เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา “เติร์ด” กันตพัฒน์ โรจนสมิทธ์ นิสิตคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาการตลาด หลักสูตรนานาชาติ และผู้ได้รับการรับรอง Master Balloon Professional (MBP) คนไทยคนแรกและคนเดียว เข้าร่วมงาน Korea Balloon Festival 2026 ณ ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมสร้างสรรค์ผลงาน “คชบุษบก” ประติมากรรม Balloon Art ที่นำศิลปวัฒนธรรมไทยมาตีความผ่านลูกโป่ง เพื่อเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาผู้ชมและศิลปินในวงการลูกโป่งระดับนานาชาติ
เทศกาลดังกล่าวรวบรวมศิลปินและผลงานจาก 8 ประเทศและภูมิภาค ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เวียดนาม มองโกเลีย ญี่ปุ่น และไทย เปิดพื้นที่ให้ศิลปินแต่ละชาติถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะลูกโป่ง พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ระหว่างกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพผ่านงานศิลปะ
สำหรับประเทศไทย กันตพัฒน์เลือกนำ “ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติ มาเป็นองค์ประกอบหลักของผลงาน โดยสร้างเป็นประติมากรรมลูกโป่งช้างไทยสีขาวในเครื่องคชาภรณ์ ภายใต้ชื่อ “คชบุษบก” ใช้สีขาว แดง และน้ำเงินเป็นสีหลักเพื่อเชื่อมโยงกับสีของธงไตรรงค์ พร้อมแทรกสีทองที่สื่อถึงความรุ่งเรือง ความประณีต และความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรมของไทย
ตัวช้างได้รับการประดับเครื่องคชาภรณ์ที่ถ่ายทอดขึ้นใหม่ด้วยเทคนิค Balloon Art ตั้งแต่ผ้าเยียรบับคลุมหลัง ผ้าปกกระพอง พู่หูช้าง ไปจนถึงเครื่องประดับบริเวณข้อเท้า โดยแต่ละส่วนได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกันทั้งด้านสี รูปทรง และลวดลาย ก่อนนำ “บุษบก” สีทองประดิษฐานเหนือหลังช้างเป็นจุดเด่นของผลงาน
“บุษบก” เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยที่มีเอกลักษณ์ด้วยโครงสร้างตั้งแต่ฐาน เสา เรือนยอด และส่วนยอดที่ลดหลั่นขึ้นไปอย่างประณีต สะท้อนภูมิปัญญาด้านงานช่าง สัดส่วน และศิลปกรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ในผลงานชิ้นนี้ กันตพัฒน์ได้นำโครงสร้างดังกล่าวมาตีความใหม่ด้วยลูกโป่งสีทอง สร้างขึ้นเป็นองค์ประกอบสามมิติที่ยังคงลักษณะสำคัญของบุษบก ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของวัสดุร่วมสมัยอย่างลูกโป่งในการถ่ายทอดศิลปะดั้งเดิม
ภายในบุษบกประดิษฐาน “พานเพลิง” ซึ่งออกแบบเปลวไฟด้วยสีทอง ส้ม และแดง เพื่อสื่อถึงสติปัญญา ความรุ่งเรือง และแสงสว่าง ขณะที่รายละเอียดรอบองค์ช้างยังปรากฏ “ลายประจำยาม” หนึ่งในลวดลายพื้นฐานของศิลปะไทยที่พบได้อย่างแพร่หลายในงานสถาปัตยกรรม งานประดับ และงานหัตถศิลป์ของไทย แม้ผู้พบเห็นในชีวิตประจำวันอาจไม่ได้สังเกตถึงชื่อของลวดลายดังกล่าว
กันตพัฒน์นำโครงสร้างที่มีลักษณะสมมาตรของลายประจำยามมาขยายและประยุกต์เป็นองค์ประกอบสามมิติด้วยลูกโป่งสีทอง เพื่อสร้างจังหวะและความสมดุลให้แก่ผลงาน พร้อมเชื่อมรายละเอียดของเครื่องคชาภรณ์เข้ากับภาษาของลวดลายไทย ทำให้ “ความเป็นไทย” ไม่ได้ปรากฏเพียงจากรูปช้างหรือบุษบกเท่านั้น แต่แทรกอยู่ในรายละเอียดของผลงานตั้งแต่ภาพรวมจนถึงลวดลายขนาดเล็ก
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “กนกมยุรา” ประติมากรรมนกยูงไทยสีขาวและทอง ซึ่งตั้งชื่อให้คล้องจองกับ “คชบุษบก” จนเกิดเป็นชื่อผลงานโดยรวมว่า “คชบุษบก–กนกมยุรา” ตัวนกยูงได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงลักษณะของนกยูงไทย ทั้งรูปทรงศีรษะ หงอนที่พุ่งเอนไปด้านหน้า และหางที่กำลังรำแพน ก่อนผสานเส้นสายของ “ลายกนก” เข้าไปในรูปทรงของขนหาง สื่อถึงความสง่างาม ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย
ผลงาน “คชบุษบก–กนกมยุรา” ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมภายในงาน ซึ่งร่วมถ่ายภาพและพูดคุยถึงรายละเอียดของผลงาน ขณะเดียวกันการทำงานตลอดเทศกาลยังเปิดโอกาสให้กันตพัฒน์ได้แลกเปลี่ยนเทคนิคกับศิลปินจากต่างประเทศ ทั้งการแบ่งปันวิธีการทำงานของตนเองและเรียนรู้เทคนิคใหม่จากศิลปินคนอื่น ๆ แม้จะมีข้อจำกัดด้านภาษา แต่การสื่อสารผ่านการสาธิต การลงมือทำร่วมกัน และเครื่องมือแปลภาษากลายเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนตลอดการสร้างผลงาน
การเข้าร่วม Korea Balloon Festival 2026 จึงไม่เพียงเป็นการนำผลงาน Balloon Art ของศิลปินไทยไปจัดแสดงในต่างประเทศ แต่ยังเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ศิลปะไทยได้รับการถ่ายทอดผ่านวัสดุและเทคนิคสมัยใหม่ เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัย และสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมระหว่างผู้คนจากหลากหลายประเทศผ่านภาษาสากลของงานศิลปะ


