xs
xsm
sm
md
lg

สำนักงาน ป.ย.ป. จัด Thailand Regulatory Reform Forum 2026 ชูแนวคิด “From Rules to Results” ปลดล็อกกติกา สร้างผลลัพธ์ ยกระดับประเทศไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) จัดงาน Thailand Regulatory Reform Forum 2026
: From Rules to Results – ปลดล็อกกติกา สร้างผลลัพธ์ ยกระดับประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและระดมข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ร่วมกันกำหนดทิศทางการปฏิรูประบบกฎระเบียบของประเทศให้สอดรับกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

เวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสำนักงาน ป.ย.ป. ในฐานะกลไกของรัฐบาลในการขับเคลื่อน
การปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมุ่งเน้นภารกิจเชิงบูรณาการและปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปกฎหมาย กฎ ระเบียบภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง และต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

กฎระเบียบไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว แต่คือเรื่องอนาคตประเทศที่ทุกคนเกี่ยวข้อง 
การสัมมนาเริ่มต้นด้วยการบรรยายหัวข้อ “The Economics of Regulation” โดย ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำกว่าศักยภาพ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากเศรษฐกิจโลก 
ดร.แบ๊งค์เสนอว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจำเป็นต้องเริ่มจากการลดอุปสรรคทางกฎระเบียบที่สร้างต้นทุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างบทเรียนจากหลายประเทศที่ใช้เครื่องมืออย่าง Regulatory Guillotine, Regulatory Impact Assessment (RIA), Omnibus Law และ Regulatory Sandbox เพื่อปรับปรุงคุณภาพกฎระเบียบและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 
 รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สะท้อนปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง
ในช่วง Voices from Outside the Government ผู้แทนจากภาคการเมือง ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมสะท้อนปัญหาและข้อเสนอจากมุมมองของผู้ที่อยู่ปลายทางของนโยบาย

เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการศึกษาที่พบกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศมากกว่า 200 ฉบับ พร้อมเสนอให้ใช้กลไก Mission Audit ทบทวนภารกิจของภาครัฐ ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐและการปรับปรุงกฎหมายแบบองค์รวม 

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี หัวหน้าทีมปฏิรูปกฎหมาย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้ประเทศไทยยกระดับการออกกฎระเบียบบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยใช้ RIA และกลไกกำกับดูแลกฎระเบียบในระดับระบบราชการ เพื่อให้
ทุกกฎหมายใหม่ผ่านการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนประกาศใช้ 
ขณะที่ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า การปฏิรูปกฎหมายไม่ใช่เพียงเรื่องประสิทธิภาพของรัฐ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคมด้วย เพราะกฎระเบียบที่ซับซ้อนและขั้นตอนที่ยุ่งยาก มักทำให้ประชาชนต้องพึ่งพา “ระบบเส้นสาย” หรือคนกลางในการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถรับมือกับกฎระเบียบที่ซับซ้อนได้ดีกว่าผู้ประกอบการรายย่อย

