เปิดใจ 3 ผู้เสียหาย “นุช ทอมมั่วบ้านงาน” เริ่มมีความหวังหลังเรื่องราวถูกเปิดเผย “คุณเอ” ลั่น “10 ปีไม่สาย” หลังสู้คดีเงิน 5 ล้าน ด้าน หวิดคิดสั้นหลายครั้ง สูญเสียสังคม “คุณบี” เผยโล่งใจหลังอยู่กับความกลัวมานาน แต่ยังกังวลว่าจะมาไม้ไหน ขณะที่ “คุณอุ” เตรียมปรึกษาทนายฟ้องกลับ ลั่นอยากให้อีกฝ่ายติดคุก ชี้คำขอโทษปลอม
จากประเด็นร้อนของ “นุช” ทอมแสบมั่วบ้านงาน ที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนัก หลังถูกตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมการเข้าไปตีสนิทและปรากฏตัวร่วมกับบุคคลมีชื่อเสียงหลายราย ก่อนเจ้าตัวจะออกมาชี้แจงและขอโทษผ่านรายการ “โหนกระแส” ล่าสุดเรื่องราวไม่ได้มีเพียงประเด็นการร่วมเฟรมกับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เท่านั้น แต่ยังมีผู้เสียหายถึง 3 ราย โดยหลังจบรายการ เหล่าผู้เสียหาย อย่าง “คุณบี” อดีตแฟนสาว ปมค่าใช้จ่ายระหว่างคบหา-ถูกข่มขู่ ดูถูก “คุณเอ” อดีตคนร่วมงาน ปมคดีเงิน 5 ล้านบาท และ “คุณอุ” น้องชายของอดีตแฟนเก่า ปมคดีของครอบครัว ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่แต่ละคนได้รับจากการรู้จักกับนุช
คุณบี : “ได้รู้จักเขาปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ก็ประมาณ 7 เดือนค่ะ เพราะทำงานอาสาสมัครร่วมกัน ที่มูลนิธิองค์กรทำดี เป็นช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมพอดี ก็เลยสานสัมพันธ์กัน คบกัน”
เรื่องค่าใช้จ่ายที่มีการลิสต์จำแนกรายการ เป็นค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตร่วมกัน
คุณบี : “ก็คือเป็นค่าใช้จ่าย ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน แล้วก็มีในเรื่องของการให้ออกค่ามัดจำคอนโดให้ก่อน การให้จ่ายค่าเช่าในช่วงที่เรายังไม่มีรายได้ ทีนี้พอเราเริ่มมีรายได้แล้ว เราก็รับผิดชอบตัวเองค่ะ เขารวมยอดมาทั้งหมด 103,000 กว่าบาท แต่ฝั่งเรารวมยอดได้ 50,000 นิดๆ แต่ในตัว 50,000 นั้น ก็จะเป็นในส่วนที่เขาใช้อยู่ร่วมกับเราด้วยนะคะ”
ขอบคุณ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เสนอจะช่วยปิดยอดหนี้ 50,000 บาทให้
คุณบี : “ค่ะ คือก็มีการพูดคุยกับแม่ไว้บางส่วนค่ะ แต่ว่าด้วยทั้งหมดที่มีอยู่ ก็ต้องดูว่าจะเป็นในแนวทางไหน เพราะว่ามันเป็นเงินที่เราใช้ร่วมกัน แต่ก็ขอบคุณแม่บุ๋มค่ะ เพราะว่าแม่บุ๋มช่วยเหลือในเรื่องตรงนี้อยู่แล้วค่ะ แล้วก็ให้คำแนะนำมาโดยตลอด ในส่วนของตรงนี้ ก็เดี๋ยวต้องไปพูดคุยกับแม่อีกทีหนึ่ง ว่ารายละเอียดเป็นยังไงค่ะ”
โล่งใจแต่ก็ยังกังวล หลังกลัวและหวาดระแวงมาดตลอด
คุณบี : “โล่งค่ะ โล่งมากเลยค่ะ เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าเราอยู่ในความกลัวที่เขารู้จักคนดัง หรือที่เขาแอบอ้างใคร ทำให้เราเกิดอาการกลัว ลูกเราก็ไม่ต้องกลัวค่ะ (ถึงขั้นหวาดระแวง?) ใช่ค่ะ ก็คือกลัวค่ะ แต่พอมาวันนี้ก็โล่งขึ้น ความกลัวก็ลดลง แต่ก็ยังกังวลค่ะว่าเราไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนหลังจากนี้”
เปิดหน้าแฉ เพราะไม่อยากให้ไปทำกับใครอีก
คุณบี : “เพราะว่าเราไม่อยากให้เขาไปทำกับใคร จนสร้างความเดือดร้อน ถึงเกิดขั้นมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น หรือมีการกลัว อยู่ในสภาวะแพนิกจนถึงขั้นต้องเสียชีวิต หรือสโตรก แล้วก็ไม่ได้อยากให้ใครถูกคุกคามชีวิต อยู่ใต้คำสั่งของคนคนนั้น”
สิ่งที่รุนแรงที่สุด คือการโดนข่มขู่ โดนดูถูก
คุณบี : “สำหรับเราเองนะคะ ก็คือเป็นการข่มขู่ค่ะ แล้วก็ไม่ให้ออกไปใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าออกไปปุ๊บ กลับมามีปัญหากันโดยตลอด แล้วทีนี้มันก็ลำบากต่อการที่เราจะออกไปทำงาน ออกไปใช้ชีวิต หรือออกไปทำบุญต่างๆ หรือออกไปพบปะเพื่อนฝูง แล้วก็ที่ลำบากใจที่สุด คือเขาไม่ให้เราออกไปทำในสิ่งที่เราอยากทำ ก็คือไม่ให้เราไปช่วยงานที่มูลนิธิองค์กรทำดีอีก แล้วก็เป็นการพูดที่ดูถูกต่างๆ ค่ะ กับทีมงานและตัวเราเองด้วย แล้วก็พูดไม่ดีค่ะ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเรากลัว ไม่อยากให้เขาไปทำอย่างนี้กับคนอื่นอีก เขาดูถูกต่างๆ นานา ว่าเราไม่มีการศึกษา ไม่ควรไปอยู่ตรงนั้น แหล่งตรงนั้นมันไม่ดี เขาเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน ว่าเขาดีกว่าดีกว่าคนอื่น คนอื่นต่ำกว่าเขาทั้งหมด”
บอกอีกฝ่ายให้มาขนของออกจากห้องตนไปได้แล้ว
คุณบี : “อยากจะให้เขามาขนทรัพย์สินของเขาออกจากห้องเราไปได้แล้วค่ะ เพราะว่าได้มีการพูดคุยกันแล้วแต่ไม่ได้มีการตอบรับรับนัดกลับมา ว่าเขาจะมาขนเมื่อไหร่ แล้วก็ให้รู้ไว้เลยว่านับจากนี้ไป เรากับเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกัน แล้วเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี หรือว่าใดๆ อีกค่ะ ในส่วนของตรงนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาในหลังจากนี้ไป ก็คือเป็นเขาคนเดียวค่ะ”
“คุณเอ” หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดใจถึงพฤติกรรม
คุณเอ : “ของผมเหมือนเราเป็นเอเจนซี่ครับ แล้วก็รับลูกค้ามาลงโฆษณาตามช่องต่างๆ จริงๆ เรื่องราวทั้งหมด ผมว่ามันเป็นการชะล่าใจ แล้วก็เป็นพฤติกรรมที่มันทำมาตั้งแต่แรก เรื่องของพี่ๆ ทั้งหมดดีไม่ดีมันเป็นสตอรี่ผมตั้งแต่แรก แล้วผมก็ต้องขอบคุณทาง Sanook ที่ออกมาพูดนะครับ เพราะว่าตั้งแต่แรกที่เรารู้จักกัน เขาก็จะบอกเขาเป็นผู้บริหารที่นั่น แล้วเขาก็มีพาวเวอร์ในการทำที่ต่างๆ พอวันหนึ่งเขามาเป็นลูกค้า เขาก็จะเริ่มโชว์พาวเวอร์ว่าตัวเองมีเงิน ตัวเองรู้จักคนอื่น รู้จักลูกค้ามากๆ แล้วก็หาเงินมาได้ แล้วก็มาต่อรองเราในการลงโฆษณา
ปีแรกก็ยังลงปกติ แต่จ่ายล่าช้าแบบวาง 6 เดือน วางบิลอีก พอปีที่สองก็เริ่มมีปัญหา แล้วก็โยนความผิดต่างๆ ให้เรา แล้วก็เริ่มไม่จ่ายเงิน จนทำให้เราไปสืบค้นมา แล้วก็ได้คุยกับลูกค้าตรงๆ ว่ามันเรื่องอะไร ทำไมเขาถึงแบบทำแบบนี้ ความจริงก็เลยเปิดมาว่าลูกค้าจ่ายเงินทุกเดือน แต่เขาไม่มาจ่ายเรา แล้วเขาก็บอกว่าลูกค้าล่าช้า ลูกค้ามีปัญหา คือตัวลูกค้าก็เจ็บใจครับ ทุกคนที่โดนไว้ใจเขา เพราะลูกค้าเรียกเขาเหมือนเป็นลูก ลูกค้าก็เสีย เราก็เสีย
จริงๆ เรื่องนี้ก็เป็นที่ระแคะระคายในเพื่อนในกลุ่มนะครับ แต่เผอิญว่าแฟนคนแรกของสตอรี่นี้ เรารู้จัก เขาก็จะบอกว่าเดี๋ยวเขาโพรเทคให้ ไม่มีอะไรหรอก เชื่อเขาเถอะ ปีแรกมันก็เลยผ่านไปได้ด้วยดี พอเริ่มปีที่สอง เรารู้สึกว่ามันนานไปสำหรับการวางบิล 6 เดือน ก็ขอ 3 เดือนนะ เรื่องก็เลยเริ่มแดงๆ ขึ้น ซึ่งจริงๆ มันก็คล้ายๆ กันว่า พอเขาทำกับคนที่เขาไว้ใจ ผมก็ไม่เคยคิด คำว่าเสียใจจนเสียชีวิต มันเกิดกับคนที่เรารักได้”
ศาลตัดสินให้อีกฝ่ายชดใช้ 5 ล้าน แต่ผ่านมา 10 ปี ยังไม่ได้สักบาท
คุณเอ : “ใช่ครับ ยังไม่ได้เลยครับ เพราะว่าเราสืบทรัพย์แล้ว บริษัทเหมือนโยกเงินออกไปหมดแล้วครับ เหลือประมาณแบบ 4,000 บาท แล้ว 4,000 บาทเนี่ย ผมต้องไปยื่นทนายเพื่อเอาเงินอีก คือมันเกิน 4,000 บาท การที่เราจะต้องยื่นล้มละลายอีก มันเสียเงินมากกว่า เราก็ต้องปล่อย ต้องเริ่มทำทุกๆ อย่างใหม่ 10 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นคนหนึ่งที่หายไปจากโซเชียลเลย ทุกอย่างทุกช่องทาง เพราะเรารู้สึกว่าเรากลัวในการที่จะถูกติดตาม เพราะว่านอกจากที่เขาต้องจ่ายผมแล้วเนี่ย ผมไปบ่นในเฟซบุ๊ก เขาฟ้องผมกลับผม 30 ล้าน ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน
แต่ว่ารายได้เขาไม่เคยยื่นงบเลย แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในเมื่อคุณรับเงินลูกค้าตั้งแต่แรกแล้ว คุณไม่มาจ่ายคุณจะมาโทษว่าเราทำคุณเสียหายไม่ได้ จริงๆ ผมก็อยากจะบอกนะครับ ผมยอมจ่ายเลย คุณจ่ายเงินกลับมาให้เรา 5 ล้าน เพราะเราก็ลำบากมานานมากแล้วครับ วันนี้ดีใจที่ได้เจอหลายๆ คนนะครับ คนที่ขึ้นศาลแรกๆ ไม่รู้หรอกครับว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เราทั้งเสียเงิน ทั้งเสียเวลา เสียความคาดหวัง วันที่ตัดสิน แล้วเรารู้ว่าไม่ได้ ได้แค่กระดาษหนึ่งใบ เราก็เคยคิดอยากจะจบชีวิต มันขนาดนั้นเลย
หรือแม้แต่ที่เขามาฟ้องให้เรา 30 ล้าน สุดท้ายผมก็เสียค่าหมิ่นประมาท ผมเดินไปที่ศาล ผมอธิบายใหม่ทุกๆ ชั้นเลย มันไม่แฟร์กับเรา ผมต้องไปอุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ก็ต้องเสียเงินอีกไงครับ เลือกที่จะแบบ…นั่นแหละ ผมเคยไปประนีประนอมกับเขานะครับ ยกมือไหว้ ผมเคยจะฆ่า…จะไม่มีชีวิตอยู่หลายต่อหลายรอบ แต่เราต้องสู้ ไม่อยากให้คนมาทำร้ายเรา มันได้ชัยชนะ”
เชื่อเรื่องดวง 10 ปีไม่สาย
คุณเอ : “อันดับแรกผมว่าดวงเลยครับ ดวงจังหวะชีวิตเขาเลยครับ เพราะว่าเรื่องผม 10 ปีครับ คำว่า 10 ปีไม่สาย เราไม่เคยคิดว่าเรื่องว่า 10 ปีไม่สายจะเกิดขึ้นสองพฤติกรรมเขาคงแบบทำมาหลายต่อหลายรอบจนชะล่าใจ ก็ต้องขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดเรื่องแบบนี้ เหมือนทำให้ชีวิตเราได้เกิดใหม่ ทุกคนจะได้รู้สักที เพราะว่าเรื่องที่ผ่านมา ถ้าเกิดคนไม่เจอตัวเอง ก็คงจะมองว่า อุ้ย ทำไมไปยอมให้คนแค่นี้หลอกได้ ถ้ามันไม่เจอกับตัวมันไม่รู้หรอก เพราะว่าทุกคนถูก take insight หมด เหมือนพี่อุนี่ครับ เราเคยเขม่นกันในศาล เพราะว่าเขาเหมือนเป็นบอดี้การ์ดให้กับคนนั้น แล้วทุกเรื่องกลายเป็นว่า อ๋อ เรื่องมันกลับกันหมดเลย”
ชีวิตเหมือนมีความหวังขึ้นมา
คุณเอ : “ความหวังอย่างแรกก็คือสบายใจ เราก็คงได้กลับมาใช้ชีวิตหลายๆ หลังจากที่เราค่อยๆ พยายาม ก็คงได้ปลดล็อก เมื่อก่อนก็อาจจะเหมือนซึมเศร้า ก็ได้ปลดล็อกตัวเองออกมา ก็คงได้เริ่มชีวิตใหม่ ณ วันนี้ อันที่สองก็อาจจะปรึกษาพี่ๆ ทนาย ในการที่จะดำเนินการ เพราะว่าตอนนั้นเราก็มืดแปดด้านครับ คิดว่าเดี๋ยวจะขอความช่วยเหลือไปแน่ๆ ครับ เริ่มต้นใหม่ 10 ปีไม่สายครับ มันต้องมีความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเราได้บ้าง”
รับฟังคำขอโทษ แต่ก็รู้ว่าไม่จริงใจ
คุณเอ : “ขอโทษก็คือขอโทษครับ คุณถ่ายรูปกับศิลปิน ดารา คุณมาขอโทษในรายการ คุณสัมภาษณ์มามันก็รู้ว่าไม่จริง ก็รับฟังนะครับ ถือว่ารับฟัง แต่ว่าคงต้องดูพฤติกรรม การกระทำ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา ผมเจออะไรมาเยอะมาก ทุกคนถูกฟ้องกลับเท่าไหร่ มันเสียเวลา เสียค่าทนายครับ”
