“ต่อ วงทู” หลั่งน้ำตา เล่าช่วงสุดท้าย “ต๋อง” ป่วยมะเร็งระยะ 4 เสียดายไร้โอกาสทิ้งทวนฝัน ทั้งที่เป็นฝ่ายชวนกลับมาเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้งในรอบ 28 ปี ยันเดินหน้าจัดคอนเสิร์ตส่งเพื่อน-หาเงินให้หลาน
ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการเพลงไทยยุค 90 หลังต้องสูญเสีย “ต๋อง สุรพันธ์ จำลองกุล” นักร้องดูโอ้ระดับตำนานอย่าง “วงทู (Two)” ที่จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูกระยะที่ 4
ล่าสุดในพิธีรดน้ำศพ ณ ศาลา 18 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร “ต่อ สหภาพ วีระฆามินทร์” เพื่อนคู่หูที่คบหากันมานานกว่า 30 ปี ได้เดินทางมาร่วมส่งเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมเปิดใจทั้งน้ำตาถึงความทรงจำและโปรเจกต์สุดท้ายที่ไม่มีโอกาสได้ทำร่วมกัน
"คือเมื่อปลายปีที่แล้ว ต๋องก็บอกว่าเราไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันเลย 28 ปีมั้ง เนื่องจากต่างคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง ต๋องก็ไม่ได้สนใจเรื่องจะไปเล่นคอนเสิร์ตอะไร รับงานอะไร จนวันนึงต๋องเขาก็รู้สึกว่าเราเริ่มโตแล้ว อยากจะทำวง ไปรับงานแล้วเที่ยว ไปกินไป ก็เลยเรียกมาคุยกัน แล้วหลังจากคุยกันว่าจะทำวง ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายปีพอดี แล้วคุณเป้ ไฮร็อก ก็ชวนไปเล่นงานที่รับงานของเพื่อนเขาไว้ที่เพชรบูรณ์
เราก็มีโอกาสได้เซ็ตทุกอย่างที่จะไปเล่น เพื่อจะเตรียมงาน เพื่อจะไปทัวร์คอนเสิร์ตช่วงท้ายๆ ของชีวิต ก็ปรากฏว่าตอนนั้นคุณต๋องเขากรุณา ในขณะที่เขาบอกว่าเขาคอบวม แล้วก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร ไปถึงเราก็เล่นคอนเสิร์ตกันด้วยความสนุกสนาน แล้วก็คิดว่ากลับมา เราจะเตรียมซ้อม แล้วก็จะทัวร์ครับ ก็บอกว่าถ้าเป็นอะไรให้อัปเดตนะ ต๋องเขาก็โทร.มาอัปเดตด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบนะ ปกติ ก็คือไม่ได้วิตกกังวลอะไร บอกว่าตรวจชิ้นเนื้อแล้วเป็นมะเร็ง
ผมก็ถามว่าเป็นที่ไหน เห็นคอบวม เขาก็บอกว่าเป็นที่โพรงจมูก เราก็ให้กำลังใจ บอกไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวนี้มะเร็งรักษาหาย บางคนอยู่ได้เป็น 10-20 ปียังมีเลยนะ มีอะไรก็บอกนะ แล้วก็ถ้ามีอะไรที่ต้องให้ช่วยให้โทร.บอกเลย หลังจากนั้นต๋องเขาก็ดำเนินการไปสักพักนึง เขาก็บอกว่าได้แผนการรักษามาแล้ว ว่าจะต้องทำคีโม ฉีดคีโมประมาณ 6 ครั้ง อย่างแรกต้องถอนฟันก่อน แล้วรอให้ยุบ แล้วก็ทำฉายแสงครับ ก็เลยคิดว่าถ้ายังไงก็ค่อยติดต่อมา”
เผยอาจจะเพราะภูมิตกจากการทำคีโม ทำให้อาการหนักขึ้น
