ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! เปิดชีวิต “โยธิน มาพบพันธ์” อดีตนักแสดงเจ้าบทบาท “พระในจอ” วัย 73 ไร้บ้าน-ไร้งาน ติดต่อลูกหลานไม่ได้ ค่ำไหนนอนนั่น เดินเท้าเคาะโรงพักขอทำหน้าที่ “ยาม” ประทังชีวิต
หากใครที่เป็นคอภาพยนตร์หรือละครไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับนักแสดงอาวุโสท่านหนึ่งที่มักจะได้รับบทบาทเป็น “พระสงฆ์” อยู่เสมอ จนบางคนถึงกับสงสัยว่าในชีวิตจริงบวชเป็นพระด้วยหรือไม่ นักแสดงท่านนั้นคือ “โยธิน มาพบพันธ์”
ทว่าในวัย 73 ปี วันนี้ชีวิตของนักแสดงสมทบผู้สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้ผู้ชมกลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง แทบไม่เหลือทั้งชื่อเสียง หน้าที่การงาน และแม้แต่บ้านสำหรับซุกหัวนอน แต่สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในตัวชายชราคนนี้คือ “หัวใจที่ไม่ยอมแพ้” แม้ร่างกายจะมีโรครุมเร้า แต่ก็พร้อมที่จะทำงานทุกอย่าง ไม่เลือกอาชีพ แม้แต่การเป็นรปภ. เพื่อแลกกับเงินเลี้ยงชีพไปวันต่อวัน
เส้นทางชีวิตพลิกผัน ไร้ที่พึ่ง หลังลาสิกขา
เรื่องราวชีวิตอันน่าสลดใจนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อมีผู้พบเห็นคุณลุงโยธินกำลังเดินอยู่ริมถนน โดยคุณลุงได้เล่าถึงมรสุมชีวิตให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนได้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดเทพสรธรรมาราม (หลวงปู่สรวง) จังหวัดปทุมธานี เป็นเวลาประมาณ 1 ปีเศษ แต่ด้วยปัญหาสุขภาพและโรครุมเร้า ทำให้ต้องจำใจลาสิกขาออกมา
หลังจากสึกออกมาแล้ว ไร้ซึ่งจุดหมายและญาติมิตร คุณลุงใช้วิธีเดินเท้าเรื่อยๆ จากย่านลาดกระบังมุ่งหน้าไปยังวัดสวนแก้ว เพื่อหวังพึ่งพาอาศัยและขอทำงานแลกที่พัก แต่ทางวัดแจ้งว่าไม่มีที่พักและไม่มีงานรองรับ ทำให้เขาต้องเดินเท้าต่อด้วยความเคว้งคว้าง จนกระทั่งมาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.บางใหญ่
ติดต่อลูกหลานไม่ได้ ใช้ชีวิตค่ำไหนนอนนั่น วอนขอแค่งานทำ
ปัจจุบันคุณลุงโยธินต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนัก ไม่สามารถติดต่อลูกหลานได้ ใช้ชีวิตแบบค่ำไหนนอนนั่น ไม่มีเงินติดตัว โดยมีรายได้เพียงเงินเบี้ยผู้สูงอายุ 700 บาทต่อเดือนเท่านั้น ส่วนรายได้จากการเป็นนักแสดงในอดีต เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจึงไม่มีเงินเก็บสะสม
แม้จะป่วยเป็นโรคเส้นเลือดตีบและโรคความดันโลหิตสูง จนทำให้สำเนียงการพูดเปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่า แต่โยธินก็ยังมีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะทำงาน โดยเดินทางมาที่สถานีตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ หวังให้ตำรวจช่วยหางานให้ทำ เช่น อาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เพื่อขอแลกข้าวแลกน้ำและเงินประทังชีวิต
ด้าน พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผู้กำกับการ สภ.บางใหญ่ ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และกำลังเร่งประสานไปยังเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเข้ามาดูแลช่วยเหลือคุณลุงโยธินให้ได้รับความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป


