4 ทนายเปิดเบื้องหลัง “นุช ทอมมั่วบ้านงาน” ตีเนียนตั้งแต่ในศาลยันวงข้าวมันไก่ แถมถือแฟ้มของ “ทนายกุ้ง” โผล่ร่วมเฟรม “หนุ่ม กรรชัย” ด้าน “ทนายตุ๋ย” ลั่นเป็นความซวย ดันทะลึ่งมาอยู่ใกล้พี่หนุ่ม “ทนายไพศาล” ชี้พฤติกรรมอย่างนี้อันตราย
เป็นเรื่องที่ทำเอางงกันทั้งบาง สำหรับกรณี “นุช” สาวหล่อที่โผล่ร่วมวงสัมภาษณ์กับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” และทีมทนาย หลังเดินทางไปศาล จนกลายเป็นประเด็นมั่วบ้านงาน ที่ถูกพูดถึงอย่างหนักในโลกโซเชียล ล่าสุดหลังจบรายการโหนกระแส ทีมทนายที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้ง “ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์”, “ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ์”, “ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล” และ “ทนายไพศาล เรืองฤทธิ์” ได้เปิดใจเล่าเบื้องหลังแบบละเอียด ตั้งแต่ช่วงที่เจอกันในศาล เผยต่างคนต่างเข้าใจว่า “นุช” เป็นคนของอีกฝ่าย จนไม่มีใครเอะใจ พร้อมเปิดวีรกรรมตั้งแต่เดินตามไปกินข้าวมันไก่ ถือแฟ้มเอกสารตราครุฑ ไปจนถึงจังหวะร่วมเฟรมสัมภาษณ์
ทนายตุ๋ย : “เท่าที่ผมเห็นตั้งแต่ครั้งแรก คือพอผมเข้าห้องพิจารณาคดี ในขณะที่ตอนนั้นพี่หนุ่มยังไม่มา ผมเห็นเขาอยู่แล้ว แต่พอตอนพี่หนุ่มมา ผมไม่รู้เขาไปนั่งข้างทนายแก้วตอนไหน แต่ตอนนั้นศาลท่านยังไม่ได้พิจารณาคดีอะไร ผมยังถามทนายแก้วว่าคนที่นั่งข้างแก้วเนี่ยใคร ลูกน้องแก้วไหม แก้วบอกลูกน้องผมอยู่ข้างหลังครับพี่ แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้อะไร เพราะว่าผมต้องกลับไปดูสำนวนคดี ก็จะเป็นแก้วนั่งคุยกับพี่หนุ่ม ในห้องพิจารณาคดี”
ทนายแก้ว : “คือในระหว่างที่อยู่ในห้องพิจารณา ตัวน้องนุชเขามานั่งข้างผมจริง แล้วก็พยายามมานั่งฟังว่าผมพูดอะไรกับพี่หนุ่ม แล้วก็พยายามแสดงความคิดเห็น ผมก็เข้าใจโดยสุจริตว่าไอ้น้องคนนี้ เป็นลูกน้องของเอ๋ ไพศาล แน่นอน”
ทนายไพศาล : “ผมเข้าใจว่าเป็นลูกน้องพี่ตุ๋ย เพราะว่านั่งข้างลูกน้องพี่ตุ๋ยตลอด (หัวเราะ)”
ทนายตุ๋ย : “เขาเห็น เขารู้ ว่าตรงนั้นเป็นทีมงานผม ทุกคนเตรียมสำนวนเตรียมเอกสารเตรียมอะไร แล้วก็มีลูกสาว มีภรรยาผมนั่งอยู่ เขาเข้ามาแล้วเขาก็ขลุกอยู่ในนั้น แต่เขาไม่ได้มาคุยกับผมเหมือนในรายการนะ ว่าอยากจะมาฝึกงานอะไร คือเขาไม่ได้พูดแม้กระทั่งเขาเรียนกฎหมาย หรือเป็นทนายความด้วยซ้ำ”
