคในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เราจะดำเนินกิจการทางด้านออนไลน์ ซึ่งท่านก็คงเห็นมาบ้างแล้วเป็นตัวอย่าง เช่น ตอนนี้เรามีรายการใหม่ของเราทางออนไลน์ที่ชื่อว่า คิดเช่นต๋อย (Kitchen Toi)

ผมเองมองมาตลอดชีวิต และก็ยังมองยิ่งขึ้นไปอีกด้วยว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ในยุค ในสถานการณ์โลกเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นตัวพื้นฐานใหม่ของบริษัทผม ที่จะทำทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมาในสาขานี้ ทางด้านเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งถ้าใครดูรายการครัวคุณต๋อย จะเห็นว่าผมแทบจะเป็นคนแรกในสังคมในประเทศนี้ที่พูดคำว่า Gastronomy ออกไปอย่างชัดเจน และพยายามอธิบายและชี้แจงให้คนทั้งประเทศเข้าใจว่า Gastronomy มันสำคัญแค่ไหน พยายามอธิบายและชี้แจงว่ คุณต้องมีคววามรู้ในมันแค่ไหน และต้องทำอะไรกันมันบ้าง

จนในที่สุดมันตกผลึกกับเราแล้ว เราก็อยากจะให้อันนี้มันเป็นประโยชน์สู่สาธารณะไปด้วย เพราะฉะนั้น ผมก็จะสามารถบอกกับท่านได้ว่าจริงๆ แล้วในแนวทางปฏิบัติของรายการของเรา เราจะมีรายการใหม่ๆ ในออนไลน์อีกมากมายหลายรายการ เป็นรายการที่เป็นประโยชน์จริงๆ ครัวคุณต๋อย จะปรับโฉมใหม่ทั้งหมด และไปออกอากาศบนออนไลน์ ให้เหมาะสมกับความที่เป็นออนไลน์ ครัวคุณต๋อยที่ออกอากาศในทีวีมันเหมาะสมแบบนั้นในทีวี แต่พอเป็นออนไลน์ ความสำคัญในโลกยุคใหม่ที่ผมจะนำเสนอ คือนำเสนอในเรื่องราวของความลึกซึ้ง ของความรู้ที่เขาควรจะได้รับ

เพราะฉะนั้นมันจะเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ครัวคุณต๋อยใหม่ในออนไลน์ จะมีการปรับปรุงใหม่ มากมายมหาศาล นำเสนอบทบาทใหม่ๆ นำเสนอบทบาทของความสำคัญของคำว่า Gastronomy นำเสนอบทบาทใหม่ของคำว่าเชฟ พ่อครัว แม่ครัว หรือนำเสนอบทบาทใหม่ของการดำเนินชีวิตในธุรกิจแบบนี้ ซึ่งอันนั้นเราจะทำอย่างแน่นอน

ส่วน Today Show มันก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานะสังคม และก็วัยวุฒิของผู้ประกอบการ คือตัวผม ผมก็ได้เตรียมการล่วงหน้า ก็เลยได้ทำ คิดเช่นต๋อย ขึ้นมา ซึ่งถ้าเกิดใครได้ดูบ้างแล้ว จะเห็นว่าทุกๆ เรื่องที่ออกอากาศ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรู้ที่ลึกซึ้งแล้วมากมายมหาศาลยิ่งขึ้น ซึ่งไม่สามารถออกอากาศได้ในทีวีปกติ ในทีวีปกติผมเป็นพิธีกรบันเทิง คนก็จะดูในแบบนึง แต่พอมาออกอากาศตรงนี้ มันจะไม่ใช่ลักษณะบันเทิงล้วนๆ แล้ว มันจะเป็นเรื่องของความรู้

เพราะฉะนั้นนี่คือการเตรียมการ แล้วก็การทำงานของผมที่มันจะเกิดขึ้น ขอเน้นย้ำอีกครั้งครับ ครัวคุณต๋อย และ Today Show ไม่ได้เลิก เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่ ท่านจะดูได้ตามรายละเอียดที่ขึ้นอยู่ในช่องทางทั้งหมดของเรา มันจะเป็นความใหม่และจะเป็นความแตกต่าง ตั้งใจจะนำเสนอที่มันเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับท่าน นี่คือสิ่งที่เราอยากจะบอกท่าน ทิศทางของเรา

ส่วนสำคัญที่สุดที่พ่อแม่พี่น้องห่วงกันอยู่ เช่น ครัวคุณต๋อยยกทัพ จะยังอยู่ไหม ครัวคุณต๋อยทั้งหลายที่ทำเกี่ยวกับอีเวนต์ทั้งหลายจะยังอยู่ไหม ตอบได้เลยว่ายังอยู่ครบปกติทุกอย่างนะครับ พ่อแม่พี่น้องที่เป็น ทัพของเรา เป็นพ่อค้าแม่ขายของเรา ยังอยู่ในปกติ ยังดำเนินการทั้งประเทศอย่างปกติ และจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วย เมื่อเราทำงานใหม่ เราก็ต้องคิดสิ่งใหม่ๆ และไม่ใช่คิดวันพรุ่งนี้ เราคิดมา 3 ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นทัพของเรา การทำงานของเราในเรื่องของการที่จะเข้าไปสู่ผู้คน เข้าไปสู่ชุมชน จะยิ่งมากขึ้นและยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ย้ำแน่เลยว่าครัวคุณต๋อยยกทัพ และก็ครัวคุณต๋อยทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการอาหารการกินอย่างนี้ ยังอยู่อย่างแน่นอนครบถ้วน

ประกอบกับงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของไลฟ์ทอล์กโชว์ ซึ่งผมไม่เคยทำมาก่อนเลย และนำเสนอเรื่องราวซึ่งเป็นประโยชน์แบบสูงสุดจริงๆ หรือเรื่องราวบางส่วน บางทอล์ก จะเป็นเรื่องราวเกียวกับชีวิต และก็เรื่องราวที่เขาจะเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้ จะเกิดขึ้นใน ปีหน้า และก็ยังจะมีเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สังคม เกี่ยวกับการดำเนินการชีวิต การใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล อย่างฉลาด

ผมพูดจริงๆเลยนะครับ ผมเป็นห่วงผู้คนในสมัยนี้มาก ผมเป็นห่วงมากจริงๆ กับแนวคิดและวิธีคิดของเขา ผมอยากจะนำเสนอแนวคิดและวิธีคิดอีกอันหนึ่ง ซึ่งไปสร้างชีวิตของเขาได้หรือเปล่า ที่มันจะทำให้ชีวิตของเขาไม่อยู่กับเงาดำมืด ความรู้สึกสิ้นหวัง ความรู้สึกท้อแท้ ความรู้สึกว่าไม่รู้จะไปทางไหน

ถ้าคุณมี Foundation of Life (รากฐานของชีวิต) คุณจะมีชีวิตใหม่ที่แตกต่าง เราพยายามทำสิ่งนี้อยู่ พยายามจริงๆ เราไม่ได้คิดหรอกครับว่าเราเก่งมาจากไหน ทุกอย่าง ทุกเรื่อง ความรู้ที่ผมได้มา ก็ได้มาจากการสะสม ได้มาจากการค้นคว้า ได้มาจากการรวบรวมทั้งสิ้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ผมคิดแล้วลอยขึ้นมาได้เอง แต่ทั้งหมดนี้คืองานใหม่ของเรา

และที่สำคัญที่สุด ในวงการอาหารเราพูดกันตลอดเวลาว่า เราพูดกันจนติดปากว่า ครัวไทยเป็นครัวโลก แล้วมันเป็นจริงหรือยัง มันทำได้จริงแล้วหรือยัง แล้วมันไปอย่างนั้นได้จริงไหม เราจะพยายามทำบทสรุปตรงนี้ให้ได้ และให้มันเกิดเรื่องราวจริงๆ ขึ้นมา ให้เกิดการเรียนรู้ ให้เกิดความเข้าใจ และให้เกิดการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เราจึงสร้าง Academy ครับ

ในปีหน้าเราจะมี Academy ของเราเอง คือ มี Kitchen Toi Academy เป็น Academy ที่ให้การศึกษาครบวงจร เกี่ยวกับความรู้ทางด้านอาหารทั้งหมด ไม่ใช่แค่มานั่งสอนสูตรอีกต่อไป ไม่ใช่บอกว่าคุณทำอร่อยแล้วจบ อร่อยอย่างเดียว ต่อไปในโลกหน้า ไม่จบครับ

เพราะฉะนั้นจริงๆ เรื่องราวมันเกิดออกไปสู่สังคม ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะครับ ข่าวที่หลุดออกไป ก็ไม่รู้จะเรียกว่ามันดีหรือไม่ดีที่มีวันนี้เกิดขึ้น ก็พูดไม่ถูกจริงๆ แต่ถ้าคิดว่าคนที่เขาปล่อยข่าวออกไป เขาคงคิดว่าไม่เป็นไร แค่บอกให้รู้ว่าสถานะเขาจะเป็นยังไง ผมไม่ได้คิดว่าเขาคิดร้ายกับผมเลย แต่คือเขาอาจจะรอบคอบไม่พอ ความจริงทั้งหมดที่จะพูดวันนี้ มันควรจะเป็นต้นเดือนธันวาคม และนำเสนอให้กับพ่อแม่พี่น้องโดยหลักการจริงๆ เลย ว่าต่อไปนี้มันจะมีอย่างนี้ๆ นะ แล้วเราจะทำอย่างนี้ๆ นะ