“หลังจากนั้นก็เงียบไปครับ ต๋องก็ดำเนินเข้าทำการรักษาครั้งที่ 2 เขาก็โทร.มาบอก เขาก็ยังมีเสียงคุย เราก็คิดว่าคงยังไม่มีปัญหา เพราะหลายๆ คนที่เคยเจอบางคนไป 20 กว่าครั้งยังไม่เป็นไร เราก็คิดว่าเพื่อนเราคงจะไหว พอมาอีกทีนึงเขาก็บอกว่าเขากำลังเข้าทำการรักษาครั้งที่ 3 หลังจากนั้นก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะว่ามีวันเกิดเพื่อน แล้วคุณต๋องก็พิมพ์ Happy Birthday เราก็คิดว่าผ่านครั้งที่ 3 ก็คงไม่มีอะไร ปรากฏว่ามารู้อีกทีหลานบอกว่าเขาปวดตามข้อครับ แล้วก็เป็นสะเก็ดเงินทั้งตัว ซึ่งเป็นผลจากน่าจะภูมิที่มันตกจากการทำคีโม ก็เลยทำให้มีอาการเหล่านี้ จากนั้นก็เริ่มเดินไม่ได้ นอนติดเตียง มันเป็นช่วงเวลาที่เร็วมากครับ เร็วจริงๆ พอผมทราบปุ๊บก็รีบเข้าไปดู แต่บางทีเราก็ไม่กล้าเข้า เพราะเขาอาจจะติดเชื้อง่าย ก็เลยไม่ได้เข้าไป
พอวันรุ่งขึ้นจะต้องเข้าไปเช็ก ตอนนั้นเขาเริ่มดีขึ้นระดับนึง แผลเริ่มหายหมดแล้ว คุณหมอก็เรียกเขาเข้าไปดู ตรวจอาการว่าร่างกายพอจะรับคีโมได้ไหมครั้งต่อไป ปรากฏว่าหลังจากนั้นเข้าไปก็ไม่ได้ออกมาจนถึงวันนี้ ประมาณสักต้นเดือนที่แล้วครับ ผมทราบเรื่องครั้งแรกตอนประมาณเดือนมีนาคมปีนี้เลยครับ คอนเสิร์ตมันเดือนกุมภาพันธ์ ก็ทราบหลังจากนั้น ทีแรกเนี่ยบอกเป็นมะเร็ง ผมก็ถามว่าเป็นที่ไหน ก็คือโพรงจมูก แล้วผ่านมาสักพักนึงเขาถึงบอกว่าเป็นระยะ 4 แต่น้ำเสียงก็ยังดูโอเคอยู่นะตอนนั้น ก่อนหน้านี้ไม่มีอาการอะไรเลย ผมยังรู้สึกว่าถ้าไม่ตรวจเจอก็อาจจะไม่เป็นไรก็ได้หรือเปล่าไม่รู้ ในความรู้สึกผมนะ เพราะว่าตอนนั้นเขายังดูแข็งแรง แล้วยังเล่นดนตรีด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าเสียงไม่มีเพราะคอบวม แต่ว่าเพลงในวงต่อเป็นคนร้องอยู่แล้ว เขาก็ไม่ค่อยซีเรียส ก็ยังอยู่บนเวที ก็เล่นได้ สนุกสนานดี ซึ่งตรงนี้ก็น่าคิดอยู่”
บอก “ต๋อง” น่าจะยังห่วงลูกชายคนเล็ก
“ผมว่าตอนนั้นกำลังใจต๋องค่อนข้างดีนะครับ ต้องบอกเลยว่าตอนที่เราไปคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรก แต่กลายเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย เรานั่งรถไปด้วยกัน ผมเป็นคนขับ ก็คุยกันตลอดทาง ต๋องก็นั่งเป็นเพื่อนขับรถ ก็คุยกันว่าเป็นยังไง ตอนนั้นต้องบอกว่าต๋องมีกำลังใจดี เพราะว่าลูกทั้งสองคนดีแล้ว คือต๋องก็น่าเป็นห่วงลูกคนเล็ก ลูกผู้ชายกับทางคุณปุ๊กกี้ (ปริศนา พรายแสง) น้องแบมแบมก็เป็นห่วงนิดนึง ตอนหลังน้องแบมแบมก็ไปอยู่กับพี่สาวที่ออสเตรเลีย ก็เลยดีขึ้น ต๋องดูแฮปปี้มากขึ้น แล้วดูเหมือนกับมีกำลังใจ แล้วก็อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต อยากไปสนุกกับการที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัด เล่นคอนเสิร์ตได้สตางค์ แล้วก็กิน เที่ยวกัน เพราะหลังๆ ต๋องเขาก็ชอบขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว ก็เลยเชื่อว่าต๋องมีกำลังใจดีมากๆ
