“นาวินต้าร์” ยอมรับตอนนี้คือช่วงเวลาที่ยากลำบากของครอบครัว พูดชัดขอเลือกเมียและลูก ตัดคนที่แทรกแซงใส่ร้ายออกไปจากชีวิต เห็นถึงหัวใจ “ไฮโซน้ำหวาน” ในวันที่สโตรกใกล้ตาย ไม้ทิ้งกันยืนเคียงข้างตลอด และไม่ว่าจะเกิดอะไรก็จะรักษาครอบครัวนี้ไว้
ตั้งแต่เกิดเรื่อง “ไฮโซน้ำหวาน” พัสวี พยัคฆบุตร ไลฟ์สดสลิ้งแตกฟาดครอบครัว “นาวินต้าร์ เยาวพลกุล” และอีกหลายๆ เรื่อง ก็ทำเอาภาพของครอบครัวสุดอบอุ่น 5 คนพ่อแม่ลูกเปลี่ยนไป หลายๆ คนต่างจับตาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งนาวินต้าร์ก็ยอมรับว่า ขณะนี้ครอบครัวอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
"ที่ผ่านมาก็มีปัญหาหลายอย่างที่เราต้องแก้ไข แล้วการที่ปัญหามันยังไม่ถูกแก้ ผมก็ไม่สามารถที่จะออกมาพูดอะไรได้ แต่ ณ วันนี้ก็บอกได้เลยว่า ผมรู้แล้วว่า ต่อไปเรามีแผนจะเป็นยังไง ดังนั้นพอปัญหามันคลี่คลาย ผมก็สามารถพูดได้ ครอบครัวผมก็มีอยู่ 5 ชีวิต ก็มีตัวผม ภรรยาผม ลูกสาว 2 คน และลูกชายอีก 1 คน ทุกคนสำคัญในชีวิตผมหมด"
“ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของครอบครัว แต่เราก็ต้องทำให้มันผ่านไปให้ได้ครับ ผมก็มองว่าผมต้องเอาครอบครัวผมมาเป็นอันดับหนึ่งนะครับ อะไรที่มันเป็นอุปสรรค หรือเป็นเสียงที่มารบกวนในหลายๆ ทาง ยิ่งเรื่องของโซเชียล ผมจะตัดไปก่อนเลย อะไรที่ผมกันให้มันไม่เกิดปัญหาได้ ผมก็จะตัดไปก่อนเลย มันเหมือนมีเนื้อร้าย เราก็ต้องตัดไปทีละส่วน คนเราต่อให้เราจะต้องตัดแขน ตัดขา เราก็ต้องรักษาชีวิตเราไว้ใช่ไหม มันก็เหมือนกัน เราก็เลือกที่จะตัด ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้อยากที่จะทำอย่างนั้น แต่ผมก็ต้องรักษาครอบครัวเอาไว้ ก่อน”
“ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าพายุลูกใหญ่ที่สุดมันผ่านไปแล้วล่ะ คือเรามองแต่ในเรื่องที่มันเป็นเรื่อง positive แล้วครับ แค่ 5 คนของเรา คนที่สำคัญที่สุด แล้วก็โฟกัสที่ลูกเป็นอันดับหนึ่ง เพราะว่าเขายังเล็กกันอยู่เลย ลูกผมคนนึง 9 ขวบ 6 ขวบ แล้วก็ 3 ขวบ อายุยังน้อยกันอยู่เลยครับ ทั้งๆ ที่ผมเองก็อายุมากแล้วนะ อีก 3 ปี ผมก็ 50 แล้ว แต่ผมยังมีลูกเล็กอยู่ ก็ยังต้องเหนื่อยอยู่ แล้วก็ต้องปกป้องความรู้สึกของเขาให้มากที่สุดครับ”
