“กรรชัย” ถึงกับลั่น “เป็นคนไทยสนุกจริงโว้ย” หลังกู้ภัยโฟนอินแจงกรณี “แม่ภัทร” ถูกอุ้มขังเนิร์สซิ่งโฮม แต่โดนจี้จนหลักฐานมัดตัวเอง
กลายเป็นประเด็นดรามาเดือด จากกรณี “แม่ภัทร” ได้ร้องเรียนผ่านรายการ โหนกระแส ว่าถูกลูกชายจ้างทีมกู้ภัยให้มาอุ้มตัวถึงในบ้านพัก ก่อนนำไปขังไว้ที่เนิร์สซิ่งโฮมแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี นานกว่า 2 ปี โดยอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย ชกท้อง ใส่กุญแจมือ และถูกนำไปขังไว้ในกรงสุนัข
ล่าสุดในรายการโหนกระแส ประจำวันที่ 8 ตุลาคม “นายธีรพงศ์”คนขับรถกู้ภัยที่เดินทางไปรับตัวแม่ภัทรในวันเกิดเหตุ ได้ติดต่อโฟนอินเข้ามาในรายการเพื่อขอชี้แจงความบริสุทธิ์ใจ โดยยืนยันหนักแน่นว่าตนเองและทีมงานไม่ได้มีการทำร้ายร่างกาย ชกท้อง หรือเอามือปิดปากแม่ภัทรตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าวันเกิดเหตุลูกชายของแม่ภัทรเป็นคนติดต่อให้ไปรับตัว เนื่องจากอ้างว่าแม่มีพฤติกรรมคลั่งและทำร้ายคนในครอบครัว เมื่อไปถึงแม่ภัทรก็โวยวายด่าทอและมีกรรไกรในมือ จึงจำเป็นต้องให้ลูกน้องล็อกตัวและใช้เชือกมัดเพื่อพาไปส่งยังสถานดูแลตามความประสงค์ของลูกชาย โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท
อย่างไรก็ตาม “เอกภพ เหลืองประเสริฐ”ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมด้วย “ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล” ได้ยิงคำถามจี้ถามกลางรายการถึงข้อกฎหมายและสิทธิในการใช้อำนาจจับกุมตัวบุคคล โดยถามว่าก่อนเข้าจับกุมได้มีการตรวจสอบใบรับรองแพทย์หรือประวัติการรักษาโรคจิตเวชหรือไม่ รวมทั้งได้มีการลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ก่อนหรือเปล่า ซึ่งนายธีรพงศ์ยอมรับว่า ไม่มีขั้นตอนเหล่านั้นเลย และทำไปเพราะได้รับการว่าจ้างจากลูกชายให้นำตัวไปส่งสถานที่ดังกล่าว
งานนี้ทำเอาเอกภพถึงกับระบุกลางรายการว่า สิ่งที่นายธีรพงศ์พูดแจงออกมาทั้งหมด กลายเป็นการยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันบุกรุก ล็อกตัว และอุ้มผู้เสียหายจริง ซึ่งถือเป็นหลักฐานมัดตัวเองเต็มๆ พร้อมแนะนำให้เตรียมเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.วังทองหลาง ขณะที่ทนายแก้วชี้ว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักพาตัว หน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบุกรุก ซึ่งมีโทษจำคุกรวมแล้วเกือบ 10 ปี
ทางด้านพิธีกรชื่อดัง “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ถึงกับหลุดอุทานกลางรายการว่า “เป็นคนไทยสนุกจริงโว้ย”
ล่าสุดคนขับรถกู้ภัยที่ขับรถรับแม่ไป เขาอยากโฟนอิน เขาติดต่อมาที่ช่อง 3 “คุณธีรพงศ์” อยากชี้แจงอะไร เห็นติดต่อเข้ามา คุณเป็นคนไปรับคุณแม่วันนั้น?