ถามว่าเป็นการตัดสินใจที่มันฉุกละหุก หรือมันยากหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าไม่ใช่ครับ มันเป็นการตัดสินใจมา 3 ปีแล้วครับ มันเป็นการตัดสินใจซึ่งไม่ใช่เพิ่งเริ่มเดี๋ยวนี้หลายๆ คนที่อยู่ตรงนี้หรืออยู่ทางบ้าน ผมตัวอย่างให้ฟัง อันนี้เรื่องจริงๆ เลยนะ บารามีซี่ (Baramizi) กับผม ร่วมงานกันมา 3 ปีแล้ว และบารามีซี่กับผมมีงานซึ่งจะต้องทำต่อกันอีกเยอะแยะมากมาย ท่านไปเช็กดูได้ครับ เช็กชื่อนี้ดูได้ว่าบารามีซี่เป็นใคร เขาเชี่ยวชาญเรื่องอะไร แล้วก็ทำอะไร แล้วโมเดลที่เขาทำกับเรา เป็นยังไงบ้าง

อีกบริษัทหนึ่ง ก็เป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหาและเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านทำสาธารณคดี นิทรรศการ สิ่งพิมพ์ และการค้นคว้าพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับ Gastronomy ผมให้เขาทำทั้งหมด และ บริษัท จงทำดี ผู้ผลิตสื่อและเป็นผู้รับชอบการผลิตออนไลน์อะไรต่างๆ เยอะแยะมากมาย เขาเป็นคนผลิตออนไลน์ของครัวคุณต๋อยในปัจจุบันนี้อยู่นะครับ

เราไม่ได้ใช้อินเฮาส์ เห็นไหมครับ 3 บริษัทนี้ เป็นบริษัทที่เป็นบริษัทที่เราร่วมงานกันมา 3 ปีแล้ว แล้วเราก็ก่อตั้งหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ปรึกษาตรงโน้นทำตรงนี้ เพื่อให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ประกอบกับเวลาเราทำงานเราต้องมีที่ปรึกษา เรามีที่ปรึกษาทางกลยุทธ์ทางยุทธศาสตร์ วางเฟรมวางแผนให้เกิด Kitchen Toi Academy ขึ้นมา กรอบที่จะทำยังไงให้อคาเดมี่นี้เกิดขึ้นมาได้ ในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมดโมเดลทั้งหมด เรามีผู้ที่ร่วมงานกันเป็นคนสร้างกรอบ สร้างหลักสูตรขึ้นมา

แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลากับท่านผู้มีเกียรติ คือเราตั้งใจจะพูดว่า ข้อ 1. เราไม่ได้เลิก เราย้ายแพลตฟอร์มตามความเหมาะสมของบริษัทผม ผมเป็นเรือเล็ก ในทะเลอันยิ่งใหญ่ ในทะเลอันกว้างขวางนั้น มรสุมมันมากมายหลายหลากเหลือเกิน ผมต้องทำเพื่อลูกน้องผมหลายคนเขียนข่าวถึงผมในวันสองวันนี้ ว่าทำไมสมัยก่อนตอนที่ออกจากที่นึง แล้วต้องไปที่นึง ผมหยุดงานตั้ง 8 เดือน 9 เดือนยังอยู่ได้ อันนั้นน่ะทะเลมันสงบนะครับ ไอ้ที่ไม่สงบเนี่ย เรือของผมเอง

ผมยอมเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกบาททุกสตางค์ของผมเองได้ เพราะทะเลมันสงบและมันมีอนาคตสำหรับผม แต่ว่าวันนี้ถ้าผมสู้แล้วผมต้องเอาเงินส่วนที่ผมมีตรงนี้ แล้วมันกลายเป็นผลประโยชน์ของลูกน้องผมที่ควรจะได้ แล้วเอาไปทิ้งเสีย เพื่อรักษาโน่นรักษานี่ไว้ มันไม่ถูกต้องครับ ผมต้องเลิก ผมก็เลยย้ายแพลตฟอร์ม เพราะฉะนั้นข้อนี้สำคัญมากสำหรับผม คือการย้ายแพลตฟอร์มเฉยๆ

หลายๆ คนก็จะถามต่อไปอีกว่าแล้วโก๊ะ (โก๊ะตี๋ อารามบอย) แล้ว เอ๊าะ (กีรติ เทพธัญญ์) ล่ะ ทุกคนทราบก่อนล่วงหน้ามาก่อนตลอดแล้วครับ ทุกคนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร จึงเกิดรายการมากมายหลายหลากในทางออนไลน์ของเขา ที่ไปทำๆ กันอยู่ และเราเองก็เป็นผู้สนับสนุน ผู้ส่งเสริมตามความเหมาะสมที่เขาจะทำและจะทำได้ต่อไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงครับ นั่นคือสิ่งทีเกิดขึ้นจริงๆ

ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอราบขอบคุณทุกๆ ท่านอย่างสูง โดยเฉพาะหลายๆ ท่านที่เขียนทางด้านออนไลน์ ผมชื่นใจและชื่นชมหลายๆ ท่านจริงๆ นะครับ ผมมีความรู้สึกปลาบปลื้มและขอบคุณมากๆ ที่เป็นห่วง หรือว่าบางคนก็ให้กำลังใจ บางคนก็บอกว่าไม่ให้กำลังใจหรอก เพราะว่ารู้ๆ อยู่แล้วว่ายังไงก็ไปรอด