“มันก็เป็นเรื่องของการ ทั้งการกระทำ ทั้งคำพูดครับ มันเกี่ยวกับข้องกันหมด จริงๆ ผมก็ไม่รู้จะพูด ไม่รู้จะเล่าเรื่องไหนก่อน มันกระทบครับ กระทบมาก ไม่ได้บอกว่าใครผิด ใครถูกนะ แล้วผมก็ไม่ได้พูดว่าผมถูกไปซะหมด แต่ผมรู้อย่างเดียว เรื่องที่ถูกที่สุดก็คือ ผมอยากจะรักษาครอบครัวนี้เอาไว้ให้ได้ ต่อให้ทำยังไงผมก็ต้องทำ เพราะว่าชีวิตคนเรามันเอาทุกอย่างไม่ได้ เราก็ต้องแลกมาอีกสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่ง ก็เครียดครับ แต่ว่าสู้ ไม่ถอย ก็คงต้องเป็นแบบนี้ครับ”
“เราก็รับมาทีละเรื่อง มันหนักมากขึ้นมาทีละวันนะครับ มากขึ้นอีกก็เป็นระดับอาทิตย์ แต่สัปดาห์นี้โอเคแล้ว ตอนนี้ผมก็ต้องบอกว่าผมเริ่มมองไกลๆ ขึ้น ผมก็เห็นว่ามันเริ่มเบาลง แล้วมันกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ มันก็ต้องค่อยๆ ปรับนะครับ แต่ผมคิดว่ามันดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากคำมั่นสัญญา แล้วก็เกิดขึ้นเป็นการกระทำ เราก็สัญญาว่า เราจะจับมือกัน แล้วก็มองในสิ่งเดียวกัน ชีวิตคู่ ถ้าคนนึงมองไปในทางนึง แล้วมีอุปสรรคในทางนั้น เขาก็ จะไปยุ่งกับทุกอย่างที่มันไปทางนั้น ส่วนอีกคนนึงไปอีกทางนึง มันทำไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เรามีสายตาร่วมกัน มองเหมือนกัน นี่คือเป้าหมายของเรานะ”
“ผมก็เลือกที่จะโฟกัสที่ครอบครัว แล้วก็ตัดสิ่งที่เป็นปัญหาออกไป สิ่งที่มันทำให้ครอบครัวของเราจะต้องแตกแยก ครอบครัวของเราต้องเจอปัญหา แล้วไม่มีอนาคตร่วมกัน ผมก็ต้องตัดปัญหาออกไป ตอนนี้ทุกอย่างมันก็คลี่คลาย แล้วก็ไปในทางที่ดีขึ้นครับ หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของการกระทำแล้วล่ะ เราก็ต้องทำอย่างที่เราสัญญากันไว้ครับ”
“ตอนนี้มีความสุขดีครับ แล้วก็ไม่มีใครบังคับผมให้มาโพสต์อะไรบนโซเชียลผมนะครับ แล้วเรากำลังแก้ปัญหานี้ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเรากำลังมีความสุขก็แค่นั้นเอง มากกว่ามามองเราด้วยความสงสา ร ก็ไม่อยากรับความสงสาร เพราะว่าพอคนมาสงสารผม มันกลายเป็นเหมือนว่าไปตำหนิภรรยาผมว่าดูแล นาวิน ต้าร์ ยังไง ทำไมทำให้เขาดูน่าสงสารขนาดนี้ อันนั้นมันเป็นความคิดของตัวคุณเอง มันเป็นเรื่องที่คุณมโนเอาเอง เพราะชีวิตของผม มันมีมากไปกว่านั้นเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมมีความสุข ก็บอกเลยว่ามีความสุข แล้วจะพูดให้คนเชื่อ มันก็ต้องพูดให้มันแรง ไม่งั้นคนก็จะไม่เชื่อกันอีก”
ชมไฮโซน้ำหวาน คือซันซายน์ ความสดใสแสงว่างในชีวิต