ธีรพงศ์ : ใช่ครับ เล่าตั้งแต่แรกเลย ลูกชายติดต่อมาว่าคุณแม่มีพฤติกรรมรุนแรง ทำร้ายคนในครอบครัว ทำร้ายเขาและน้องสาว วันเกิดเหตุเขาติดต่อให้ผมไปรับ วันที่ไปรับ ไปถึงคุณแม่ให้พรผมชุดใหญ่เลย ด่าต่างๆ นานา มึงเป็นใคร มาบ้านกู ไอ้เบนซ์ ลูกสองคน มึงเอามาจับกูใช่มั้ย อย่างนี้เลย จะมาทำร้าย ผมเห็นสถานการณ์ไม่ดีเลยให้ลูกน้องล็อกตัว จากนั้นผมพาคุณแม่เขาขึ้นรถ คุณแม่กล่าวอ้างวันแรกว่าผมไปทำร้ายคุณแม่
ซึ่งในการจับตัวไม่มีใครทำร้ายคุณแม่เลยครับ อีกวันเขาบอกว่าผมทำร้ายเขาอีก ลูกชายเขาเป็นพยานได้ว่าผมไม่ได้ทำร้าย และบอกว่าพอขึ้นรถแล้วผมเอามือปิดปากเพราะคุณแม่ร้อง ไม่มีใครเอามือปิดปากเลยครับ เพราะหลักการทำงานถ้าใครเอามือปิดปากคนไข้ คนไข้กัดมือแน่นอนครับ คุณแม่ไม่ได้พูดความจริงอย่างนี้ ส่วนที่บอกว่าผมเปลี่ยนรถ ผมไม่ได้เปลี่ยนรถเลยครับ ผมเอาเจ้าหน้าที่ลงเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ขึ้นมา เพราะเด็กต้องวิ่งงานต่อให้ผม แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นหลักฐานสำคัญให้ผมได้ ก็คือการที่คุณแม่พูดเองว่าไปที่โสธรชัย แล้วโสธรชัยจับคุณแม่แก้ผ้าใส่แพมเพิส ถ้าผมเป็นคนต่อยท้องคุณแม่จริง คุณแม่ต้องมีร่องรอย มีหลักฐานว่าเขียวฟกช้ำ ถูกต้องหรือไม่ครับ หรือไม่งั้นสองสามวันต้องมีร่องรอย ถูกมั้ยครับ ตอนนี้ที่คุณแม่พูดบิดเบือนไป ทัวร์มาลงผมเต็มหมดเลยครับ
เขารู้ได้ไงว่าคุณธีรพงศ์เป็นคนไปรับแม่?
ธีรพงศ์ : ก็ผมเป็นทีมช่วยจิตเวชเลยครับ ใครก็รู้เยอะ เมื่อวานทีวีก็มาขอสัมภาษณ์ผม
เอกภพ : ถามหน่อยนะ คุณมีสิทธิ์อะไรจับตัวเขาไป ลูกชายเขาเอาใบจิตเวชให้คุณดูมั้ยว่านี่ครับ เอกสารรับรองแพทย์ว่าป่วยจิตเวช มาช่วยจับตัวไปที มีใบมั้ย
ธีรพงศ์ : คุณก็ฟังผมก่อนสิครับ ผมยังไม่ได้บอกเขาเป็นจิตเวชเลย
เอกภพ : แล้วคุณไปจับเขาในฐานะอะไร
ธีรพงศ์ : คุณลูกชายเขาบอกว่าให้พาคุณแม่ไปหาหมอ ไปหาพยาบาล
เอกภพ : ตามกฎหมายคุณมีสิทธิ์ไปล็อกตัวเขา ไปอุ้มขึ้นรถใช่มั้ย
ธีรพงศ์ : ถ้าคนไข้เป็นจิตเวชแล้วไม่ไปหาหมอจะเกิดอะไรขึ้นครับ
เอกภพ : คุณมีอำนาจอะไรในกฎหมายไปล็อกตัวเขาไปขึ้นรถ เขาเป็นคนปกติ
ธีรพงศ์ : ณ วันที่ไปเขาไม่ได้ปกติเหมือนที่เห็นนะครับ คุณแม่อาละวาดโวยวาย มีกรรไกรเป็นอาวุธในมือ คุณลูกชายเป็นคนพาเข้าไปครับ ผมไม่ได้เดินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า
เอกภพ : ใครก็ตาม จ้างคุณไปอุ้มพ่ออุ้มแม่เขาไปขัง คุณก็ทำได้เลยใช่มั้ย