รศ.ดร.เวียงรัฐเสนอว่า ความสำเร็จของการปฏิรูปควรวัดจากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิ เริ่มต้นธุรกิจ และเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่วัดจากจำนวนกฎหมายที่แก้ไขเพียงอย่างเดียว พร้อมเสนอให้สำนักงาน ป.ย.ป. เป็นกลไกกลางในการติดตามและผลักดันการปฏิรูปข้ามหน่วยงานอย่างจริงจัง 
ด้าน ผศ.ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าปัญหา
ข้ามกระทรวง ต้องมีคนมองเห็นและขับเคลื่อนทั้งกระบวนการ ข้อเสนอสำหรับสำนักงาน ป.ย.ป. คือ นำประเด็นเหล่านี้ไปจัดลำดับเรื่องที่ควรเร่งผลักดัน ประสานหน่วยงานรับผิดชอบ และติดตามให้เห็นว่าเรื่องใดเดินหน้า เรื่องใดยังติดขัด และต้องให้ใครตัดสินใจ ส่วนแต่ละหน่วยงาน เริ่มต้นได้จากคำถาม 3 ข้อ จะปลดล็อกเรื่องใด ต้องร่วมกับใคร และจะใช้หลักฐานอะไรยืนยันว่าสิ่งที่ปรับปรุงดีขึ้นจริงFrom Rules to Results จะเกิดขึ้นได้ เมื่อกติกาที่ปรับแล้วช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้มั่นใจ และประชาชนเข้าถึงบริการและโอกาสได้จริง 
รองนายกรัฐมนตรี มอบนโยบาย “จากกฎสู่ผลลัพธ์”
ช่วงสำคัญของงานคือปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “From Rules to Results : ปลดล็อกกติกา
สร้างผลลัพธ์ ยกระดับประเทศไทย” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักวิจัย ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี หรือเงินทุน แต่ขาด “ระบบ” ที่สามารถเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว 
โดยปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกยุคใหม่คือ Institutional Speed หรือความเร็วของระบบรัฐในการเปลี่ยนความคิดให้เกิดผลลัพธ์จริง 
พร้อมชี้ว่าอุปสรรคสำคัญของไทยในปัจจุบันคือ Institutional Friction หรือแรงเสียดทานของระบบ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย การทำงานแยกส่วน กระบวนการที่ซ้ำซ้อน และข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเสียเวลา ต้นทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น 
รองนายกรัฐมนตรีจึงมอบนโยบายให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนจาก Rule-Based Government ไปสู่ Results-Driven Government โดยวัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนหรือกฎระเบียบ 
พร้อมระบุว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศในปัจจุบันล้วนเป็น Cross-Ministry Problemsที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน และหลายกฎหมายในเวลาเดียวกัน หากไม่มีหน่วยงานที่สามารถเชื่อมโยงการดำเนินงานแบบ End-to-End ได้ ประเทศจะตกอยู่ใน “Cross-Ministry Trap” หรือกับดักการทำงานแบบแยกส่วน 
ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน ป.ย.ป. จึงถูกกำหนดบทบาทให้เป็นผู้ประสานระบบเชิงยุทธศาสตร์ (System Integrator) ทะลวงคอขวดที่เกี่ยวพันกับหลายกระทรวง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นความทรงจำแห่งการปฏิรูป (Institutional Memory of Reform) เพื่อเป็นหลักประกันว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนวาระไป แต่ระเบียบวาระการแก้ไขปัญหาของประเทศต้องถูกสานต่อจนกว่าจะสำเร็จ 
แนวคิดสู่การปฏิบัติ : ปฏิรูปเพื่อสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ในช่วงบ่ายของการสัมมนา ได้มีการนำเสนอบทบาทของสำนักงาน ป.ย.ป. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน หรือ คณะกรรมการ ปกร. ต่อกรณีศึกษาการปฏิรูปกฎระเบียบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในหัวข้อ Case study on Regulatory Guillotine, Readiness for Super-aged Society and Wellness Economy

ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ กรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน นำเสนอบทเรียนจากเกาหลีใต้ซึ่งใช้การปฏิรูปกฎระเบียบเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตจากนวัตกรรม โดยความสำเร็จไม่ได้เกิดจากผู้นำที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบกลไกที่ดี การทำงานข้ามหน่วยงาน และความต่อเนื่องของนโยบาย

ด้าน ดร.อภิชน จันทรเสน กรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน นำเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ โดยเสนอให้กฎหมายในอนาคตยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด 3 ระดับ ได้แก่ Enable Me การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพตัดสินใจเองได้ Support Me การสร้างระบบผู้ช่วยที่ไว้วางใจได้ และ Respect My Wishesการรับรองความประสงค์ล่วงหน้าของผู้สูงอายุด้านสุขภาพ การดูแล และทรัพย์สิน เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับโครงสร้างครอบครัวและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเสนอแนวคิด Wellness Economy ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยชี้ว่าประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว อาหาร สมุนไพร และงานวิจัย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ Scientific Wellness หรือเศรษฐกิจสุขภาวะที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อมูล และนวัตกรรม สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

จากนั้น กฤษฎา เฉลิมสุข  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท โนเวนติก (ไทยแลนด์) จำกัด ได้นำเสนอการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปกฎระเบียบ ตั้งแต่การวิเคราะห์กฎหมาย การประเมินผลกระทบ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน ไปจนถึงการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น