สุขภาพร่างกาย จริงๆ ถ้าเทียบกัน ต่อดูแย่กว่านะ ต่อดูแลตัวเองได้แย่กว่าพี่ต๋องมาก แต่ว่าเนื่องจากต๋องเขาทำงานรูทีน ทำงานเป็นเรื่องเป็นราว อยู่บ้านมากกว่าต่อ แต่ในรายละเอียดว่าในวันนึงเขาทำอะไร นอนแค่ไหน เราก็ไม่ทราบ แต่ต้องบอกว่า ความผันผวนในชีวิต ต๋องน่าจะมากกว่าต่อด้วยซ้ำ”
เสียดายไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำครั้งสุดท้าย
“เจอกันครั้งสุดท้ายก็ก่อนไม่สบายครับ เราโทร.คุยกันตลอดครับ คือหลังจากคอนเสิร์ตมา เราก็บอกว่า ตอนนี้อยู่ในกระบวนการรักษา ถ้ามีอะไรให้โทร.หา แล้วต๋องเขาก็เป็นพวกเกรงใจ เขาก็ไปกับหลานเขา ก็อัปเดตเฉยๆ ว่าตอนนี้ไปรักษาแล้วนะ 1 2 3 แล้วก็มารู้ทีหลัง หลานมาบอกว่าตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว เราก็เลยเข้าไปเจอเขา แต่มันเร็วมาก
ถามว่าวาระสุดท้ายเขาได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบที่เขาฝันไว้ไหม คือไม่เลยครับ หลังจากเรากลับมาจากคอนเสิร์ตสุดท้าย เราก็ตั้งใจ คือมันมีหลายอย่างที่เราก็ไม่เคยเล่น ตอนบนเวทีเราก็พูด (ร้องไห้) เราไม่เคยเล่นด้วยกันเลย นี่เป็นคอนเสิร์ตแรก ต๋องเขาทำเพลงใหม่หมด ทำเป็นเมดเล่ย์ กลับมาฟีดแบ็กก็ดี เราก็คิดว่าจะไปออกคอนเสิร์ตด้วยกัน ซึ่งต้องบอกว่า ผมเป็นศิลปินที่แยกกับต๋องมา ผมไม่เคยทำอัลบั้มเดี่ยว ผมไม่เคยเป็นวงอื่น ไม่เคยแยกไปไหน พอแยกกับต๋อง ผมก็ไม่อยู่ในวงการดนตรีอีกเลย ไม่เคยร้องเพลง นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราคิดว่าจะทำช่วงท้ายของชีวิต”
เผยตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องต้องทะเลาะกันเลย
“ความคล้ายกันของเราสองคน ผมว่าจริงๆ เรามีความอาจจะเป็นส่วนสูง รูปร่าง แต่ว่า ตัวอุปนิสัยใจคอเรามีบางจุดที่ไปด้วยกันได้ และบางจุดที่ไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่าผมกับต๋องทำงานด้วยกันดีมากๆ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เราไม่เคยมีปัญหาเลย ไม่เคยมีใครมาพูด อุ้ย ต่อร้องเยอะ ต๋องไม่เคย ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องธุรกิจอะไรเด็ดขาดเลย เรื่องการทำงานในเรื่องของดนตรี ต๋องรับผิดชอบของตัวเองได้ดีหมด แต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ เราคบค้ากัน แต่สมาคมต่างคนต่างแยกย้ายชีวิต นี่คือจุดที่เราสองคนไม่เหมือนกัน ต๋องเขาก็มีวิถีของเขา แล้วเราก็เคารพในสิ่งที่ต๋องเลือกเสมอ ผมเองก็เคารพในสิ่งที่เขาเลือกเสมอ ต่างคนก็แยกกันทำงานแล้ว ก็ไปได้ดีทั้งคู่