แต่ไม่ว่าจะยังไง ไม่ว่าจะท่านจะเขียนถึงผมในทางไหนก็ตาม ผมรับฟังหมด ในทางที่ดีผมขอบคุณมากๆ และในทางที่ไม่ดี ผมไม่โกรธเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ ผมพูดจากใจจริงผมเลยเวลาของการโกรธแล้ว เลยเวลาของการโมโห เลยเวลาของการที่จะมานั่งคิดว่าตัวเองเป็นใคร ตัวตนเป็นเป็นยังไง ผมเลยเวลาพวกนั้นไปแล้ว

อะไรที่ท่านเขียนมาในทางที่ไม่ดี ผมจะพยายามปรับปรุง ผมจะพยายามแก้ไขให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ท่านพอใจนะครับ อย่างเช่นบอกว่าอวยคน จะได้ไม่ต้องดูสักที เลิกอวยไปได้ ไม่ต้องห่วงครับ ผมยังอวยอยู่ดีครับ ผมยังคงรักษาสิ่งนี้ไว้ ผมเชื่อว่าสังคมต้องอยู่ด้วยสิ่งนี้ สังคมต้องอยู่ด้วยว่าถ้าใครเขามีดีต้องบอก

กราบขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ที่ดูรายการอยู่ในตอนนี้ แล้วไม่ต้องห่วง ครัวคุณต๋อยยังอยู่ ผมยังอยู่ และคนชอบถามว่าผมจะเลิกทำงานเมื่อไหร่ ผมบอกตั้งนานแล้วนะ ผมอยากเลิกตั้งแต่อายุ 45 นะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมพบความจริงว่าผมคงเลิกงานได้เมื่อผมตาย หรือเมื่อผมไม่ไหว ผมพบความจริงว่าจริงๆ แล้วมันมีอะไรมากมายอีกในอนาคตข้างหน้า ที่จะทำให้มันเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ กับองค์กร กับสิ่งต่างๆ ในทางที่ดี ในทางที่ไม่ต้องไปต่อสู้กับใครให้มันมากมายนัก ในทางที่ร่วมมือกัน จูงมือกันไป ในทางที่พยายามอย่างยิ่งที่ทุกๆ คนสำเร็จได้ ด้วยการร่วมมือกัน คำคำนี้สำคัญมากนะครับ คำว่าร่วมมือ จูงมือไปด้วยกัน ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นสู่สังคม

ส่วนความรู้สึกผูกพันกับแฟนๆ หน้าจอช่อง 3 ยังอยู่ตลอดไปครับ ผมบอกแล้วผมแค่ขึ้นฝั่ง เพราะว่าคลื่นลมทะเลมันแรงมาก เดี๋ยวผมจะเอาลูกน้องผมไปตายซะเปล่าๆ ผมแค่ขึ้นฝั่ง แต่ไม่ต้องห่วงครับ เมื่อไหร่คลื่นลมทะเลมันสงบ ผมลงทะเลอีกแน่นอน จะได้เห็นทางหน้าจอช่อง 3 อีกล้านเปอร์เซ็นต์ครับ การพูดคุยกับผู้บริหารทางช่อง 3 เป็นไปอย่างดีมาก ทุกคนเข้าใจกันทุกฝ่าย ช่อง 3 พยายามอย่างยิ่งที่จะให้ผมอยู่ต่อว่าง่ายๆ ทำไงก็ได้ให้มันอันนั้นอันนี้ แต่ผลก็ชี้แจงให้ฟังว่าค่าใช้จ่ายเป็นยังไง

เล่าโดยสรุปรวมแล้วกัน ค่าใช้จ่ายเมื่อก่อน เราสามารถขายโฆษณาได้สูงสุด อย่าง ทูเดย์โชว์ นาทีละ 4 แสน ครัวคุณต๋อย ตอนเริ่มแรกออกมานาทีละ 2 แสน ผมขายได้ประมาณ 3 นาทีครึ่ง ผมก็จะมีทุนผลิตตอนนึงประมาณ 6-7 แสน ผมจึงเป็นรายการรายการเดียวในทีวี ที่มีระบบการถ่ายทำที่วุ่นวายและยุ่งยากที่สุด ข้อ 1. ผมต้องออกข้างนอก เพราะผมทำช่วงไม่กินถือว่าผิด ต้องไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทุกจังหวัดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำเสนอว่าไปจังหวัดนี้ควรกินอะไรดี

ข้อ 2. ผมนำเสนอสูตร ซึ่งไม่มีใครนำมาก่อนหน้านี้ แต่เวลาทำอย่างนั้น ผมต้องตั้งกองอีกหนึ่งกอง เพื่อถ่ายทำทั้งหมดที่เป็นสูตร และเอามาตัดต่อใหม่ทั้งหมด ข้อ 3. เมื่อมาอัดในสตูดิโอ เขาต้องยกกองทั้งหมดมา แล้วเอามาทำในสตูดิโออีก ข้อ 4. ผมต้องตัดต่อร้อยเรียงทั้งหมด คุณว่าค่าใช้จ่ายมันเท่าไหร่ และทีมงานทั้งหมดที่ใช้อัดรายการครัวคุณต๋อย ร่วม 50 คนนะครับ

