“ซีเค เจิง” มั่นใจยกระดับ The Social Warrior พร้อมโว “คนละชั้น” กับซีซันก่อน บอกซีซันนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ยอดคนดูสูงสุดเพราะตน เฉลยปมประกาศปิดบริษัท ที่แท้แค่กลยุทธ์การตลาด พีอาร์ 0 บาท
กลายเป็นกระแสฮือฮาทันทีสำหรับ “ซีเค เจิง” นักธุรกิจหนุ่มสายคอนเทนต์ ที่ก้าวข้ามสายมาประเดิมงานหน้าจอทีวีครั้งแรกในฐานะ Master รายการ The Social Warrior สมรภูมิโซเชียล ซีซัน 3 ณ TVT GREEN PARK STUDIO โดยเจ้าตัวเปิดใจแบบตรงไปตรงมาตามสไตล์ ทั้งเรื่องการมาร่วมรายการ และประเด็นดรามาการตลาดประกาศปิดบริษัทที่ทำเอาหลายคนตกใจ
“คือเอาตรงๆ นะ ผมยุ่งมาก และตอนแรกผมปฏิเสธ แล้วเขาก็ตื๊อไม่หยุด สุดท้ายลงตัวตรงที่ว่าผมมีประมาณสัก 4-5 ตอน ผมไม่มานะ แล้วเขาก็ยังยอม แล้วผมบอกว่าผมมา 6 โมงเย็นนะ เขาก็ยอม รายการบ้าไรวะ ยอมให้ทุกอย่างเลย ก็ถ้ายอมให้ขนาดนั้น ก็โอเค มาก็ได้ พอมาปั๊บ อิน มันคือการแข่งขัน มันเหมือนเราเล่นบอร์ดเกม แล้วเราจะออกไปกลางบอร์ดเกมเป็นไปไม่ได้ ผมอยากจะชนะครับ แต่อินจริง สุดท้ายตอนนี้มาตลอดครับ มา 7 โมงเช้าถึงตี 2 มาก่อนเวลานัดด้วย
ที่อินมันไม่ได้เกี่ยวกับดรามา คือผมไม่ได้เป็นนักแสดง ผมไม่ได้เป็นเหมือนมาสเตอร์คนอื่นที่อาจจะพูดเพื่อดรามา มีสคริปต์ แต่ผมไม่มีครับ ผมทำจริงๆ แล้วผมอยากจะเน้นผลงานจริงๆ มันคือความเรียลจริงๆ ครับ ผมไม่เน้นพูดครับ ผมเน้นผลงาน สุดท้าย ผมอยากจะสร้างผลงานที่ดีที่สุด ที่มันเป็นไปได้ และผมเชื่อว่าคลิปผมดีที่สุด ผมอยากทำคลิปที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ให้กับท่านผู้ชม เพื่อโชว์ว่าจริงๆ Warrior ของเรา สามารถที่จะทำคลิปที่ดีที่สุด ในประวัติศาสตร์ของรายการนี้เลย ผมเคยไถๆ ดูรายการซีซันที่แล้ว มันคนละชั้นเลย ดูด้วยตาเปล่าก็รู้ ถ้าไม่รู้สึกว่าคนละชั้นนี่คือตาบอดแล้วล่ะ”
มั่นใจคนจะดูซีซั่นนี้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์
“ผมไม่รู้เขาคิดยังไงนะ ผมน่าจะยกระดับทั้งรายการเลยซีซันนี้ เพราะว่าถ้าเขาทำคลิปไม่ดี นี่ผมด่านะ เพราะลูกค้าจ่ายเงินเยอะมากนะ ถ้าทำรายการชุ่ยๆ เดี๋ยวจะด่าให้ลูกค้าเอง ด่าถึงคนทำด้วย ด่า Warrior ทำไม่ดี ไอก็ด่า Master ทำไม่ดีก็ด่า ถ้าวัดด้วยความสามารถนะ คนละชั้นกับผม เขาสู้ผมไม่ได้ เรื่องทำคอนเทนต์ผมเก่งที่สุดในประเทศนะ ไม่น่ามีใครกล้าเถียงผม
ผมไม่ได้ Life Coach 2 คือว่าผมชนะได้ทุกอย่างครับในชีวิต คือมันจะมีอุปสรรคบ้างล่ะ แต่ไม่มีอุปสรรคอันไหนที่ผมสู้ไม่ได้ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็น Social Warrior ที่คนดูเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ เพราะ (ชี้ตัวเอง) เอาเป็นว่าทั้งประเทศรู้จักรายการนี้ภายใน 2 วันเพราะคอนเทนต์ผม”
ลั่นที่ออกมาปิดบริษัทแค่คอนเทนต์การตลาดเท่านั้น
“King of content ไงครับ มันคือการตลาดครับ คือปิดตัว .co เพื่อที่จะเปิด .com เพราะผมอยากจะเอา Fastwork.com พาคนไทยทุกคนไปบุกโลก เป็นธุรกิจอันแรกที่จะพาคนไทยทุกคนไปบุกโลกให้ได้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่นำซอฟต์แวร์มาแข่งกับ Mark Zuckerberg กับ Larry Page of the world เป้าคืออยากจะทำให้คนไทยได้เห็นว่าซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องมาจาก Silicon Valley ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดสามารถมาจากแผ่นดินไทยได้ มีเหตุผลอะไรที่ Instagram ไม่ได้ถูกสร้างในแผ่นดินไทย สามารถสร้างในแผ่นดินไทยได้ ก็อยากจะพิสูจน์ให้เห็นครับ
ที่คนคิดว่าปิดบริษัท หรือล้มละลาย ก็ดีแล้ว คุณก็เลยมาถามผมไง เพราะไม่มีสื่อคือแย่ที่สุด ถูกไหม ถ้าบอกว่าเฮ้ย กระจอกว่ะ อย่างน้อยเขาจำหน้าเราได้ จำ Fastwork ได้ So the point of me คือผมขี้เกียจมาตะโกนว่า .co กับ .com คนทั่วไปเขาไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้หลายๆ คนเข้าใจแล้ว ให้ลูกเพจของผมไปสอนคนมุมกว้าง ทุกวันนี้พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง ของพนักงานของผมทุกคน ทักหาพนักงานผมบอกว่าบริษัทเจ๊งแล้วเหรอ แปลว่ามุมกว้างมากแล้ว
มันคือแผน PR ของเราแน่นอนอยู่แล้ว ผมเล่นเกมอยู่แล้ว ผมถึงได้บอกว่า เกมที่ผมเล่นนะ ผมเซียนนอกรายการนี้ รายการนี้มันเบเบ ถามว่าไม่กลัวคนหมั่นไส้เหรอ เอ้า ก็ผมพูดตรง เชื่อผม มันหมั่นไส้ผมไม่ได้ เพราะคนดูก็รู้ว่าการทำคอนเทนต์ การสร้างสื่อแบบ 0 บาทเนี่ย แล้วเป็นสื่อที่คน 5 6 7 8 ล้านคนในประเทศนี้ มีใครทำได้อีกล่ะ”