จริงๆ ต้องบอกว่าต๋องเขาก็ครบทุกอย่างนะ ทำงานตั้งแต่เด็ก เป็นโปรดิวเซอร์ตั้งแต่อายุยังน้อย เล่นดนตรีมาตลอด อยู่ทั้งค่ายใหญ่ทั้งสองค่าย ทั้งแกรมมี่ ทั้งอาร์เอส แล้วมีอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ ผมว่าเส้นทางดนตรีคุณต๋องก็น่าจะเป็นคนนึงที่ถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็กในระดับนึงนะครับ ความผูกพันผมว่าการทำงานนะครับ คือผมกับต๋องไม่เคยทะเลาะกัน ต๋องก็จะยอมผมตลอดเวลา แล้วก็จะเดินตามผมทุกๆ เรื่อง แต่เราก็ไม่เคยเอาเปรียบ ต๋องไม่เคยมีปัญหา เราสองคนเป็นวงที่ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องอะไรเลย เราดีด้วยกันตลอด แล้วเราก็แบ่งงานกันชัดเจน อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่มันพิเศษสำหรับเราสองคน ก็ไม่ได้บอกว่าดีกว่าคนอื่น แต่ว่าสิ่งนึงคือผมมาอยู่ถึงจุดนี้ได้ มาร้องเพลงได้ เพราะว่าต๋อง พอไม่มีต๋อง ก็ไม่ได้ร้อง”
เสียดายไม่ทันได้ทิ้งทวนคอนเสิร์ตตามที่เคยคุยกันไว้
“ที่เราไม่เคยมีปัญหากันเลย อาจจะเป็นเพราะเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ เราเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน โตมาพร้อมกัน เราใช้ชีวิตมาระดับนึงด้วยกัน เพราะว่าต๋องเขาโตด้วยครับ เขาทำงานมาตั้งแต่เด็ก ผมตอนเด็กๆ อาจจะเกเรบ้าง ต๋องเขาก็คุมอยู่ในจุดนั้น ซึ่งมันน่าจะเติมเต็มกันในทุกๆ ส่วนมากกว่า สำหรับต๋องคือเพื่อนแท้ครับ เพื่อนแท้ในเรื่องของการทำงาน ต้องบอกว่าเขาทำได้สมบูรณ์ที่สุด
ก็เสียดายครับ ระยะหลังเขาเริ่มอยากเที่ยว เพราะเรื่องลูกสบายแล้ว ทุกอย่างสบายแล้ว เขาเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายที่โน่นที่นี่ เพราะตอนสมัยเป็นวัยรุ่น เราไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถ้าเกิดเรามีโอกาสเราน่าจะทำอย่างนี้ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ต๋องเอง เขาก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน วันนั้นจำได้เราไปซ้อมที่จะไปเล่นกับคุณเป้ที่เพชรบูรณ์ ต๋องเขาไปคว้ากีต้าร์ตัวเก่าซึ่งเคยเล่นคอนเสิร์ตกันมา แต่มันเล่นไม่ได้แล้วครับ สนิมมันขึ้น เขาไม่เคยเล่นเลย เพราะพอเขาเป็นโปรดิวเซอร์ เขาก็เริ่มจะไม่ได้เล่นแล้ว เขาก็เสียเงินไปซ่อมมัน 2-3 พันมั้ง ปรับเปลี่ยนอะไรใหม่หมด เพื่อจะเตรียมไปเล่นคอนเสิร์ต นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งนี้ด้วยกันอีก