และในปัจจุบัน ไอ้นาทีละ 2 แสนที่พูด 2 หมื่นให้ซื้อก่อนเถอะ ปัจจุบันนี้ราคาค่าโฆษณาทีวีมันเหลือประมาณ 20,000-30,000 ต่อนาที และสมมติว่าผมขายได้เต็มเลย ก็คือ 60,000 บาท ถ้าเขาซื้อนาทีละ 20,000 ก็คือได้ 60,000 บาท จาก 7 แสนทีวีประสบสถานการณ์นี้อยู่ ประสบสถานการณ์ที่เรตติ้งทั้งหมดเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศนี้ และกำหนดจากฝรั่ง กำหนดโดยการที่มองว่าสถานะจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นอย่างนี้ เมื่อมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมากับผม คุณว่าผมทนมากี่ปีแล้ว และผมต่อสู้ในทุกทิศทาง ทุกแนวทางมากี่ปีแล้ว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับ”

ยืนยันไม่ได้ปิดสักบริษัท แค่เลิกจ้างเพื่อให้พนักงานได้เงินชดเชยตามกฎหมาย เอกสารที่หลุดมาเป็นเอกสารที่ผิด และกำลังจะแก้ไข
“ไม่ปิดเลยสักบริษัทครับ แต่ในเอกสารอย่างที่เรียนไปแล้ว ไม่ได้โกหกนะครับ เขาเอามาให้ดูว่าเป็นอย่างนี้ๆ พี่ต๋อยทำอย่างนี้ พี่ต๋อยเซ็นชื่อตรงนี้อย่างนี้ๆ เลย แล้วเราจะปิดประกาศอย่างนี้ พอเสร็จเรียบร้อยมานั่งดูกันเสร็จ เฮ้ย เราไม่ได้ปิดบริษัท เราเลิกจ้างให้เขาได้เงิน เพื่อพวกคุณจะได้เงินย ก็บอกว่าเอ้า ถ้าอย่างงั้นก็แก้สิ ยังไม่ทันวันรุ่งขึ้นจะแก้เลยครับ เอกสารหลุด คุณดูสิ มันเป็นอย่างงั้นจริงๆ ไม่ได้โกหก ไม่ได้ตอแหxอะไรเลย ถ้าจะโกหกก็คือจะต้องมาพูดว่า เขาไม่ได้เงินนะ เพราะว่าบริษัทขาดทุนนะ

ถามว่าแล้วบริษัทขาดทุนตรงไหน เห็นหลายคนบอก บริษัทไม่เห็นมีงบดุลขาดทุน มันยังไม่ขาดทุนครับ แต่ปีนี้จะรอดเหรอ ถ้าทำกันแบบนี้และถ้าทำอย่างนี้กันต่อไป เวลาเราคิดบริษัทเนี่ย ไม่ได้คิดแค่เป็นเดือนนะ สมมุติผมบอกปีหน้าบริษัทจะทำงานเนี่ย คือทั้งปีต้องวางแผนเลยนะว่าทำ เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกลูกน้องก่อน 4 เดือน 5 เดือนแล้วนะ นี่มัน 6 เดือนแล้วด้วยซ้ำ ที่คุยๆ กันมากับช่อง 3 จนในที่สุดบอกไม่ได้แล้ว ต้องอย่างนี้ ทุกคนเข้าใจนะ แต่พอดีอยู่ดีๆ เอกสารมันหลุด เราไม่ได้ปิดบริษัทนะครับ ไม่ใช่เอาคนออกครับ เราให้เขาออกเพื่อเขาจะได้รับสิทธิประโยชน์เขา ที่บริษัทยังมีเงินจ่ายเขาอยู่

เขาควรได้หรือเปล่า เขาอายุ 60 แล้วนะ 51 ต่ำสุดนะที่อยู่ ถามว่าเขาดีใจไหมดีกว่ามั้ง เขาดีใจครับ เขาได้สิ่งที่เขาควรจะได้ เป็นการเลิกจ้างเพื่อให้เขาได้ค่าชดเชยสูงสุดตามกฎหมายที่เขาควรจะได้ แล้วผมทำใหม่ ผมก็จ้างเขาใหม่ไง เพียงแต่ว่าทำยังไงให้เขารอดตัวก่อน ไม่ดีกว่าเหรอ ผมเป็นเจ้านายคน ผมต้องคิดหลายๆ ทาง ที่ทำให้ประโยชน์สูงสุดกับเขา แรกสุดคือผมเลิกจ้างซะก่อนไง เลิกจ้างซะก่อนเลย แล้วให้เขาได้ไป และถ้าผมจะต้องทำใหม่ ถ้าผมจะต้องลงทะเลอีก และเขายังจะมาลงทะเลกับผม มาเลย เราบอกกันอย่างงี้ทุกคนนะ คุณไปถามคนในบริษัทผมได้ ว่าจริงหรือเปล่าคำพูดนี้”