“คุณน้ำหวานเขาเป็นคนจริงใจนะครับ แล้วก็เป็นคนตรงไปตรงมา หลายอย่างที่ผมเห็นในชีวิต ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะจากเขา ก็จะเห็นว่าเราสองคนแตกต่างกันคนละขั้วเลย อย่างผมจะเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว แต่คุณน้ำหวานเขาจะเป็นคนที่เปิดเผย แล้วก็ชอบเจอคนเยอะๆ แล้วก็เป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ บางครั้งผมเก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ค่อยเจอใคร แต่ก็ได้คุณน้ำหวานเป็นคนคอยที่จะดึงให้ผมออกมาจากตรงนี้ จริงๆ ผมก็ต้องการอะไรแบบนี้นะครับ ที่มันมากระตุ้นเรานิดนึง หรือบางทีเวลาที่ผมไม่อยากทำอะไร ผมก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่ออกมาอยู่ข้างนอก อยู่แต่ในโลกของผมเอง แต่เขาจะคอยดึงผมให้ออกมาจากตรงนี้หน่อย”
“เขาเหมือนซันชายน์ มีเขามันก็ดูสดใส สดชื่น เป็นแสงสว่างของเรา แล้ววันไหนถ้าไม่มีเขา มันก็จะเศร้าๆ เราก็รักเขาในตรงนี้ แล้วเขาก็เป็นคนน่ารัก ตรงไปตรงมา จริงใจ แล้วเห็นเป็นแบบนี้ จริงๆ เขาเป็นคนตลกมากนะครับ ก็มีหลายอย่างที่ผมรู้สึกว่าถ้าไม่มีเขา ผมก็จะไม่ได้หัวเราะเท่าไหร่ เขาก็ทำให้ผมหัวเราะ สนุก ทำให้โลกมันสดใส”
ในวันที่ป่วยใกล้ตาย ได้เห็นถึงหัวใจ “ไฮโซน้ำหวาน”
“คือผมก็รู้สึกประทับใจในตัวเขานะครับ ตอนที่ผมป่วย ตอนที่เป็นสโตรก เขาก็คอยดูแล คอยอยู่ตรงนั้นเพื่อผม แล้วก็ให้ผมได้รู้ว่าเขายังไม่ทิ้งเราไปไหน คือตอนนั้นผมไปวิ่งในงานของ UN นั่นแหละ แล้วตอนนั้นก็ฟิตมาก แล้วก็อยากที่จะขึ้นโพเดียม เราก็พุชร่างกายของตัวเองไปจนถึงลิมิต แล้วคล้ายๆ กับว่า ด้วยประจวบเหมาะ ผมท้องเสียด้วย และอากาศที่ร้อนมาก ร่างกายมันไม่พร้อม ด้วยอายุเรา ทุกอย่างมันคงเป็นส่วนผสมที่มันกำลังจะเฟลในวันนั้นพอดี”
“ในจังหวะที่ผมกำลังจะไปคว้าอันดับที่สาม กำลังจะเข้าเส้นชัย อยู่กิโลเมตรที 8 เหลือแค่ 2 กิโลเมตร ตอนนั้นผมอยู่คนที่ 4 ผมกำลังจะแซงคนที่ 3 ผมก็จะหวดเข้าไปเลย แล้วพอผมวิ่งเข้าไป เป็นภาพที่เห็นเขาอยู่ข้างหน้า แล้วตอนนั้นผมก็หมดสติไปเลย ภาพตัด ล้มไปเลย”
“ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมาก 170 180 ครั้งต่อนาที ซึ่งก็อยู่ใน Maximum Heart Rate ความที่ร่างกายเราขาดน้ำเยอะ มันสลบไปจากความร้อน ซึ่งอุณหภูมิร่างกายขึ้นไปประมาณ 42 - 43 องศา ก็ถูกนำตัวพามาที่โรงพยาบาลวชิระ ซึ่งผมมีอาการที่อาจจะเกิดขั้นที่ไตวาย แล้วก็มีปัญหาเรื่องความร้อนที่อยู่ในตัว ที่มันไม่ลงซะที คือกู้ชีพเราในทุกๆ เรื่อง ไตจะวายด้วย”