ผมเชื่อว่าเขาก็เสียดายเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนทำเพลงทั้งหมด เป็นคนโทร.ตาม เรียบเรียงใหม่หมดเลย ผมว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่ผมชื่นชมนะ เพราะว่าคุณต๋องโดยประวัติเขาเรียนสายดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พยายามเล่นดนตรีมาตลอด เข้าไปเล่นในโรงแรม ซึ่งสมัยก่อนดนตรีใหญ่ๆ เขาจะเล่นตามโรงแรม เขาก็เป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ต๋องนี่อยู่ RS ก่อนนะ เป็นนักดนตรีของ RS มาก่อนที่จะเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วก็ไต่เต้าไปเป็นโปรดิวเซอร์ เพราะด้วยความสามารถของเขาเอง”
บอก “ต๋อง” คือต้นแบบของนักดนตรีที่มีความสามารถอีกคนหนึ่ง
“ผมว่าต๋องน่าจะเป็นคนนึงที่เป็นแบบอย่างของศิลปินในยุคนั้น ที่เดินทางมาสุดบนเส้นทางนักดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้บริหาร เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จ เป็นบุคลากรที่น่าจะทรงคุณค่าระดับนึงเลยทีเดียว ผมภาคภูมิใจ ต๋องไม่เคยให้ต่อต้องมาวุ่นวายกับเรื่องงานเพลงเลย เขาเป็นคนสกรีน เป็นคนทำทุกอย่าง แล้วก็เลือกในสิ่งที่ดี เพราะผมก็เชื่อด้วยว่า สิ่งที่ต๋องเลือกน่ะดีที่สุด
ก็ได้คุยกับหลานๆ อยู่ครับ ก็เศร้าครับ เขาอยู่กันสองคนนะ เพราะว่าแม่ก็ไม่อยู่ ก็เหลือแต่พ่อนี่แหละ แล้วผมว่าต๋องน่าจะดูแลลูกสาวเป็นพิเศษด้วยมั้ง เป็นลูกสาวเนอะ แล้วก็เป็นลูกคนโต ก็ดูแลอย่างดี เพบเบิ้ลก็เป็นคนที่พึ่งได้ เป็นคนเอาการเอางาน นิสัยก็ดีหมด ถือว่าเป็นครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนึง ก็สงสารหลานเหมือนกัน เพราะว่าเขาก็ไปอยู่ออสเตรเลียกัน แล้วเขาก็ดูแลกันสองคน ถ้าเป็นไปได้ ถ้าน้องทำอะไรก็อยากให้สนับสนุนน้องด้วยครับ”
เตรียมจัดคอนเสิร์ตหารายได้ให้ลูกๆ ของ “ต๋อง” 16 ต.ค.นี้ ที่โรงเบียร์เยอรมัน ตะวันแดง
“โปรเจกต์ของวงทู จริงๆ แล้วเรามีแผนก่อนหน้านี้ครับว่าเราจะจัดคอนเสิร์ตวันที่ 16 ที่โรงเบียร์ให้พี่ต๋อง ซึ่งตอนนั้นก็ลุ้นว่าเขาน่าจะอยู่ได้ถึง แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ถึง ณ วันนี้คนก็บอกว่าต้องเลิกไหม แต่ในความรู้สึกผมไม่อยากเลิก ผมอยากให้มันเกิดขึ้น มันอาจจะไม่ได้สำคัญเรื่องเงิน แต่มันจะเกี่ยวกับเรื่องของคนที่อาลัยรัก คนที่เป็นกำลังใจ คนในวงการช่วยเหลือกัน มันเป็นภาพที่สวยงาม ก็ฝากไว้ครับ วันที่ 16 ตุลาคม ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เลียบทางด่วน ก็คิดว่าจะจัดเหมือนเดิมครับ แต่หลายคนก็ท้วงว่ามันจะได้ไหม แต่ผมบอกว่ามันไม่สำคัญแล้วล่ะ คือผมอยากได้รายได้ส่วนนี้ไปให้น้องๆ ครับ ให้เขาไปดูแลน้องชาย”


