“น้ำตาล พิจักขณา” เผยฤกษ์แต่งงาน “ไผ่ พาทิศ” งานแรกช่วงคริสต์มาสนี้ ที่จ. แพร่ ธีมงานเหนือ และจะจัดงานฉลองอีกครั้งที่ กทม. ต้นปี 2570 แพลนแต่งงานแล้วมีลูกเลย
ขอแต่งงานใต้บรรยากาศแสงเหนือไปเมื่อช่วงมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับคู่ของ “น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์” และ “ไผ่ พาทิศ พิสิฐกุล” ซึ่งน้ำตาลได้อัปเดตความคืบหน้าพิธีแต่งงาน โดยงานแรกจะจัดขึ้นที่จ.แพร่ บ้านเกิดของน้ำตาลในช่วงคริสต์มาสที่จะถึงนี้ และจะมีงานฉลองที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในช่วงต้นปี 2570
“ครบรอบ 14 ปี ผู้ชายบอกว่าใช้คำว่าแฟนเป็นปีสุดท้าย ได้ฤกษ์แต่งแล้วค่ะ ที่แพร่จะเป็นปลายปีนี้ ส่วนที่กรุงเทพฯ จะเป็นต้นปีหน้า ที่แพร่จะเป็นงานครอบครัว ก็อาจจะเป็นกลุ่มเพื่อน เราก็ค่อนข้างที่จะเกรงใจเพื่อน เพราะมันอยู่ในช่วงของเทศกาลปลายปี ก็เตรียมไปค่อนข้างเยอะแล้วค่ะ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ใกล้แล้วฝากความหวังทั้งหมดไว้กับออแกไนซ์ เป็นธีมงานเหนือ ที่จริงเกรงใจเพื่อนแล้วก็ผู้ใหญ่มากๆ แต่ไปๆ มาๆ ทุกคนอยากจะไปดูพิธีที่แพร่ เพราะว่าที่กรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้มีพิธีอะไร ก็อาจจะมีแถลงข่าว แล้วก็ฉลองไปเลยสนุกๆ เลย
ที่แพร่ตอนนี้โรงแรมเริ่มไม่พอ ขอโทษทุกคน ณ ที่นี้ด้วยที่อาจจะไม่ได้ทั่วถึง แขกคุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างที่จะเยอะ ตกใจเหมือนกันตอนที่เห็นรายชื่อ เพื่อนเราจะอยู่ตรงไหน หรือสนามกีฬาจังหวัดต้องเข้าแล้วจริงๆ หรือว่าเราขายบัตรสแตนเชียร์ไปเลยเหมือนงานเลี้ยงช่อง 3 ตอนแรก 250-300 ตอนนี้ทะลุไป 400 กว่าแล้วค่ะ กลายเป็นงานใหญ่”
งานแต่งงานที่แพร่มีขึ้นในช่วงคริสต์มาส คิดว่าคนคงไม่สะดวกสุดท้ายมีแต่คนอยากจะมา
“ที่แพร่น่าจะเป็นช่วงคริสต์มาสค่ะ พอดีมันเป็นฤกษ์งามยามดีช่วงเวลานั้น ที่จริงอาจจะเป็นฤกษ์รองลงมาแต่ว่าเราก็เอาที่สะดวกของเราด้วย เราคิดว่าคงไม่มีใครมาเยอะหรอก เพราะว่าเป็นช่วงเทศกาล กลายเป็นแบบว่าทุกคนอยากมามากๆ ตอนนี้ตั๋วเครื่องบินไม่พอทุกคนจะมารถไฟ ทุกคนสนุกมากจนนี่ต้องไปลองนั่งรถไฟดูว่ามันโอเคกับทุกคนแล้วใช่ไหม ต้องสนามกีฬาจังหวัดแล้วไหม ตอนนี้แขกประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแขกผู้ใหญ่
