xs
xsm
sm
md
lg

“ภัยออนไลน์ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ” เปิดผลสำรวจเด็กไทยปี 2569 ชี้ความเสี่ยงเริ่มเร็ว เปลี่ยนตามวัย เร่งปิด 5 ช่องว่าง ขับเคลื่อน 7 แนวทาง สู่โลกออนไลน์ที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส. มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มูลนิธิฮันส์ ไซเดล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย จัด “งานแถลงผลสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ ปี 2569” และการสัมมนา “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ: โลกออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” เปิดเผยผลสำรวจ โลกออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในชีวิตประจำวันของเด็กไทย โดยเกือบ 7 ใน 10 ใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่ 4 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป และ 1 ใน 3 ใช้ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป ขณะที่ความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงสิ่งที่เด็ก “เห็นบนหน้าจอ” แต่เข้าถึงตัวเด็กผ่านการติดต่อ ความสัมพันธ์ การหลอกลวง การคุกคาม และการแสวงหาประโยชน์ เครือข่ายฯ ผสานกำลังนำข้อค้นพบไปสู่การหารือเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการป้องกัน คุ้มครอง ช่วยเหลือ และเสริมสร้างสุขภาวะของเด็กในโลกดิจิทัล

รศ.จุมพล รอดคำดี ประธานเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า โลกออนไลน์ได้กลายเป็น “พื้นที่ชีวิต” ของเด็กและเยาวชน ทั้งการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และความบันเทิง การสร้างเสริมสุขภาวะจึงต้องครอบคลุมถึง “สุขภาวะดิจิทัล” (Digital Well-being) เพื่อให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย รู้เท่าทัน มีความสมดุล และได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา ขณะเดียวกัน ภัยออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การรับมือกับภัยออนไลน์จึงไม่สามารถฝากภาระการป้องกันไว้กับเด็กและครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจและแพลตฟอร์ม ครอบครัว ชุมชน รวมถึงเด็กและเยาวชน

ผลสำรวจครั้งนี้จึงมีความสำคัญในฐานะข้อมูลที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพความเสี่ยงและความต้องการของเด็กอย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบการป้องกัน คุ้มครอง และช่วยเหลือที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย เป้าหมายสำคัญของเครือข่ายฯ จึงเป็นการเชื่อมพลังทุกภาคส่วน โดยนำข้อมูลจากผลสำรวจไปสู่การพัฒนาระบบที่สามารถป้องกัน เฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และให้ความช่วยเหลือได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขยับจาก “การตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่ “การป้องกันเชิงระบบ” และจากการเน้นความรับผิดชอบของผู้ใช้ ไปสู่ “ความรับผิดชอบร่วมกันของระบบนิเวศดิจิทัล”

นายชญานนท์ รุ่งเรืองสุข รองผู้อำนวยการ มูลนิธิฮันส์ ไซเดล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากเด็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ทั้งด้านการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายผ่านการอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง การสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการป้องกันภัยออนไลน์ของเด็กและเยาวชน ตลอดจนการป้องกันและรับมือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเด็ก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งนำข้อมูลและมุมมองจากทุกภาคส่วนมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองเด็กในโลกดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงและมีความยั่งยืน

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย
เปิดเผยว่า ผลสำรวจ สะท้อน 5 ช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งปิด ได้แก่ ช่องว่างด้านการเผชิญความเสี่ยง (Exposure Gap) ช่องว่างจากความรู้สู่การปฏิบัติ (Knowledge–Action Gap) ช่องว่างในการขอและเข้าถึงความช่วยเหลือ (Help-seeking Gap) ช่องว่างด้านความรับผิดชอบ (Responsibility Gap) และช่องว่างด้านความปลอดภัยจาก AI (AI Safety Gap) โดยมีหัวใจร่วมกันคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) เด็กต้องเชื่อได้ว่า “ถ้าฉันบอก จะมีคนช่วยฉัน”

จึงเสนอ การคุ้มครองเด็ก 3 มิติ ได้แก่ 1. Universal Protection การคุ้มครองมาตรการพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะ ความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ (Safety by Design) ระบบรายงานและช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและทุกภาคส่วน 2. Age-responsive Protection ปรับการป้องกัน กำกับดูแล และความช่วยเหลือตามพัฒนาการและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามวัย และ 3. Gender-responsive Support ออกแบบการสื่อสาร การศึกษา การเปิดเผยปัญหา และบริการช่วยเหลือให้ตอบสนองต่อประสบการณ์และวิธีรับมือที่แตกต่างกัน 


พร้อมเร่งขับเคลื่อน 7 วาระ 1. จาก Awareness สู่ Resilience ให้เด็กไม่เพียง “รู้ว่ามีภัย” แต่ รับมือเป็น 2. จาก User Responsibility สู่ Safety by Design ไม่ผลักภาระให้เด็กป้องกันตนเองเพียงลำพัง 3. พัฒนา Child-friendly Reporting & Response ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย รักษาความลับและไม่ตัดสิน 4. เพิ่มการป้องกันและรับมือ Grooming และ Sextortion 5. การแทรกแซงช่วยเหลือและฟื้นฟูจิตใจจาก Cyberbullying ตั้งแต่ระยะแรก 6. ยกระดับ Digital Literacy สู่ AI Literacy & Safety 7. สร้าง Safe Disclosure ให้เด็กกล้าบอกและขอความช่วยเหลือโดยไม่ถูกตำหนิหรือตีตรา

นายจอห์น รัตนเวโรจน์ นายกสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D Tech Association) และผู้เชี่ยวชาญด้านความฉลาดทางดิจิทัล (DQ Specialist) กล่าวว่า ดิจิทัลวัคซีน 4S เป็นกรอบพันธกิจที่มองการพัฒนาการศึกษาเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ผ่าน 4 แกนที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1. Smart Teachers ใช้เทคโนโลยีและ AI ช่วยลดภาระและเพิ่มเวลาให้ครูดูแลการเรียนรู้ของเด็ก 2. Strong Students พัฒนาเด็กให้มากกว่าแค่ใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทัน ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และรับมือความเสี่ยงได้ 3. Safe Schools สร้างโรงเรียนให้ปลอดภัยทั้งในจอและรอบตัวเด็ก มีระบบป้องกัน แจ้งเหตุ ช่วยเหลือ และฟื้นฟูเมื่อเกิดปัญหาตั้งแต่ระยะแรก และ 4. Sustainable Learning เชื่อมการเรียนรู้จากโรงเรียนสู่บ้าน ชุมชน และโลกดิจิทัล เพื่อให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง

นายรัชพล มณีเหล็ก ผู้อำนวยการกองต่อต้านการค้ามนุษย์ กล่าวว่า เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ถูกใช้เป็นช่องทางเข้าถึงเด็ก สร้างความไว้วางใจ และนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ ทั้งทางเพศ การหลอกเสนองานหรือรายได้ ตลอดจนการบังคับให้กระทำความผิด ความเสี่ยงอาจเริ่มจากบทสนทนาหรือข้อเสนอที่ดูเป็นเรื่องปกติ ก่อนพัฒนาไปสู่การข่มขู่ ควบคุม และแสวงหาประโยชน์ จึงจำเป็นต้องเชื่อมความปลอดภัยออนไลน์กับระบบช่วยเหลือในชีวิตจริง เพื่อค้นพบและช่วยเหลือเด็กได้ตั้งแต่ระยะแรก สิ่งสำคัญคือ เด็กที่ถูกหลอกหรือแสวงหาประโยชน์ต้องได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ถูกตำหนิหรือตีตรา แม้เด็กจะตอบข้อความ รับข้อเสนอ หรือส่งภาพของตนเอง ก็ไม่ทำให้ผู้แสวงหาประโยชน์พ้นจากความรับผิด ครอบครัวควรสร้างพื้นที่ที่เด็กกล้าบอกและขอความช่วยเหลือ ขณะที่ภาครัฐ สถานศึกษา ภาคประชาสังคม และแพลตฟอร์มต้องร่วมกันพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และส่งต่อความช่วยเหลือได้รวดเร็ว ภายใต้หลักสำคัญว่า “เด็กต้องกล้าขอความช่วยเหลือ และระบบต้องพร้อมช่วยโดยไม่ซ้ำเติม”