ทนายแก้ว : “คือในระหว่างที่พี่ตุ๋ยสืบพยาน พวกผมก็นั่งอยู่ข้างนอกกับพี่หนุ่ม แล้วก็นั่งคุยเรื่องของการที่เราจะสืบยังไง ซักซ้อม เตรียมตัว ผมก็ตั้งคำถามไป ไอ้น้องนุชคนนี้ก็นั่งอยู่ข้างๆ ก็ไม่เอะใจเลย ก็มาจนถึงสัมภาษณ์”
ทนายกุ้ง : “คือเราเจอเขาตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ช่วงเช้าตอนมากับลูกหมี (รัศมี ทองสิริไพรศรี) เขาตะโกนเรียก เราก็หันไปก็ทักทาย แล้วเจอเขาอีกทีนึงคือข้างบน แต่ไม่ได้คุยกัน เห็นเขาเริ่มไปคุยกับคนโน้นคนนี้แบบสนิทสนม เราก็เลยเชื่อสนิทว่า คอสตูมของพี่หนุ่มก็รู้จัก คุยแบบเนียนมาก ทนายเอ๋ก็บอกว่าเป็นทนาย LGBTQ+ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นทนายความนะ เข้าใจว่าเขาทำงานวงการบันเทิงมากกว่า ซึ่งเขาคุยแบบสนิทสนมมาก รู้จักเมียทนายไพศาล รู้จักคุณเดือน ก็เลยเข้าใจว่าเขาก็ต้องรู้จักคนในนี้แหละ ใครสักคนที่มาด้วยกัน”
ทนายตุ๋ย : “คือเขามาบอกทีมทนายผม ว่ามากับพี่ทนายกุ้งกับลูกหมี พอทีมทนายผมบอก อ๋อ พี่กุ้งกับพี่ลูกหมี เขาก็เลยคุยด้วย คือเขาชอบใช้วิธีในการเปิดก่อนว่าเขารู้จักใคร มาจากใคร มันเหมือนกับว่าถ้าเขาเปิดปุ๊บเนี่ย ความสนิทใจมันเปิด ส่วนในคลิปที่เขาบอกว่าลูกหมีเป็นคนชวนมาฟังคดีพี่หนุ่ม ความเห็นผมนะ ส่วนตัวนะ ไม่จริงครับ ผมเชื่อว่าเขามาเนี่ย เพราะเขารู้จากภาพข่าว ว่าจะคดีวันที่ 17 แล้วชื่อคู่ความมันไม่ได้ยาก ไปเดินกดคอมพิวเตอร์ที่ศาลจะมีเลย สมมุติใส่ชื่อพี่หนุ่ม กรรชัย ไปจะขึ้นเลย ว่ามีนัดพิจารณาคดีวันนี้ไหม บัลลังก์อะไร ผมเชื่อว่าไม่น่าจะใช่อย่างงั้น”
ทนายกุ้ง : “เขาอาจจะได้ยิน เพราะว่าตอนที่คุย เราเจอกับคนหลายคน ซึ่งทุกคนก็ตะโกนถามกันว่า บัลลังก์อะไร คือไม่มีใครชวนเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะได้ยินว่าเราคุยกัน คุยแล้วลูกหมีบอกว่าไม่ได้ชวน จริงๆ ลูกหมีอยู่กับเรา มาด้วยกันตลอด ไม่ได้เกี่ยวข้อง”
ทนายไพศาล : “เหตุการณ์นี้ผมสรุปว่า เรื่องทั้งหมดมันมาจากผมนี่แหละ ที่ไม่ได้อยู่ในวันนั้น แล้วผมก็ยืนงงในดงข้าวมันไก่”
ทนายตุ๋ย : “คือจริงๆ ความสนิทสนมเริ่มต้นจากเอ๋ เพราะเอ๋เขาไปคุยกับเขาเหมือนสนิท แล้วก็มีการไปไกลถึงแลกเบอร์ มีการไปบอกเขาว่า เฮ้ย มึงเมมชื่อพี่เนี่ย มึงต้องใส่ชื่อพี่ว่าสุดหล่อนะ มึงใส่อะไรก็ได้แต่ต้องมีคำว่าสุดหล่อ เขาก็บันทึกจริงๆ ว่าเป็นสุดหล่อ แล้วมีต่อท้ายว่าอะไรนะ”
ทนายไพศาล : “ตีหม้อ สุดหล่อตีหม้อ”
รับช็อกเลย หลังรู้ว่าเป็นการมั่วบ้านงาน
ทนายแก้ว : “ส่วนตัวพี่แก้วเนี่ย พี่แก้วช็อกเลย เพราะในระหว่างที่สัมภาษณ์ หรือว่าตอนที่พี่หนุ่มสัมภาษณ์ จะเห็นว่าเขาเนี่ยคล้อยพูดด้วย หรือเหมือนกับว่าตัวเองดรีมทีมด้วย ตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง เอ๊ะ มันมาตอนไหน ผมงงตอนนั้นมันมาตอนไหน เพราะผมกับพี่ตุ๋ยซักกันมาก่อนหน้านี้ เตรียมกันมา มันไม่มีนี่หว่า”
ทนายตุ๋ย : “ไอ้คำว่าดรีมทีมที่ผมเห็นเขาสัมภาษณ์ ผมยังนั่งนึกเลย ตัวอักษรตัวนึงในสำนวนกู มึงยังไม่เคยเห็นเลย ดรีมทีมตอนไหน ผมว่าเขาตั้งใจครับ วันนั้นผมจำได้ พอพี่หนุ่มยืนแล้ว ผมได้ยินนักข่าวเรียกผมด้วย ผมก็เลยเดินเข้าไป แล้วพี่หนุ่มก็เลยเรียกทนายแก้วกับพี่กุ้ง ซึ่งเขาไม่ได้ชื่อแก้ว เขาก็ไม่ควรจะเดินตามแก้วเข้าไป โดยหลักไม่ควรเลย เพราะว่าทีมงานทนายแต่ละคนที่มีไปในวันนั้น แก้วก็มี เอ๋ก็มี ผมยังไม่เห็นใครยุ่ง ทีมงานผมยังไม่เห็นมีใครกล้าเดินเข้ามาเลยครับ”
ทนายแก้ว : “ผมก็แหวกให้ เพราะเขามาแทรกผม ผมก็ไม่ได้อะไร ตามมารยาท อยากมาเขาก็แทรกผม”
ทนายตุ๋ย : “เอ๊ะหรือว่าเขาเห็นแก้วเขี่ยผมตอนในบัลลังก์ พี่ตุ๋ยออกไป พี่ตุ๋ยออกไป”
ทนายไพศาล : “ผมพูดไว้นะ เตือนสติเลยนะ พฤติกรรมอย่างนี้อันตราย เพราะถือว่าเขาอยากเป็นมิตรกับเรา แต่เขาเป็นมิตรแบบไหน ก็ไปดูเอาแล้วกัน”
ทนายแก้ว : “ตอนที่พี่แก้วมาเอะใจ ก็คือตอนที่เขาไปกินข้าวมันไก่ เขาก็ไปกินเนียนมาก แล้วเขาก็ไปนั่งโต๊ะกับลูกน้อง นั่งคุย กับอีกโต๊ะนึง พวกเราก็นั่งอีกโต๊ะนึง แล้วเขาก็มาบริการ มาพูดกับเจ้าของร้าน ว่านายจะเข้ามากินข้าว”
ทนายตุ๋ย : “เขาเดินตามไปเรื่อยๆ ตอนเขาไปถึงร้านข้าวมันไก่ เขายังโทร.หาน้องทนายผมเลย ว่าทำไมไม่มากินข้าว ร้านข้าวมันไก่ตรงนี้อร่อยนะ ตามมาสิ คือมีเบอร์ด้วย แลกเบอร์กันตอนไหนไม่รู้ จุดแรกคือเขาเริ่มต้นจากการบอกว่ามากับพี่กุ้งกับลูกหมี ซึ่งน้องๆ ทนายผมเขาไม่รู้ พอเป็นชื่อพี่กุ้งปุ๊บก็อ๋อๆ ก็เลยคุย แล้วก็แลกเบอร์ แลกไลน์”
