xs
xsm
sm
md
lg

“เอส กันตพงศ์” ฝากถึงอดีตภรรยา “ชนะไปก็ไม่มีประโยชน์ คนเสียใจคือลูก”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เอส กันตพงศ์” เปิดใจถึงคดีฟ้องสิทธิ์ดูแลลูกสาว วอนอดีตภรรยาไกล่เกลี่ยดีกว่าขึ้นศาล ย้ำชัดถึงชนะไปก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะคนที่เจ็บปวดและเสียใจที่สุดก็คือลูก

หลังปิดฉากชีวิตคู่กับอดีตภรรยา จนนำไปสู่ขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อฟ้องร้องสิทธิ์ในการดูแลลูกสาว ล่าสุด “เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์”ได้ออกมาอัปเดตถึงเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันคำเดิมว่าอยากให้ทั้งสองฝ่ายหันมาพูดคุยและไกล่เกลี่ยกันมากกว่าการเอาชนะกันในชั้นศาล มองชนะไปก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะคนเสียใจคือลูก
 
“เรื่องลูกเป็นเรื่องอะไรก็เป็นเรื่องที่อยากจะให้คุยกันให้ราบรื่นเรียบร้อย เหมือนที่ผมให้สัมภาษณ์ ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่าไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ คนจะได้ประโยชน์คือใคร คนที่สะเทือนคือลูกมากกว่า ผมรู้สึกว่าพ่อแม่ควรมาคุยกันมากกว่า ย้อนไปบทสัมภาษณ์ตอนนั้น ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าได้เจอเท่าไหร่ จำนวนวันก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยสัมภาษณ์ไปสักเท่าไหร่ครับ

ฟ้องคดีเดียว ผมต้องการให้มาคุย เจรจากัน ส่วนเขาฟ้องตอนโน้น เขาให้สัมภาษณ์ไปแล้วประมาณนึง แต่ก็ตกไป เขาไม่ได้ตามที่เขาต้องการตอนนั้น ตอนนี้ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่าอยากให้ไกล่เกลี่ยมากกว่า เพราะไม่มีประโยชน์ พูดตรงๆ ผมชนะไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาชนะไปก็ไม่มีประโยชน์ ลูกยังไงก็ต้องมีพ่อกับแม่ ผมไม่ต้องการจะชนะด้วย ไม่มีประโยชน์เลยผมว่าคนเสียประโยชน์คือลูก ที่จะต้องเห็นพ่อแม่มาทำแบบนี้ (ได้คุยกับอดีตภรรยา?) ไม่นะครับ ที่คุยก็มีแต่เรื่องว่ามีเอกสารอะไรให้ช่วยเซ็น”

คาดเดายังไม่ได้ และคนเสียประโยชน์ที่สุดคือลูก
“เรื่องลูก แบ่งหน้าที่ ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากได้มีหน้าที่เช่นกัน เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกอย่าพูด (หัวเราะ) ตามกฎหมายก็ 50-50 ผมยังคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยได้ไหม หวังว่าจะได้ คิดว่ามันควรจะต้องได้ เพราะถ้าเป็นแบบนี้ คนเสียประโยชน์คือลูก อันนี้ที่ห่วงมากที่สุด

ความจริงแม้กระทั่งที่ให้สัมภาษณ์อันนี้ ถ้าย้อนไปตอนนั้นผมก็ช็อกมากที่เขาให้สัมภาษณ์ วันที่เขาให้สัมภาษณ์คือวันที่เขาขึ้นศาล ผมยังงงเลยว่าคุณออกมาพูดเพื่ออะไรเขาอาจไม่อยากปฏิเสธพี่ๆ นักข่าวหรือเปล่า หรืออะไร ผมไม่ทราบได้ แต่วันที่เห็นว่าเขาออกมาให้สัมภาษณ์ก็ช็อก ผมพยายามไม่สัมภาษณ์มานานมาก จนมาเจองานพี่เอ อันนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมาเจอพี่ๆ นักข่าว สถานการณ์ดีขึ้นกว่าช่วงที่สัมภาษณ์ครั้งก่อนราว 5% - 10% มีโอกาสได้เจอลูกบ้าง ได้ไปวิ่งเล่นทำกิจกรรมด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆ”