“อ๊อด บัณฑิต ทองดี” ผู้กำกับดังเปิดใจ วงการบันเทิงไทยเข้าสู่ภาวะซบเซาหนัก คนล้นแต่งานหด ชี้ทางรอดสำคัญคือต้องปรับตัว เพิ่มทักษะ และไม่ยึดติดกับอาชีพเดียวเพื่อความอยู่รอดในยุคนี้ ลั่นแม้ไม่มีเงินเหลือเก็บเท่าเมื่อก่อน แต่ยังไม่ถึงขนาดต้องกินเงินเก่า
“อ๊อด บัณฑิต ทองดี” ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดัง ซึ่งล่าสุดมีผลงานการกำกับซีรีส์เรื่อง คลินิกฮีลใจ ได้ออกมาเปิดใจถึงสถานการณ์ของวงการบันเทิงไทยในปัจจุบันว่ากำลังอยู่ในภาวะทรุดโทรมและซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ผลจากสถานีโทรทัศน์ลดการผลิตละครและซีรีส์ ประกอบกับภาวะ “ซัพพลายล้นดีมานด์” ที่มีบุคลากรและผู้กำกับรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาในตลาดต่อเนื่อง แต่ปริมาณงานกลับลดน้อยลง จากเดิมที่เคยมีผลงานกำกับปีละ 2–3 เรื่อง ปัจจุบันลดเหลือเพียงประมาณปีละ 1 เรื่องเพื่อรักษาความต่อเนื่องให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง พร้อมระบุว่า key สำคัญในการรอดพ้นยุคนี้คือ การไม่ยึดติดอยู่กับอาชีพเดียว
“งานกำกับมีเรื่อย ๆ ครับ แต่ช่วงนี้มันต้องยอมรับว่าสภาพของวงการบันเทิงมันค่อนข้างจะเหนื่อยนิดนึง เพราะว่าผู้ผลิตก็คือหมายความว่าทีมงานเยอะขึ้น ผู้กำกับใหม่ๆ ที่เรียนจบมาใหม่ๆ รวมถึงคนอย่างรุ่นพวกผมก็ยังอยู่ แล้วคนรุ่นใหม่ก็เติมมาเรื่อยๆ แต่งานมันลดลง ก็สังเกตว่าสถานีโทรทัศน์ก็จะลดการผลิตละคร ซีรีส์น้อยลง รวมถึงเรื่องของคอนเทนต์อื่นๆ ที่เราเคยเห็นว่ามันฟู่ฟ่า ก็ไม่มีแล้วมันจะว่าง่าย ๆ ก็คือหายไป นะ มันก็เลยทำให้ทรุดโทรมลง แล้วพวกผมหรือคนทำงานก็จะมีผลงานที่อาจจะไม่ต่อเนื่อง หรืออาจจะไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน นะแต่ว่าผมก็ยังมีงานกำกับกำกับเรื่อยๆ คำว่าเรื่อยๆ ก็คือ อาจจะปีละชิ้น แต่เมื่อก่อนอาจจะปีละ 2 หรือ 3 แต่ก็ยังพอจะทำให้แฟนๆ ละคร แฟนหนังได้คิดถึง เพราะว่ายังคงมีผลงานต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน”
ปรับตัวผันงานสอนเป็นอาชีพหลัก ไม่ทำแค่อาชีพเดียว
“ผมมองว่าการปรับตัวคือหนึ่งล่ะ คือเราต้องไม่อยู่แค่อาชีพเดียว หรือทำงานแค่อย่างเดียว อย่างตัวผมเนี่ย ก็ได้ทำมาตั้งแต่พื้นฐานด้านการเป็นวิทยากร เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ได้ปูพื้นฐานตรงนี้มา ทำให้ ณ วันนี้ ก็จะมีอาชีพคือการสอนนักศึกษา สอนนักเรียน มาเป็นวิทยากรตามสถาบันต่างๆ เป็นอาชีพรอง แต่ทุกวันนี้กลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว ส่วนอาชีพของกำกับการทำกองถ่ายเป็นอาชีพเสริมไปแล้วตอนนี้
คือพอเราปรับตัวได้ว่าเราไม่อยู่แค่อาชีพเดียว มันก็ทำให้เราดำเนินชีวิตได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นหรือว่าเราไม่ปูพื้นตัวเองว่าเราต้องมีอาชีพรองรับ อันนี้ยาก แล้วก็ทำให้อยู่ยาก อยู่ไม่ได้ อาจจะมีเป็นหนี้เป็นสิน ยิ่งถ้าคนมีภาระ มีลูกต้องเลี้ยง มีบ้าน มีรถ ที่ต้องผ่อน มันจะยิ่งลำบาก เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนเพิ่มทักษะตัวเองนะครับ แล้วก็หาหาอาชีพสลับสับเปลี่ยน อาจจะอยู่ในแวดวงเดียวกันนั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องไปขับแท็กซี่ หรือไปขายของเหมือนที่ผมเคยทำนะ อาจจะเป็นโปรดิวเซอร์ หรือผู้กำกับ อาจจะมาเป็นคนเขียนบท มาทำอาร์ตไดเรกเตอร์บ้าง หรือเป็นตากล้อง รวมถึงอาจจะเป็นวิทยากรอย่างที่ผมทำก็ได้นะครับ แต่มันต้องมีอาชีพเสริม ไม่งั้นเราจะอยู่ยากกับสถานการณ์แบบนี้ ที่คนใหม่ๆ เยอะขึ้น แต่งานน้อยลง”