ทนายไพศาล : “แล้วที่พีกเนี่ย พีกกว่านั้น ผมเพิ่งรู้วันนี้ ขอบคุณพี่กุ้งมาก ไอ้แฟ้มที่เขาถือของพี่กุ้ง ไอ้ตราครุฑเนี่ยของพี่กุ้ง ทำไมพี่ไปให้เขาถือ”
ทนายกุ้ง : “คือตอนแรกที่จะลงเดินตามมาจะไปกินข้าว เราหอบเอกสารมา กะว่าเดี๋ยวไปเก็บที่รถก่อน แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไรถือให้ เราก็น้องเขามีน้ำใจ ก็เลยเอาให้เขาไป แล้วกลายเป็นว่าเขาหอบเอกสารวิ่งตามเราไปกินข้าวไง ถ้าไม่มีเอกสาร เขาก็ไม่ได้ไปกินข้าวไง”
ทนายไพศาล : “แล้วน่าเชื่อถือกว่า คือทนายแก้วสั่งมะนาวดองกับเขาด้วย ก็กลายเป็นสนิทเลย จริงๆ จุดเริ่มต้นจากพี่แก้วนะ”
ทนายตุ๋ย : “แล้วเขามีการคุยกับเมียทนายเอ๋ นั่งโต๊ะเดียวกัน บอกว่าทำไมทนายตุ๋ยไม่มาด้วย เมียเอ๋ก็คงเชื่อไปอีก”
ทนายแก้ว : “สรุปก็คือไม่รู้จักใครเลย”
ทนายไพศาล : “เอาเป็นว่าเรื่องนี้เขาสนิทกับเมียผมแล้วกัน”
ไม่กลัวความลับคดี “หนุ่ม กรรชัย” รั่วไหล
ทนายตุ๋ย : “ส่วนตัวผมกังวลเล็กน้อย เพราะผมไม่รู้ว่า เขาจะไปคุยกับใคร แล้วมันมีข้อเท็จจริงที่บางเรื่องอีกฝั่งนึงไม่น่าจะรู้ เขาได้ยินเพราะว่าเขานั่งคุย ข้างๆ กับ แก้ว กับ เอ๋ แล้วคุยกันเรื่องคดีพี่หนุ่ม แล้วต้องนึกภาพนะ ฝั่งโจทก์กับฝั่งจำเลย เราจะมีเรื่องของการวางแผนคดี คุยกันว่ามุมไหน แบบไหน แล้วเขาได้ยิน ผมไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นยังไง ไม่ได้กลัวหรอกครับ ไม่ได้เป็นประโยชน์ แต่ผมกลัวเขาจะพูดเป็นอย่างอื่น ถ้าในเรื่องคดี ไม่กังวลครับ เพราะว่าเขาคงแค่ได้ยินไป แค่ผิวๆ วงลึกๆ เขาไม่รู้ เอกสารตัวนึงเขาก็ไม่ได้เห็น เพียงแต่ผมมองว่าเขาน่าจะหวังประโยชน์จากการ ใกล้ชิดพี่หนุ่ม แล้วได้รูปไป ผมเชื่อว่าเขาตั้งใจมาจริงๆ”
คดีผู้เสียหาย 5 ล้าน มีสิทธิ์ได้เงินคืน แม้ผ่านมา 10 ปีแล้ว
ทนายแก้ว : “คืออย่างนี้ครับ บริษัทเป็นโจทก์ จำเลยก็คือเป็นบริษัทเขา ดังนั้นเวลาศาลพิพากษาแล้ว เราก็ต้องยึดทรัพย์ในนามของบริษัทเท่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ตัวของโจทก์ ก็คือตัวของผู้เสียหายที่มา คุณเอก็ต้องมีการสืบดู ว่าเส้นเงินมันมีการโอนไปให้กรรมการคนไหน หรือมีการโกงเจ้าหนี้ไหม ก็ต้องไปว่ากันในส่วนของคดีอาญากันอีกครับ แต่ส่วนคดีแพ่ง มันก็เป็นเรื่องที่เราสืบหาทรัพย์สิน เจอแค่ 4,000 ก็ต้อง ยึดได้แค่นั้น”
ทนายไพศาล : “จริงๆ เอาได้ ผมพูดตรงๆ คือทำตรงนี้ มาส่วนนึงแล้ว คนที่เป็นเจ้าหนี้บริษัท ถ้าคดีเป็น 10 ปีแล้วคิดว่าเอาอะไรไม่ได้ใช่ไหม กรรมการเป็นเจ้าของคนเดียวด้วย อย่างแรกผมให้สรรพากรตรวจก่อนเลย ว่าเงิน 5 ล้าน ที่เขาได้รับมา ใช้วัตถุกิจการบริษัทไหม ถ้าไม่ใช้ แต่มันเป็นหน่วยงานนะที่ร้อง พอหน่วยงานเขาเป็นผู้เสียหาย เขาจะตาม เราก็ไปตามเรื่องนี้กับตัวกรรมการโดยตรง พอตามกรรมการโดยตรงปุ๊บ กรรมการก็จะโดนเรื่องของบริษัท พ.ร.บ. ห้างหุ้นส่วน แล้วก็โดนเรื่องโกงเจ้าหนี้ด้วย พอโกงเจ้าหนี้เสร็จ ยักย้ายถ่ายเท ก็โดน 350 ด้วย โกงเจ้าหนี้ แล้วถ้าเกิดยึดทรัพย์แล้วไม่มีทรัพย์อีก ก็ฟ้องล้มละลายอีก ก็เป็นบุคคลที่ตายทั้งเป็น ทั้งแพ่งและอาญา อันนี้มันทำได้ มันเป็นสตอรี่ สำหรับนักกฎหมายที่ทำตรงนี้อยู่จะรู้”
ผู้เสียหายยังไม่ได้ติดต่อ แต่พร้อมให้ความช่วยเหลือ
ทนายตุ๋ย : “ยังครับ ยัง”
ทนายแก้ว : “แต่ก็พร้อมครับ พร้อมที่จะช่วยเหลืออยู่แล้วครับ”
ทนายตุ๋ย : “แต่พี่หนุ่มแกบอกว่าคุณบุ๋ม (ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) จะจ่ายเงินให้ ส่วนตัวผมเห็นว่าระหว่างเขากับคุณบีเนี่ย เขาอยู่กัน คบกันแบบเป็นเพื่อนกัน คบกันเหมือนคนรักกัน ฉะนั้น ไอ้เงินที่มันใช้จ่ายแต่ละวัน มันเป็นเรื่องของการใช้จ่ายในการใช้ชีวิตเรื่องอยู่ หรืออยู่ร่วมกัน ไม่ควรจะมาทวง มาหา แต่นี้ความที่เขาเป็นนักกฎหมายนะ พอคุณบุ๋มเขาอยากจะเคลียร์ให้กับตัวคุณบี แล้วจะจ่ายเงินให้ ส่วนตัวผมมองว่าเขาก็ต้องสุจริตใจเหมือนกัน ในเมื่อเขาเป็นหนี้คุณเอ ก็โอนสิทธิ์เรียกร้องไปเลย ตามกฎหมายมันทำได้ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น ส่วนมุมมองแก้ว เขามองอีกแบบนึง แต่ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับเขาแหละ ผมไม่อยากให้เงินเข้าไปที่มือเขา เพราะว่าในเมื่อเขายังเป็นหนี้คนอื่นอยู่ เขาไม่ควรจะได้รับเงินนั้นครับ”
เบื้องต้น “นุช” ยังไม่ได้ยินยอมเรื่องนี้
ทนายตุ๋ย : “ก็หัวหมอนั่นแหละ ผมพูดแบบนี้แล้วกัน”