ไม่คิดว่าเอกสารหลุด เพราะมีคนอยากดิสเครดิต แค่ไม่รอบคอบพอ หรือคิดว่าเท่ได้บอกสื่อคนแรก
“ที่เอกสารหลุด ผมว่าเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้เราเสียหายนะ เขาแค่บอกสถานะเขานะ ผมเดาว่านะ ไอ้คนที่เอาไปเอาออก อาจจะแบบสนิทสื่อ เดานะเดา แบบเจ๋ง ผมมาให้พี่คนแรกเลยนะ อะไรอย่างนี้ ผมไม่คิดเลย ผมไม่คิดว่าเขาจะมีเจตนาอย่างงั้น ไม่คิดเลย ผมคิดว่าเขาจะมีเจตนาแค่นี้อย่างที่ผมพูด แบบเท่ เจ๋ง คนแรกที่เอาข่าวไปบอก แต่ใครก็ตามที่คิดว่าเจ๋งและเป็นคนทำ ให้รู้ด้วยเห็นไหม สิ่งที่คุณทำ ทำให้เกิดวันนี้ สิ่งที่คุณทำแล้วคุณคิดไม่รอบคอบพอ มันทำให้เกิดวันนี้”

รู้ตัวคนทำเอกสารหลุดแล้ว
“แหม มีเหรอจะไม่รู้ แต่มันสำคัญเหรอ ที่จะต้องมาบอกว่าคนๆ นี้อย่างงั้น คนๆ นี้อย่างนี้ แต่ว่าเขาควรได้รับบทเรียน ว่าการเป็นผู้บริหาร หรือว่าการทำงาน หรืออะไรต่อไปในอนาคตที่เขาจะต้องคิด เขาจะต้องคิดยังไงกับชีวิตเขาเขาต้องคิดตลอดว่าคนอื่นเขาคิดรอบคอบขนาดไหนแล้ว กว่าเขาจะมาทำถึงตรงนี้ และถามคำเดียว สมมติคุณเป็นคนในบริษัทผม คุณไม่ดีใจเหรอ ตรงไหนจะเสียใจเนี่ย

สมมติคุณเห็นว่างบดุลมันยังไม่ขาดทุน แต่พอทำไปปุ๊บถึงหน้าสิ้นปีเนี่ย เอาง่ายๆ นะ ค่าผลิตมันตอนละ 200,000 อาทิตย์นึงทำครัวคุณต๋อย 5 ตอน เท่ากับอาทิตย์นึง 1 ล้าน มีทั้งหมด 52 อาทิตย์ นั่นละต้นทุน 50 กว่าล้านต่อปี คุณอยากจะเป็นลูกน้องที่อยู่ในสถานะนั้นเหรอ ที่พอปลายปีหน้าแล้วเราบอกว่าบริษัทขาดทุนไปแล้วตอนนี้ 50 ล้านหรือ 60 ล้าน แล้วก็ไปฟ้องกันสิ ฟ้องใคร ก็บริษัทมันขาดทุน บริษัทมันไม่ได้โกง เอาไหม ไม่มีใครในบริษัทเอาสักคนครับทุกคนเข้าใจที่ผมเจตนาดี ทุกคนเข้าใจที่ผมพูด เข้าใจจริงๆ ด้วย และให้เขาไปปรึกษาใครก็ได้ในโลก ว่าจริงไหมที่ผมพูด เอาตัวรอดก่อนไม่ดีเหรอ ทุกคนก็บอกว่าดี แล้วทุกคนขอบคุณด้วยซ้ำ กราบด้วยซ้ำ“

เผยค่าผลิตออนไลน์กับทีวี ต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ต่างกันฟ้ากับเหวครับ ตอนนี้ทีวีเราเลิก แต่เราไม่ได้เลิก เรายังอยู่ออนไลน์”

เผยไม่เคยได้ค่าตัวในส่วนของการเป็นพิธีกร ได้เฉพาะในส่วนของเจ้าของบริษัท
“ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมไม่มีค่าตัว เพราะมันจะกลายเป็นไปเบียดเบียนคนอื่นเขา เงินทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ ที่ผมควรจะมีค่าตัวตอนเท่านั้นตอนเท่านี้ ผมไม่เคยได้รับโอเคผมเป็นเจ้าของ ผมก็ไปรับส่วนเป็นเจ้าของ แต่ความจริงผมควรจะได้รับในส่วนที่ผมเป็นพิธีกรด้วย ผมควรจะมีค่าตัวตอนละ 300,000 ถึง 400,000 บาท แต่ผมไม่เคยได้ ผมไม่มีค่าตัว แต่พิธีกรคนอื่นเขาได้สิครับ ถ้าไม่ได้แล้วจะอยู่เหรอ ในภาวะที่เศรษฐกิจมันย่ำแย่ หรืออะไรก็ตาม ทุกๆ คนได้ค่าตัวหมดครับ ยกเว้นผม”

