“นาวิน ต้าร์” ย้ำคำว่าสงสารกลายเป็นการตำหนิภรรยา ยืนยัน “ไฮโซน้ำหวาน” ไม่ได้บังคับ เป็นด็อกเตอร์ก็พูดกูได้ ลั่นไม่มีใครสั่งผมได้และไม่ควรมีใครแทรกแซง ครอบครัวเราโอเคดี
หลังจากที่ “นาวิน ต้าร์” นาวิน เยาวพลกุล โพสต์ข้อความว่า “รู้กันไว้ว่ากูมีความสุขดีอยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องมาวิเคราะห์สวัสดิภาพของกูจากหน้าตานะครับ อยากตะโกนเพื่อให้ทุกคนรับทราบว่าตอนนี้กูมีความสุขมากๆ อยากถามคนที่มาวิจารณ์ว่าผมหน้าตาไม่มีความสุขว่า เรารู้จักกันเหรอถึงได้รู้ดีกันขนาดนั้น” ก็ทำเอาเป็นกระแสร้อนแรง มีผู้เข้ามาชมถึง 3 ล้านคน และมีการตั้งคำถามว่า นาวินต้าร์โพสต์เองจริงหรือเปล่า เท่านั้นไม่พอยังตกใจที่ดีกรีด็อกเตอร์อย่างนาวินต้าร์ใช้คำว่า “กู” เพราะไม่คิดว่าคนที่ดูเรียบร้อย เป็นนักวิชาการแบบนาวิน ต้าร์จะใช้คำนี้ เรื่องนี้นาวิน ต้าร์ขอเคลียร์ชัดๆ ว่า....
“คือจริงๆ ผมก็ไม่ชอบนะครับ เวลาใครมาพูดเรื่องของเราโดยที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง แล้วก็เดากันไปต่างๆ นานา แล้วเวลาที่พูดอย่างนี้ คุณน้ำหวานเขาก็รู้สึกไม่ดี เขารู้สึกว่า เหมือนเขาเป็นคนทำให้ชีวิตผมมันลำบากมันคงแยกเป็น 2 เรื่อง อย่างที่บอกว่านาวิน ต้าร์น่าสงสารจัง ผมก็คงต้องถามเขา สงสารอะไร มันมีอะไรไหม ถ้าเขาสงสารจริงๆ เขาก็คงจะให้คำปรึกษาเราที่ดี แต่ถ้าเขาไปพูดกับคุณน้ำหวานว่า นาวิน ต้าร์ น่าสงสารจัง มันก็เหมือนชี้นิ้วว่าทำไมถึงทำให้เขาเป็นอย่างนี้ เหมือนไปว่าคุณน้ำหวานไง
ผมก็แค่อยากจะบอกว่า คนเรามันก็มีทั้งสุขทั้งทุกข์ บางทีผมไม่ได้เล่นโซเชียล มันไม่ได้หมายความว่าผมจะทุกข์ตลอดเวลาอย่างที่เขาเข้าใจ แล้วทีนี้เป้าดันพุ่งไปที่คุณน้ำหวาน มันก็แล้วแต่ครับ แล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไงคือใครจะพูดอะไรมันก็พูดได้ทั้งนั้น ผมอยากจะพูดอะไร ผมก็พูดได้เหมือนกัน”
ไม่ห้ามความคิดใคร แค่ไม่อยากให้ภรรยาเครียด
“ถามว่าที่โพสต์นั้นผมโพสต์เองไหม ก็ไม่ได้อยากพูดอะไรนะครับ มันก็คิดกันไปได้ว่านาวิน ต้าร์จะโพสต์หรือไม่โพสต์ มันก็คิดได้หมด ก็ไม่เครียดครับ คำพูดของคน มันทำอะไรผมไม่ได้ แล้วมันไม่ได้มาเปลี่ยนสภาวะทางจิตใจผมมาก สิ่งที่ผมแคร์ก็คือคนรอบตัวเท่านั้นเอง คือตอนนี้ก็มีปัญหาเยอะ หลายๆ เรื่อง ผมก็พยายามอะไรที่ไม่เป็นปัญหา ผมก็ตัดนะ เราก็พยายามที่จะต้องหยุดที่มันเป็นปัญหาไว้ คุณน้ำหวานเขาเครียดเรื่องไหน ผมก็พยายามที่จะทำให้เขาไม่เครียด