ธีรพงศ์ : ถ้าวันนั้นปกติ ก็ไม่มีใครพาไปนะครับ
เอกภพ : ถ้ามีใครจ้างคุณไปอุ้มพ่ออุ้มแม่อุ้มใครก็ตาม คุณทำได้ใช่มั้ย
ธีรพงศ์ : มันมีหลักในการทำครับ ถ้าคุยปกติรู้เรื่อง จะไม่มีการทำอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย
เอกภพ : เขาคุยกับคุณด้วยซ้ำ คุณบุกไปบ้านเขา แล้วเอาคนไปล็อกเขา คุณเอาอำนาจอะไรไปอุ้มเขา
ธีรพงศ์ : ยังไม่มีใครแนะนำตัวเลยครับ คุณแม่ด่าทอมาก่อนแล้ว พูดอาละวาดออกมาก่อนแล้วครับ
เอกภพ : คุณเอาอำนาจอะไรไปอุ้มเขา
ธีรพงศ์ : ผมไม่มีอำนาจอะไรไปอุ้มเขา แต่ผมพาเขาไปรักษา ไปหาหมอครับ
เอกภพ : คุณพาไปหาหมอที่ไหน
ธีรพงศ์ : ลูกชายเป็นคนติดต่อเอง เจตนาคือจะพาไปส่งศูนย์ดูแล ที่เขาติดต่อผมมา
ทนายแก้ว : หมายความว่าสถานที่ที่กาญจนบุรี คุณเบนซ์เป็นคนบอกคุณ
ธีรพงศ์ : คุณเบนซ์ครับ
ทนายแก้ว : ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ธีรพงศ์ : 1.5 หมื่นครับ
ทนายแก้ว : ไปถึงแล้วยังไงต่อ
ธีรพงศ์ : ผมก็ส่งต่อ เจ้าหน้าที่เขาก็มารับไปครับ
ทนายแก้ว : คุณยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายคุณแม่
ธีรพงศ์ : ไม่มีการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้นครับ ถ้ามีการทำร้ายต้องมีร่องรอย เจ้าหน้าที่โสธรฯ ต้องเห็นครับ
เอกภพ : ตอนคุณแม่ขึ้นบนรถแล้วเขาดิ้น คุณทำยังไงเขาถึงหยุดดิ้น
ธีรพงศ์ : ใช้เชือกมัดครับ พาอุ้มขึ้นรถ แล้วเชือกมัดครับ
ทนายแก้ว : ตอนนั้นคุณแม่คุยรู้เรื่องมั้ย
ธรพงศ์ : คุณแม่ด่าผมตั้งแต่ที่นั่น ยันกาญจนบุรีครับ คุยไม่รู้เรื่องครับ
ถ้าพี่เป็นแม่ พี่ก็คงด่า?
ธีรพงศ์ : ตอนที่ไป สภาพคุณแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น คุณแม่อาละวาดโวยวายตั้งแต่ที่บ้านแล้ว
ลองเป็นตัวธีรพงศ์บ้าง นอนอยู่ในบ้านเฉยๆ อยู่ดีๆ ลูกชายเรียกใครมาไม่รู้ ให้จับตัว เป็นธีรพงศ์จะทำยังไง?
ธีรพงศ์ : ผมคุยดีกับเขาเลยครับทีแรก ยังไม่ทันได้คุย คุณแม่โวยวายก่อน โดนด่าก่อนเลย
คุณมาเอาตัวเขาไป เขาต้องด่าหรือเปล่า เขาด่าคำว่าอะไร?
ธีรพงศ์ : โห เขาด่าไอ้เบนซ์ เอาใครมาจับตัวกู จะเอาไปไหน ทำอะไร เขาด่าต่างๆ นานาเลย
เป็นพี่ก็ต้องด่า อยู่ดีๆ ลูกพี่เอาคนมาจับพี่ไปอยู่ศูนย์ไหน?
ธีรพงศ์ : ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เข้าไปจะเป็นการคุยกันก่อนอยู่แล้ว แต่ทางแม่เขาควบคุมสติไม่ได้ ถ้าคนมีอาวุธในมือ เขาไม่ทำร้ายเรา ก็ทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว
การต่อยท้อง ไม่ปรากฏบาดแผล?