แต่มุมนึงก็ดีใจมาก ด้วยความที่เราคบกันมา 14 ปี หลายคนก็อยู่ในช่วงระยะเวลาการเดินทางของคู่เรามา ก็ตื่นเต้นค่ะ คือตื่นเต้นทุกอย่างเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกของเรา แล้วก็เป็นครั้งแรกของเขาด้วย เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นค่อนข้างที่จะไว หมายถึงว่าตอนแรกเราคิดว่าจะเป็นปีหน้าหรือเปล่า แต่คุยไปคุยมาก็เอาเป็นปีนี้แหละ ให้มันจบภายในปีนี้แล้วก็ต้นปีไปเลยดีกว่า อะไรหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างก็พร้อมแล้วค่ะ”
ชอบทำงานเลยจะทำงานจนวันแต่ง
“จริงๆ แล้วพี่ไผ่อยากให้เราหยุดรับงานก่อน แต่ตาลบอกเลยว่ารับจนวันแต่งเลย เดี๋ยวจะเปิดซีรีส์ใหม่อีกเรื่องนึง คือเราก็อยากพยายามอัดๆ ไว้ก่อน เพราะว่าชอบทำงานนะคะ แต่งงานแล้วก็ยังทำงานได้ คือเรากลัวว่าแต่งงานไปแล้วเรามีเบบี๋แล้วเราก็ต้องหายไปเป็นปี”
แพลนแต่งงานแล้วจะมีเบบี๋เลย
“ก็แพลนไว้แล้ว ด้วยความที่คบกันมานานแล้วตอนนี้อายุพี่ไผ่ก็แตะเลขสี่แล้ว ตาลก็ 35 แล้วปีหน้าก็ 36 แล้วเราวางแผนกันว่าอยากมีสักสองคน อยากให้มีพี่กับน้อง หลายคนก็เชียร์ว่าแฝดเลยไหมเพราะว่าฝากไข่ไว้แล้ว แต่ว่าเราอยากให้มีช่วงระยะเวลาของเขา เพราะว่าเรามีพี่น้องพี่ไผ่ก็มีพี่น้อง ก็เลยอยากให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของลูกคนแรก อีกสักปีสองปีก็เป็นอีกคนนึง
ใช้วิธีธรรมชาติก่อน ลองดูก่อนว่ายังไง เดี๋ยวนี้ทำงานแฮปปี้มากเพราะซีรีส์เดี๋ยวนี้ถ่ายกันประมาณ 2-3 เดือนจบ นี่เดี๋ยวกำลังจะเปิดกล้องเรื่องสุดท้ายแล้ว ก็เลยโอเคสามเดือนจบแน่นอน”
เป็น “ไผ่” ที่อยากมีลูกแล้ว ไม่อยากให้ต่างเจนกันมากเกินไปเดี๋ยวจะตามไม่ทันลูก
“คือที่เขารีบขอเพราะว่าเขาอยากมีลูกด้วย อีกส่วนนึงเขาก็คงรู้สึกว่าถ้าไม่ขอเราก็คงเลื่อนไปเรื่อยๆ อะไรแบบนี้ อย่างที่บอกว่าเราทำงานและเราก็ยังอยากทำงานตรงนี้ แต่ก็เข้าใจความเป็นครอบครัวแล้วก็ด้วยวัยของผู้หญิงมันมีข้อจำกัดด้วย เราก็ทำเป็นอุ่นใจแล้วเพราะว่าเราฝากไข่ไว้แล้ว เราก็นิ่งนอนใจ แต่ก็มีก็ได้ ก็ถึงเวลาแล้ว เพราะตอนนี้เพื่อนสนิทหลายคนก็มีนำไปแล้ว ก็อยากให้ลูกเป็นเพื่อนกัน ล่าสุดไปนครนายกแล้วเจอครอบครัวพี่น้ำ (รพีภัทร เอกพันธ์กุล) แล้วเขารู้สึกว่าดีจังเลยมีลูกเป็นเพื่อน และเขาก็อยากได้ลูกไปเข้าป่ากับเขาแทนเรา เราก็รู้สึกว่าเขาก็คงแฮปปี้ที่ได้พาลูกไปทำกิจกรรมอะไร และเราก็ไม่อยากให้ต่างเจนกันมากเกินไปเดี๋ยวเราจะตามไม่ทัน
ทุกคนบอกว่าถ้าเรามีเดี๋ยวมันจะมาเองความเป็นแม่ ถามแม่ตัวเองเหมือนกันว่าเป็นยังไง คุณแม่ก็บอกว่าตอนนั้นก็เลี้ยงกันมาสองคนกับพ่อ เดี๋ยวพอมีลูกแล้วทุกอย่างธรรมชาติจะจัดสรรให้เราเอง ยุคนี้เลี้ยงลูกก็ดูง่ายด้วยไม่เหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้เราเห็นเพื่อนเราอุ้ยแป๊บเดียวออกบ้านแล้วหรอ ก็เลยรู้สึกแฮปปี้ดี”