“คุณอุ” น้องชาย “คุณแอน” แฟนเก่านุช เปิดใจ เป็นการคุยกันในรอบ 2 ปี เชื่อเป็นเวรกรรมที่ได้ทำไว้
คุณอุ : “ก็น่าจะตั้งแต่ต้นปี 67 ก็ 2 ปีได้มั้ง มันก็คงจะเป็นเวรกรรมของเขาแหละครับ ที่เขาได้ทำไว้ ก่อนมาก็อธิษฐานถึงพี่สาว ว่าขอให้มีความราบรื่นเกี่ยวกับเรื่องคดีความ แล้วก็ได้รับความยุติธรรม พอทนายส่งไลน์มาบอกว่าศาลไม่รับฎีกา ก็ขนลุกครับ เพราะว่าพ่อเขาเครียดมานานแล้วครับกับการมีคดี พอได้ยิน พ่อเขาก็คงจะดีใจ ครอบครัวก็โล่งครับ”
อยากให้อีกฝ่ายติดคุก
คุณอุ : “จริงๆ ผมว่าเขาก็น่าจะต้องติดคุก เพราะผมกำลังปรึกษากับทนายอยู่ ว่าจะสวนกลับ จะฟ้องกลับ คือประเด็นตรงที่เขาฟ้องผม ก็เหมือนกับเขาจงใจให้เป็นคดีความ จะให้พ่อเราติดคุก เดี๋ยวเสร็จจากนี้คิดว่าเอาแน่ คนอย่างนี้น่าจะต้องติดคุก”
ชี้คำขอโทษปลอม ไม่น่าเชื่อถือ
คุณอุ : “ผมว่าเฟก ปลอม เพราะไม่งั้นคงไม่ปลอมมาตั้งแต่แรก มันไม่มีอะไรน่าเชื่อถือแล้วคนๆ นี้ มาตอนแรกดีทุกอย่าง มาออกลายทีหลัง บางทีมันก็อาจจะสายเกินไป”
คุณบี : “สำหรับตัวหนูเองนะคะ ก็อยากให้ทุกคนมีความจริงใจต่อกัน เราควรจริงใจต่อกันแบบตรงไปตรงมา อย่ามาทำร้ายกันตอนหลัง จากนี้ไปการที่เราจะรู้จักใครสักคนนึง เราก็ควรต้องดูที่มาที่ไปเขาให้ดีกว่าเดิม ว่าเขาเคยกระทำแบบนี้ไหม หรือเขามีอุปนิสัยใจคอเป็นแบบไหน การที่เขาเข้ามาในรูปแบบที่เขาดีตั้งแต่แรก แล้วสุดท้ายแล้วเขามากระทำแบบนี้ มันไม่ได้เป็นผลดีสำหรับตัวเรา แล้วก็ไม่ได้เป็นผลดีสำหรับใครเลย แล้วการแอบอ้างของบุคคลท่านอื่น ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือว่าเอาไปข่มขู่ใครแบบนี้ ไม่ควรทำค่ะ แล้วก็ไม่ควรที่จะไปก้าวก่ายในชีวิตใคร หรือว่าไปกำหนดชีวิตใคร ว่าคุณต้องเดินแบบไหน เพราะว่าต่างคนก็ต่างมีแนวทางของตัวเอง ถ้าเราจะคบกันหรือว่าเราจะชอบพอกัน เราควรที่จะเคารพสิทธิของกันและกันค่ะ”
คุณเอ : “ผมพกของที่ระลึกงานศพของลูกค้าผมมาด้วย พกมาตลอด ทุกครั้งที่ขึ้นศาล ผมก็คิดว่าผมจะเอาความยุติธรรมคืนพี่เขา เขาชื่อพี่หญิงครับ ผมจะเอาความยุติธรรมกลับคืนให้พี่เขาให้ได้ แล้วผมอยากจะบอกเพื่อนแฟนคนแรกของเขาครับ ว่าผมไม่ได้แค่เสียแค่เงิน ผมเสียทั้งสังคม ทั้งสิ่งต่างๆ จริงๆ เขาควรจะมาขอโทษ ผมอยากจะได้คำขอโทษจากคนที่ดึงคนนี้เข้ามา แล้วตัวเองเอามาเป็นหลักประกัน ว่าตัวเองดูแลได้ แต่สุดท้ายเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ไม่ได้อะไรเลย แถมมาโจมตีเราอีกต่างหาก อยากให้เพื่อนๆ เขามาขอโทษอย่างจริงใจ”