ไม่เลือกที่จะเป็นมือปืนรับจ้าง เพราะคงไม่มีใครสู้ค่าตัวตอนละ 5 แสนบาท
“ไม่เป็นครับ เพราะว่าใครจะจ้างผมเหรอ 300,000 ในบริษัทผมเองนะครับ คนอื่นมาจ้างผมต้อง 500,000 ต่อตอนนะครับ ไม่มีใครจ้างหรอกครับ ถ้าเขาจ้างผมว่าให้เขาไปตรวจประสาทก่อนดีกว่านะครับ ไปตรวจประสาท”

เผยแผนงานในปีหน้า จะแน่นกว่าเดิมเยอะมาก
“แน่นมากๆ แน่นมากกว่าเดิมเยอะมากๆ คือการย้ายแพลตฟอร์มเป็นเรื่องใหญ่มาก การจะทำให้คนเห็นในแพลตฟอร์มใหม่ เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก แล้วการที่จะทำให้คนเห็นว่าแพลตฟอร์มใหม่ สร้างโอกาส สร้างประโยชน์ให้กับชีวิตเขา อันนั้นกลับเป็นเรื่องที่หมูที่สุดสำหรับเรา เรารู้แล้วว่าเราจะสร้างประโยชน์ สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เขายังไง เราจะชี้ให้เห็นเลยว่าความลึกซึ้งรูปร่างหน้าตามันอยู่ตรงไหน ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น จริงๆ แล้วความแตกต่างคืออนาคต ความจริงเขาไม่ให้ผมพูดคำนี้นะ เขาบอกให้ผมเก็บไว้ก่อน แต่ผมทนไม่ได้ คุณจำไว้เลยถ้าคุณดูอยู่ ความแตกต่างคืออนาคต ถ้าคุณไม่รู้จักคำนี้ คุณตายแน่“

ลั่นไม่ได้หนีตายออกมาจากทีวี แค่รู้ตัวดีว่าควรทำอะไร
“ผมไม่ได้หนีตายออกมาจากโลกของทีวี แล้วมาออนไลน์ ผมรู้ว่าผมควรจะทำอะไร เพราะคนยังอยู่ในอุตสาหกรรมทีวีเต็มไปหมด ถ้าเกิดผมพูดอย่างนั้น ว่าผมหนีตายออกมา มันจะกระเทือนเขามากๆ ผมไม่พูดเช่นนั้น และไม่ได้เป็นอย่างนั้นผมออกมาเพราะผมรู้ตัวผมดีว่าผมควรจะทำอะไร แต่ละคนแต่ละที่จะมีแบ็กกราวด์หลัง มีการสนับสนุน หรือมีความต้องการแตกต่างกันมาก ผมอาจจะถึงจุดอิ่มตัวของผม หรือจุดที่ผมมองว่าผมต้องเป็นอย่างนี้ ผมออกมาเพราะเหตุผลนั้น

ข้อที่ 2. ที่คุณถามว่าทีวีกำลังจะตาย ผมถามว่าคำถามนี้ เป็นคำถามซึ่งผมควรตอบ หรือเจ้าของสถานี หรือ กสทช. หรือ นายกรัฐมนตรี หรือคนที่ดูแลทั้งหมด ควรจะเป็นคนตอบ นี่เขาไม่ให้พูดนะ เขาไม่ให้พูดเลย แต่เรามีสื่อที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่าสื่อแบบไทย บางอย่างมันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และความฝังรากที่ดี บางอย่างเราแตกต่างจากโลกมากมาย แต่เราเอาข้อกำหนดของโลก มากำหนดเรา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ บางอย่างเราควรจะก้าวออกจากกรอบตั้งนานแล้ว แต่ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้เราก้าวออกจากกรอบไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งคนที่มีความรู้ที่สุดในวงการทีวี คร่ำหวอดกับมันจริงๆ แล้วก็รู้เรื่องทั้งหมดจริงๆ ควรจะได้ดูแลทีวีไหม ควรจะกำหนดทิศทางอนาคต หรือว่าควรจะเป็นอย่างที่คนหลายๆ อยากให้เป็น เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง บังเอิญผมไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอย่างนั้นได้ หรือที่จะทำเช่นนั้นได้ ผมจึงฝากเรื่องน่าสนใจเหล่านี้ เป็นหัวข้อที่สังคมควรตระหนัก ความจริงมันเรื่องนี้มันเกิดก่อนนะ แล้วผมก็ไปลั่นปากหลุดปากไปพูดกับไปพูดกับดุ๊ก (ภาณุเดช วัฒนสุชาติ) ในรายการ ในรายการที่เขาทำออนไลน์ ผมก็หลุดปากพูดไปแล้ว ว่าเรื่องราวต่างๆ ที่มันกำลังเกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ มันมีความอ่อนอยู่ 3 ความอ่อน ที่ประเทศนี้รับอยู่