ทนายไพศาล : “คือเรื่องแฟนอะไรขององค์กรทำดี คุณบุ๋มเนี่ย ที่เขาเป็นแฟนกันเนี่ย ผมก็สงสัยนะว่าทำไมเขาจะต้องไปยุ่ง ไปเข้าไปใกล้ชิดคุณบุ๋ม แล้วก็เป็นสาเหตุทะเลาะกัน แล้วอย่างที่เขาให้ เขาอยู่ร่วมกันแบบคู่ชีวิต เขาให้โดยเสน่หานะ แล้วอีกเรื่องนึง เรื่องของน้อง 5 ล้าน มันบอกพฤติการณ์ พฤติกรรม แล้วเรื่องของแฟนเก่า เขาเป็นมะเร็งด้วยนะ ก็ไปต่อยเขาตาแตก แล้วก็ไปพูดกับพ่อแม่เขากูมึง ทำให้น้องเขาที่เป็นโรคไตต้องออกมาข้างนอกอย่างนี้ ข้อมูลเขารั่วมาที่เราเยอะมากเลยนะ”
คดีนี้ศาลฎีกาไม่รับแล้ว
ทนายไพศาล : “ไม่รับแล้ว”
ทนายตุ๋ย : “จบสิ้นแล้ว เฉพาะในคดีของคุณอุ น้องชายคุณแอน”
เชื่อขอโทษเพื่อจะเอาตัวรอด ไม่ได้สำนึกจริงๆ
ทนายตุ๋ย : “คำแรกเลยครับ เอาตัวรอด”
ทนายแก้ว : “มันสายเกินไปแล้วครับ คือพฤติกรรมมันแสดงให้เห็นว่าคุณต้องการที่จะเข้าไปถ่ายรูป แล้วเอารูปตรงนั้น มาแสดงให้เห็นถึงความโชว์เหนือเขานิดนึง เพื่อจะไปหลอก ไปคุยกับคนอื่น เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ ผมว่ามันผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกแล้วครับ”
ทนายไพศาล : “แต่สำหรับผม ผมว่าดีนะที่เขาขอโทษ ผมไม่รู้เขาสำนึกไม่สำนึกหรอก ผมเป็นนักกฎหมาย เขาขอโทษต่อหน้ารายการ สาธารณชนเนี่ย รับผิดนะ ฉะนั้นเสร็จ ทุกคดีไปหาเขาแน่นอน ในทางคดีใช้ได้ครับ คำขอโทษนี่คือการยอมรับผิดแน่นอน แล้วคดีอะไรที่เกิดมีผู้เสียหายจากถ่ายภาพกับบุคคลใด หรือผู้เสียหายใดเนี่ย เข้าแน่นอน ขอโทษไปเนี่ย เท่ากับขอโทษล็อกตัวเองนะ สาธารณะด้วย”
ทนายตุ๋ย : “ไม่มีมุมดีหรอก ความซวยของเขาแหละ ยืนถ่ายคู่กับใครไม่ยืนถ่าย ทะลึงยืนถ่ายข้างพี่หนุ่ม เขาถ่ายกับหลายๆ คนมา เขารอดไง ความซวยของเขา แล้วเขาคิดว่าพี่หนุ่มจะใจดี แต่นี้อย่างที่บอก ในเมื่อมีคนท้วงพี่หนุ่มเยอะ แกก็เอะใจ เพราะแกเอะใจตลอดเวลา พี่หนุ่มน่าจะเอะใจแต่แรกแล้ว แต่เพราะเอ๋นั่นแหละ แต่ก็ต้องบอกว่าคือความซวยของเขา ที่เขาดันมายืนถ่ายคู่กับพี่หนุ่ม ผมมองว่าหลายๆ คนคงทำตามกระบวนการของกฎหมายนะครับ แล้วก็คงไม่สามารถใช้สิทธิอะไรได้มากมาย แล้วก็ประกอบกับเขามีรูปถ่ายกับผู้หลักผู้ใหญ่ คนใหญ่คนโต คุณมีเสียงเยอะๆ คงจะเอาไปขู่ไปบอกอะไร คนหลายๆ คนก็คงกังวล
แต่วันนี้พอสังคมได้เปิด หรือว่าเพจต่างที่เปิดตามที่พี่หนุ่มบอก ก็เป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนที่พยายามจะทำตัวเป็นมิตรแบบที่เอ๋บอก ได้ถูกกระชากหน้ากากออกมาว่าสิ่งที่เขาทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องไง อย่างที่เขาพูดกันนะครับ ถ้าไม่ขาวจริง อย่ามานั่งในโหนกระแส หรืออย่ามาเปิดตัวใกล้ๆ กับพี่หนุ่ม”