ธีรพงศ์ : ยืนยันว่าไม่มีใครทำร้ายทั้งนั้นครับ
คุณเองทำงานเป็นแอมบูแลนซ์ อยู่ดีๆ ลูกแก้วบอกว่าแก้วเป็นคนบ้า คุณก็เอาไปได้เลยเหรอ?
ธีรพงศ์ : วันที่ไป จากคำบอกเล่าของลูกคือเขาคลุ้มคลั่ง เขาอาละวาด และทำร้ายคนในครอบครัว
เอกภพ : ก็มันเรื่องในครอบครัว แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณ
ธีรพงศ์ : จุดประสงค์ของเขา คือจะพาแม่ไปหาหมอ ที่คุยกัน
เอกภพ : แล้วเขาพาไปหาหมอมั้ย
ธีรพงศ์ : ก็เขาให้พามาที่โสธรชัยนี่แหละครับ
เอกภพ : โสธรชัยเป็นรพ.เหรอ ได้หมื่นห้าขับยาวไปโน่นเลยเหรอ
ธีรพงศ์ : นี่คือความประสงค์ของญาติที่จะให้พาไปนะครับ ที่นี่เป็นสถานพยาบาลครับพี่
เอกภพ : ถ้าเป็นสถานพยาบาล เอาคนในครอบครัวคุณไปมั้ย
ธีรพงศ์ : ผมขอพูดอย่างนะครับ ใจเย็นนะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในเป็นยังไง ทุกคนปรารถนาดี ไม่มีใครจะเอาเขาไปทำร้ายไปทำอะไรเลย
เอกภพ : คุณไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่ต้น
ทนายแก้ว : กรณีลักพาตัว หน่วงเหนี่ยวกักขัง ก็เป็นแบบนี้แหละครับ มันเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงมาก กรณีคุณจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับตัวเบนซ์หรือเปล่า แต่ในฐานะคุณมีวิชาชีพคุณต้องมีการแยกแยะให้ได้ว่าเขาเป็นผู้ป่วย หรือกำลังมีอะไรหรือเปล่า แต่สิ่งที่คุณละเลยไปคือคุณเชื่อฝั่งเบนซ์เขามากเกินไป เอกเขากำลังไล่ว่าคุณเอาอะไรมาบอกว่าแม่เขาเป็นผู้ป่วยจิตเวช มันอยู่ตรงนี้ครับ
ธีรพงศ์ : ตอนนั้นมันเป็นสภาพที่เขาอาละวาดแล้ว ผมถามเขาเคยรักษามั้ยเขาบอกไม่เคยรักษา
เอกภพ : คุณธีรพงศ์ ที่คุณทำ เพราะคุณได้ค่าจ้างหมื่นห้า คุณเลยทำ ถูกต้องมั้ย
ธีรพงศ์ : มันเป็นการว่าจ้างครับ
เอกภพ : เขาจ่ายหมื่นห้า คุณเลยไปจับตัวคนถูกมั้ย
ธีรพงศ์ : เจตนาผมจะพาเขาไปสถานพยาบาลเท่านั้นครับ ไม่ได้จะพาเขาไปทำร้ายเลย
เอกภพ : โอเค เดี๋ยวพอจบจากรายการแล้ว ไปสน.วังทองหลาง ไปเซ็นรับทราบนะ เพราะคุณโทรมา คุณรับสารภาพในรายการแล้ว ว่าคุณไปจับจริง มัดจริง คุณรับสารภาพทุกอย่างแล้ว ขอบคุณมากธีรพงศ์
อันนี้สำคัญมากนะ ตราบใดที่เราขับแอมบูแลนซ์ เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าเขาเป็นผู้ป่วยหรือเปล่า จนกว่าเขาจะมีใบเวชระเบียน มีหลักฐานให้คุณเห็น ถ้าเบนซ์ไม่มี แล้วบอกแม่เขาบ้า คุณเอาไปเลย เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงเหมือนกัน อย่างที่เอกบอก พอคุณพูดมาทั้งหมด มันกลายเป็นการรับสารภาพเลยนะ?
ธีรพงศ์ : ครับผม
ทนายแก้ว : ไปดูตามขั้นตอน ธีรพงศ์ก็มีสิทธิ์ชี้แจง แต่มันสุ่มเสี่ยงจริงๆ กับการลักพาตัว หน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกาย ถ้าผิดก็ 309 จำคุก 3 ปี ทำร้ายร่างกาย 2 ปี ส่วนบุกรุกต้องดูว่าเขาเข้าบ้านด้วยเหตุอะไร ถ้าเบนซ์พาไปจริง หรือเบนซ์มีการนัดแนะกัน เขาอาจผิดฐานบุกรุกอีกครับ
บ้านนี้บ้านใคร?
แม่ภัทร : บ้านแม่
ทนายแก้ว : บุกรุกตอนกลางคืนโทษหนักหน่อย ข่มขืนใจให้ตกใจกลัว 3 ปี ลักพาตัวอีก ทำร้ายร่างกายอีก รวมๆ แล้ว เกือบ 10 ปี ธีรพงศ์มีสิทธิ์ไปโต้แย้ง
มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง?
ธีรพงศ์ : เห็นคุณเบนซ์กับลูกสาว ครบเลยครับ
ลูกสาวทำไงบ้าง?
ธีรพงศ์ : ยืนดูครับ ไม่ได้ห้ามครับ
เขายืนอยู่ข้างๆ ห้ามปรามมั้ย?
ธีรพงศ์ : ไม่ครับ
ทนายแก้ว : พอคุณถึงจุดหมายปลายทาง คุณเบนซ์ขับรถตามมามั้ย
ธีรพงศ์ : เจอครับ เขาไปเซ็นสัญญากันเองข้างใน หน้าที่ผมก็เสร็จสิ้นตรงนั้น
เอกภพ : วันนั้นคนอุ้มขาคือใคร
ธีรพงศ์ : ลูกน้องครับ ไม่มีการเปลี่ยนรถครับ แค่เปลี่ยนคนลง น้องต้องไปทำงานให้ผม เลยส่งอีกคนมาดูคนไข้ข้างหลังแทน ผมเป็นคนขับ เอาน้องอีกคนมาเปลี่ยน
เอกภพ : แสดงว่า 3 คนผู้ต้องหา
ธีรพงศ์ : ครับ
เบนซ์ไปพร้อมลูกสาวหรือเปล่า?
ธีรพงศ์ : ผมไม่เห็นผู้หญิงครับ อยากบอกว่าเจตนาไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือไปสถานที่ที่ทำร้ายเขาครับ
แต่พลาดตรงไม่ได้ดูใบเวชระเบียนหรือประวัติผู้ป่วยก่อน อยู่ดีๆ คุณไปเอาตัวเขาเลยไม่ได้ คุณเข้าไปในบ้านเขาด้วย เป็นประสบการณ์คุณเลยนะ ถ้าไปรับใครก็ตามแต่ ไม่ดูเวชระเบียน หรือดูประวัติ บุกไปในบ้านเขาแล้วอุ้มไปเลย บอกลูกเขาสั่ง คุณอาจโดนแบบนี้เลย?
เอกภพ : คุณรับเคสแบบนี้กี่เคสแล้ว
ธีรพงศ์ : รับทุกวันครับ
เอกภพ : ไม่ประสานตร.ในพื้นที่เหรอ โดยปกติรับคนออกจากบ้านต้องไปลงบันทึกประจำวันก่อน ว่าวันนี้คุณรับผู้ป่วยคนนี้มา มีหมอคนไหนดูอาการให้ แล้วจากนั้นถึงเอาตัวเขาไปได้นะ โดยหลัก แต่ขั้นตอนที่คุณทำไม่มีขั้นตอนเหล่านี้เลย ใช่มั้ย
ธีรพงศ์ : ครับ
ทนายแก้ว : ป้าแมวให้ค่าตอบแทนคุณมั้ย
ธีรพงศ์ : ไม่ได้ให้ครับ
ทนายแก้ว : ไม่ได้ 5 พันเหรอ
ธีรพงศ์ : (หัวเราะ) ไม่มีครับ
โดยช่วงท้าย หนุ่ม กรรชัยเผยว่า “เขาอยากชี้แจง เพราะเขาเสียหายมากที่แม่ไปบอกว่าต่อยท้อง เขาไม่ได้ทำร้าย ไม่ได้เปลี่ยนรถ เป็นคนไทยสนุกจริงโว้ย อะไรกันวะเนี่ย งงไปหมด”