“พอคุณน้ำหวานพอไปถึง ทางพยาบาลเขาเตรียมที่จะทำ CPR เพราะถ้าเกิดหัวใจเราเต้นต่ำกว่า 30 ครั้งต่อวินาที มันเหมือนว่า 2 วินาที แล้วเต้น 1 ที 2 วินาที เต้น 1 ที ถ้ามันเกิน 2 วินาทีไปหน่อยนิดนึง มันก็จะมีสัญญาณเตือนว่า หัวใจเต้นช้าแล้วนะ พยาบาลต้องเตรียมที่จะทำ CPR ในใจผมรู้สึกว่าผมตื่น เหนื่อยมากเลย อยากพัก อยากนอน ไม่ได้นอนเลย แต่พอเวลาที่จะเริ่มเคลิ้มๆ ก็มีเสียงดัง ตื้ดๆๆ แล้วก็จะมีคนเข้ามา เจอหน้าคุณน้ำหวานเข้ามา เพราะว่าทางพยาบาล คุณหมอ เขาก็ไปเรียกคุณน้ำหวาน บอกว่าให้มา หัวใจเขากำลังจะไม่เต้น กังวลว่าจะไม่รอด กลัวว่าจะหยุดเต้น แต่สุดท้ายแล้วมันก็เกิดน้อยลงเรื่อยๆ แล้วผมก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ”
“เราต้องบอกว่าต้องชื่นชม ความสามารถของคุณหมอและพยาบาลที่โรงพยาบาลวชิระในวันนั้น ที่ทำให้สุขภาพร่างกายของผมยังดีอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังออกวิ่งได้ปกติ แล้วก็ยังมีชีวิตที่มีร่างกายที่ยังสร้างความสุขให้กับจิตใจผมได้ ก็ต้องขอบคุณจริงๆ ครับ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าเกิดคุณหมอเองได้ฟังอยู่ ผมก็อยากจะขอบคุณคุณหมอนะครับ แล้วก็คุณพยาบาลทุกคน อีกครั้งนึงในวันนี้นะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะได้ติดต่อกันอีกเมื่อไหร่ แต่ถ้าผมมีโอกาสได้ทราบว่าคุณหมอเป็นใคร หรือพยาบาลทุกท่านเป็นใคร ผมก็อยากที่จะไปขอบคุณด้วยตัวผมเอง”
“ไฮโซน้ำหวาน” ยืนยันจะดูแล ต่อให้ “นาวินต้าร์” จะเป็นผักก็ตาม
“ผมก็เห็นในความตั้งใจของเขา ผมก็จะบอกเขาตลอดว่า ถ้าผมต้องเป็นผัก ก็ไม่ต้องเอาผมไว้นะ ผมก็ไม่อยากที่จะเป็นภาระ เพราะว่าเราสภาพอย่างนั้นน่ะ ก็ถอดสายน้ำเกลือไปเลย แล้วก็ให้เราได้ไป เพราะว่าถ้าอยู่มันมีแต่ภาระ ผมก็รู้สึกว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรกับทุกอย่าง ที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้เห็น โดยเฉพาะเรื่องนี้นะครับ ก็ทำให้เห็นไปถึงใจของเขาว่า เขาเป็นคนใจสู้มากเลย แล้วก็ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังยืนอยู่ข้างผม จากเหตุการณ์นั้น ก็คิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ต้องเลือกที่จะพยุงครอบครัวของผมต่อไป”
“ผมก็มาถึงข้อสรุปว่า ใครที่เข้ามาแทรกแซงชีวิตของครอบครัวผม แล้วมาทำให้ครอบครัวของผมมันต้องพังนะครับ หรือว่าทำให้เราต้องแยกกัน หรือถ้าเป็นใครที่เข้ามาใส่ร้าย หรือมีวัตถุประสงค์อะไรทางไหนที่ทำให้ครอบครัวของเราจะต้องแตก ผมก็จะเลือกที่จะตัดเขาไป เพราะฉะนั้นปัญหามันก็ถูกตัดตั้งแต่ตรงนี้ครับ แล้วต่อจากนี้ปัญหานี้ก็จะไม่ใช่ปัญหาของเราอีกต่อไป ไม่ว่าอะไรก็จะมากระทบครอบครัวผมไม่ได้อีก ผมเลือกที่จะโฟกัสแต่ครอบครัว เท่านั้นครับ”