คือผมไม่ได้เล่นโซเชียลเลยครับ ผมไม่ได้อัปเดตไอจีมาหลายเดือนแล้ว คือเป็นหลักปีที่ไม่ได้เล่น ไม่ได้อะไรเลย คนก็คงจะแปลกใจมั้งครับ เขาคงอยากจะรู้ว่าผมสบายดีไหม แต่ผมไปโผล่ในช่องคุณน้ำหวานตลอด ผมก็ไปไลฟ์อยู่ในนั้นตลอด แฟนคลับเขาก็จะมาเจอผมในจุดนั้น ซึ่งชีวิตผมก็ไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากไลฟ์ขายของ แล้วก็ทำงาน ดูแลครอบครัวครับ ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงกัน”
ถามกลับสนิทกันเหรอ ถึงมาบอกว่าสงสาร!
“คือผมก็ไม่ได้อยากจะไปตั้งคำถาม เวลาผมโพสต์ลงอะไรไป มันก็ตามนั้น ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมากเลย แค่โพสต์ว่าผมมีความสุขดีครับ คนก็เข้ามาดู 3 ล้าน ดังนั้นความคิดคน มันก็จะคิดไปหลายทางตามแต่ที่เขามองภาพที่จะเป็น แต่บางเรื่องเรารับได้ไหม รับไม่ได้ เราก็ต้องบอกว่าเรารับไม่ได้ เราก็ต้องตอบโต้ ก็แค่นั้นเอง ผมแค่รู้สึกว่าเวลาที่คนมาพูดว่าสงสารจัง แล้วมาพูดต่อหน้าภรรยาผมอย่างนี้ มันก็ไม่โอเค มันกลายเป็นว่าไปตำหนิว่าเขาทำให้ชีวิตผมแย่
แต่ถ้ามาพูดกับผม คุณสนิทกับผมเหรอ มาพูดว่าสงสารจังเลย ผมรู้จักคุณเหรอ แล้วสงสารอะไร เราก็ไม่รู้ว่าคำพูดของเขามันหมายความว่ายังไง คนอาจจะมองภาพเราแบบดีเสียเหลือเกิน เป็นด็อกเตอร์ ด็อกเตอร์ก็พูดกูมึงได้ เป็นด็อกเตอร์ ไม่ใช่ครูสอนมารยาท ไม่ใช่ผู้ประพฤติศีล ต่อให้เป็นพระ เขายังพูดกูมึงกันได้เลย ผมอยู่กับเพื่อนผมก็พูดกูมึง คือคนก็ด่าสนุก พอสนุกปากก็ยิ่งตาม พอชีวิตดีๆ เขาไม่มาสนใจหรอก แล้วมาบอกว่าไม่ใช่มึงโพสต์หรอก สงสารจังเลย ก็เสพกันใหญ่ สนุกกันใหญ่”
ภาพภายนอก อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด
“คือในธรรมชาติของผมน่ะ ผมเป็นคนเก็บตัว ถ้าไม่รู้จักจริงๆ ก็จะไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ จะไม่ค่อยคุยอะไรกับใครเท่าไหร่ เก็บตัวอยู่กับตัวเอง แล้วก็คนที่เขารู้จักจริงๆ เขาจะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นอย่างที่ใครเข้าใจ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครเข้าใจผิดนะ แต่มันออกไปเป็นอย่างนั้นของมันเอง เป็นนักวิชาการ แต่ก็น่าจะรู้นะ ผมเคยโดนไล่ออกจากโรงเรียนมา (หัวเราะ) ชีวิตผมมันมีหลายอย่าง หลายช่วง คนก็คิดว่าผมสุภาพ แต่ผมแค่สุภาพเพราะผมแค่รู้สึกว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดคำหยาบกับใคร
ปกติแล้วก็เป็นคนไม่ค่อยได้คุยอะไรกับใครเท่าไหร่ เพื่อนก็มีไม่เยอะครับ แล้วก็ไม่ค่อยคบใครใหม่ ยิ่งสมัยก่อนผมเป็นนักร้อง ผมก็ไปตามทางของมัน แต่สมัยนี้มันเป็นโซเชียล คนก็คงอยากรู้จักตัวตน ผมก็บอกเลยว่าคุณไม่มีทางหรอก เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ บางทีผมเขินจะตาย คือพื้นฐานผมเป็นคนขี้อายนะ แล้วก็เป็นคนเก็บตัว เวลาขึ้นไปร้องเพลง เราก็ใส่หมวกนักร้อง มันก็ขึ้นไปร้องได้ แต่บางอย่างถ้ามันอาย ทำยังไงมันก็ไม่ได้ ให้ขึ้นไปสอนต่อหน้าคน ขึ้นไปพูดต่อหน้าคนเป็นพันคน ผมทำได้หมด แต่บางเรื่องผมไม่พูดเพราะผมอาย ผมไม่อยากพูด”
ยอมให้คนเกลียด ความเป็นคนสาธารณะจะได้ลดลง คนจะได้เลิกมายุ่ง!
“ส่วนคุณน้ำหวานก็เป็นคนคุยเก่ง แล้วก็แสดงออก มันตรงกันข้ามกันครับ ผมก็ชอบที่จะคิดนะ ว่าเราอยู่ด้วยกันแล้วเราเติมเต็มซึ่งกันและกัน แต่บางทีมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ที่เราจะขัดแย้งกันหลายๆ อย่างบางทีเขาก็มาถามเราข้างหน้าไลฟ์ที่เราขายของอยู่ เราก็ต้องตอบไปเรื่องส่วนตัวด้วยตอบบ้างไม่ตอบบ้าง อยากตอบก็ตอบ ไม่ตอบก็ไม่ตอบ ใครจะมองอะไรก็มองไป ผมก็ทำอย่างที่ผมอยากทำ ไม่อยากทำผมก็ไม่ทำ
คุณน้ำหวานก็บังคับผมไม่ได้หรอก หมายถึงในเนื้อแท้นะ มันบังคับกันไม่ได้หรอกครับ เรื่องจริงคือไม่มีใครบังคับใครได้ แต่ถ้าคุณน้ำหวานบอกให้ผมทำอะไร ผมก็ทำ แต่ในบริบทเนี่ย ใครจะบังคับกันได้ แล้วมันเป็นเรื่องของคุณที่ต้องเข้ามาแทรกแซงเหรอ เขาอยู่กันได้ เขาโอเคแล้ว เขาเป็นครอบครัว มองในความเป็นครอบครัว อย่ามองว่าภรรยามึงบังคับ สามีมึงก็ทำตาม สามีมึงก็กลัวเมียเหลือเกิน อะไรพวกอย่างนี้ คือมันเริ่มไม่สุภาพแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาคิดเลยครับ ไปคิดเรื่องของตัวเองดีกว่า ถ้าบอกว่าผมเป็นคนสาธารณะ ใช่ครับ แต่ผมไม่ได้ไปติดหนี้ใคร คนที่มันสาธารณะเนี่ย เขาก็อยากเป็นตัวของเขาเองบ้างครับ อะไรที่ผมตอบได้ ผมก็ตอบ อะไรที่ตอบไม่ได้ ผมก็ไม่ตอบ อะไรที่ผมรู้สึกว่า คุณมายุ่งเรื่องผมเกินไป ผมก็บอก แล้วคนก็คงจะเกลียดผมไปเอง คงจะเลิกยุ่งเรื่องผมไปเอง ความสาธารณะมันจะได้น้อยลงเรื่อยๆ (หัวเราะ)”