เขาไม่ให้พูดครับ แต่ขอพูดครับ ความอ่อนสำคัญมากๆ เลย 1. สื่ออ่อนแอ สื่อเข้มแข็งไม่พอ เสนอเรื่อง เสนอทิศทาง แนวทางการชักจูงอย่างอ่อนแอ มีหน้าที่นำเสนออย่างเดียว ขาดการชักจูงที่ถูกต้อง เพื่อไปสู่แนวทางแห่งความสำเร็จร่วมกัน มีนะครับไม่ใช่ไม่มีสื่ออย่างนั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สำหรับผม ผมเรียกมันว่าสื่ออ่อนแอ

อันที่ 2. รัฐอ่อนแอ รัฐ ข้าราชการ ผมเรียกว่า 2 อย่างรวมกัน รัฐอ่อนแอ อ่อนแอยังไงไปดูกันเอาเอง ว่ามันถูกต้้องจริงไหม มันอ่อนแอไหม ผมไม่ได้ใช้คำว่าผิดถูกนะครับ เพราะว่ามันจะลงลึกไปกว่านั้นอีกเยอะแยะมากมาย แต่ผมใช้คำว่าอ่อนแอ อย่าเพิ่งโกรธผมนะครับ อย่าเพิ่งเอาไปตี ผมพูดด้วยปรารถนาดีทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้คิดจะไปลงดำรงตำแหน่งอะไร นอกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นนะครับ พูดเล่นนะครับ เดี๋ยวก็ไปใหญ่หรอกครับ พลาดแล้วนะครับ พูดเล่นนะไม่เกี่ยวกันนะ คือรัฐอ่อนแอ

และอันที่ 3. อันนี้น่าสนใจที่สุดเลยครับ ประชาชนอ่อนแอ 3 อ่อนแอนี้อยู่กับเรามาตลอดครับ เราถึงพยายามที่จะทำส่วนที่เราทำได้ คือส่วนประชาชาชน คือสร้างวิสดอม (Wisdom) ให้กับประชาชน เราพยายามที่สุดเลยคือจะสร้างวิสดอมให้กับประชาชน เลยสร้าง ครัวคุณต๋อย ขึ้นมา ผมไม่ได้ไปว่าใคร ไม่ได้ไปโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น กรุณาอย่าไปตีความอย่างนั้น หรือไปทำอะไรให้มันเสียหายอย่างนั้น ขอร้องเลยนะครับ คุณถามเอง ก็เลยพูดว่าถ้าเราทำส่วนของเราตรงไหนได้ดีที่สุดที่เราไม่อ่อนแอ ให้เราเข้มแข็งขึ้น ให้เราแข็งแรงขึ้น เราก็ทำสิ ผมทำได้ตรงนี้ ผมก็จะพยายาม ผมพยายามอย่างยิ่ง

ทุกคำพูดที่ออกจากปากผมเดี๋ยวนี้ ไปดูได้เลยครับผมเฟ้นแล้วเฟ้นอีก อายุรุ่นผมนะที่น่าทำที่สุดเลย คือสร้างคนรุ่นใหม่ ให้แข็งแรงที่สุด ให้ดีที่สุด และให้มีความคิด ให้มีรากฐานที่ดีที่สุด เรากำลังทำ Foundation of Life อยู่ครับ มันอาจจะเรียกว่าหนังสือ หรืออาจจะเรียกว่าอะไรก็ช่าง แต่ว่าผมกำลังทำ Foundation of Life ให้พวกคุณอยู่ ว่าคุณจะทำไงให้จะได้ตื่นเช้ามาไม่หงอยอีกต่อไป ให้มีแรงที่จะสู้กับชีวิต มีแรงที่จะดำเนินต่อไป”

คว่ำหวอดอยู่ในวงการทีวีมากว่า 45 ปี
“45 ปีครับ ปีนี้ผมอายุ 72 อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่าน ที่มาในงานวันนี้ ขอขอบคุณช่อง 3
อย่างยิ่ง คุณประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) กับผมไม่ต้องพูด พูดที่ไหนก็ยังพูดอยู่อย่างนั้น คุณประวิทย์บอกไม่ต้อง ต๋อยไม่ต้อง ไม่ต้องไม่ได้ คุณประวิทย์นี่สุดยอดชีวิตของผม ขอบคุณช่อง 3 ขอบคุณ ทุกๆ คนที่ร่วมงานกับผม ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณผู้ชมทุกท่าน แต่เชื่อผม เรายังอยู่ เราต้องอยู่ครับ ทุกคนต้องอยู่ อยู่เพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณอย่ารีบแพ้ครับ รีบเลิก ทำใหม่สิครับ ทำใหม่ให้มันดีกว่าเดิม คุณอยู่ได้แน่นอนครับ ในโลกที่แปรผันขนาดไหนก็ตาม ถ้าคุณคิดใหม่ แล้วคุณทำใหม่ คุณต้องสู้ต่อไป ขอบคุณมากครับ”