แม้ไม่เหลือเก็บเท่าเมื่อก่อน แต่ยังไม่ถึงขนาดต้องกินเงินเก่า มองวงการบันเทิง มีแต่ทรงกับทรุดลงไปเรื่อยๆ
“สำหรับผมยังไม่ขนาดนั้นนะครับ ยังไม่ขนาดที่ต้องควักเงินเก่าออกมา นอกจากว่าถ้าฟู่ฟ่าน่ะ ควักเงินเก่า ความหมายว่าตอนนี้ยังไม่ลำบากขนาดที่ต้องเอาเงินเก็บมาใช้ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ยังมีรายได้ที่พอที่จะซัปพอร์ตได้พอดีๆ นะ เหลือนิดหน่อย แต่ไม่เหลือเก็บเยอะเหมือนเมื่อก่อนผมมองว่าวงการบันเทิงต่อจากนี้ มันจะยังทรงแล้วก็อาจจะทรุดลงไปอีกนิดนึง ไปเรื่อยๆ ก่อนนะ เพราะอย่างที่บอกว่าผลงานมันน้อยลง งานมันน้อยลง ดีมานด์ ซัพพลายไม่เท่ากัน ซัพพลายเยอะขึ้น คนที่จะมารองรับงานเยอะมากขึ้น แต่ดีมานด์ความต้องการของงาน มันกลับน้อยลง ทุกวันนี้คนวงการละครที่เคยฟู่ฟ่า เต็มวงการมีเป็นหลายๆ พันคนเนี่ย ก็เริ่มหางานทำยากขึ้น แย่งงานกันเอง”
เตือนรับมือ AI และวิกฤตแย่งงาน แนะคนบันเทิงเร่งเพิ่มทักษะ
“ทีนี้ยิ่งมีการมาของ AI อีก โอ้โห ไปกันใหญ่แล้วครับ คือหลายอาชีพที่ต้องถูก AI เข้าแทรกแซงนี่หนักเลยนะครับ ณ วันนี้ผมมองว่าภาพรวมวงการบันเทิงยังไม่ค่อยดี คนที่ยังมีงานก็ถือว่าดี โอเค บางคนอาจจะชื่อเสียงติดแล้ว แล้วก็มีงาน มีคนว่าจ้างเรื่อยๆ คนเหล่านี้เขายังพอมีอยู่ แต่ว่าภาพรวมคิดว่างานมันน้อยลง แล้วคนแย่งงานกันมากขึ้น ซึ่งอันนี้ต้องรออนาคตอีกสัก 3-4 ปี แล้วดูว่ารูปการณ์ของสถานการณ์เป็นยังไง เช่น ณ วันนี้ซีรีส์แนวตั้ง เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ถ้าเราเริ่มจับตลาดได้ เริ่มจะมองเห็นซีรีส์แนวตั้งมาทำบ้างแล้ว ก็คิดว่าถ้าจับตลาดนี้ได้ เราก็อาจจะพอรอดไปอีก
อะไรที่มันสามารถทำได้ เราอย่าไปรังเกียจมัน ทำไปเถอะนะครับ เพราะว่ามันคืออาชีพที่สุจริต แล้วเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะที่เราทำมา เรียนรู้มา แล้วก็ประสบการณ์ชีวิตเรามาทำให้มันเกิดขึ้นได้ ทำไปเลยนะครับ ผู้กำกับบางคนไม่อยากทำซีรีส์แนวตั้ง บางคนไม่อยากทำซีรีส์บอยเลิฟ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง รู้สึกมันเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ถูกโฉลก อันนี้ผมมองว่าแล้วแต่คนนะครับ แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีอะไร ที่จะไปทำอะไรแบบนั้น เพราะว่ามันคืองานที่ใช้ทักษะด้านที่เราสั่งสมมา ประสบการณ์ที่เรารวบรวมมาทั้งชีวิต มาทำให้มันเกิดขึ้นเป็นผลงาน ชิ้นงาน ผมว่าทำไปเถอะครับ
ยุคนี้เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโลกมันเปลี่ยนนะครับ ไม่ใช่แค่บ้านเรา ต่างประเทศเขาก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวให้ได้ อะไรที่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถที่จะทำมันได้ ก็ทำไป ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดสังคมแย่ๆ หรือทำให้สังคมเสื่อมเสีย รวมถึงอะไรที่เป็นผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ทำได้ก็ทำเลยครับ”