ทนายแก้ว : “ของเขาแรงจริงๆ แต่เราต้องแยกอย่างงี้นะครับ ไอ้การถ่ายรูปมันไม่ผิด เพราะว่ามันเป็นสิทธิโดยเสรีอยู่แล้ว แต่ว่าการที่คุณจะไปแอบอ้างว่าคุณรู้จัก หรือว่าสนิทเลย ผมว่ามันเกินไปนิดนึง ก็แค่อยากจะให้บุคคลที่เห็นรูป ที่เขาถ่ายกับใครก็ตาม พึงระมัดระวังนิดเดียว ว่า เอ๊ะ จริงไหม ไปถ่ายกับเจ้าสัวธนินท์ คุณรู้จักอย่างงั้นจริงไหม อยากให้เอ๊ะหน่อยเท่านั้นเองครับ”
ทนายกุ้ง : “จริงๆ เรื่องการถ่ายรูป เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่า เป็นเหมือนคนสาธารณะไปแล้วเนี่ย แต่ก็ต้องรู้ว่าคนที่เอาไปใช้ ทำให้เราเสียหายหรือเปล่า ถ้าทำให้เราเสียหาย เราก็ต้องดำเนินคดีอยู่แล้ว ใช้สิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว ก็มองว่าถ้าอะไรที่มันไม่บริสุทธิ์ใจ เวรกรรมมันตามทันนะ กฎหมายมันทำอะไรไม่ได้ แต่เวรกรรมมันติดจรวด มันเร็วมาก ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้เห็นผลแล้ว คืออะไรที่มันไม่บริสุทธิ์ใจ หรือมันไม่ใช่ของจริง มันก็จะเจอแบบนี้”
ทนายไพศาล : “เขาพูดกับคุณอี้ แทนคุณ ในโทรศัพท์ว่าเขารู้จักผม เพราะเขาอยากจะเรียนกฎหมายสายโหด วันนี้ได้แล้ว ผมให้โหดแน่นอน แล้วผมบอกอย่างนึงว่า แมลงมันไม่น่าเข้าใกล้พระอาทิตย์หรอก เพราะมันตายแน่นอน”
ทนายตุ๋ย : “ผมเชื่อว่าทั้ง 4 คน เราไม่ได้กลัวหรอกครับ ผมกังวลคนรอบตัวเขา ที่เขาไปแอบอ้าง ผมกลัวอย่างงั้นจริงๆ แล้วจริงๆ เวลา มีใครมาขอถ่ายรูปเรา เราเป็นนักกฎหมาย เราเชื่อหลักโดยสุจริตว่าทุกคนมาเนี่ย มาชื่นชม แล้วเขาก็สุจริตใจกับเรา ยินดีกับเรา หรือว่าวันนี้ได้เจอเรามากกว่า มันมีน้อยคนครับที่จะเอาไปแอบอ้าง เพราะว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวเขา บางทีมัน เราห้ามไม่ได้จริงๆ (คิดว่าตัวเองเป็นผู้ประสบภัยไปด้วยไหม?) ส่วนตัวผมไม่นะ ต้องถาม 3 ท่านนี้ เพราะไปกินข้าวมันไก่กับเขา”
ทนายไพศาล : “เขาเปลี่ยนสถานะ วันนั้นเขาให้สัมภาษณ์แบบทนายโจทก์ดรีมทีมนะ แต่วันนี้กลายเป็นจำเลยแล้ว ฉะนั้นก็สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม”


