xs
xsm
sm
md
lg

"ทราย สมุทร" จวกรัฐอ้างสร้างเขื่อนให้ชาวบ้านจันทบุรี หรือจะทำให้ Data Center กันแน่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ทราย สมุทร" ทนอยู่นิ่งไม่ไหว ขึ้นไฮปาร์คต้านสร้างเขื่อนจันทบุรี จวกรัฐอ้างชาวบ้านต้องการ ทั้งที่ไม่มีใครอยากได้ ตั้งคำถามหรือจะสร้างเพื่อ Data Center ระวังธุรกิจสีเทา ไม่หวั่นโดนข่มขู่ เพราะถ้าให้อยู่เฉยๆ ก็คงนอนไม่หลับ ขอพูดในวันที่มีเสียงมีคนฟัง

ไม่ธรรมดาสำหรับ "ทราย​ สมุทร" หลังจากไปโบกธงชาติไทย ต้านอิสราเอลยึดประเทศและจีนเทา ล่าสุดเจ้าตัวก็ได้เดินทางไปร่วมชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดจันทบุรี ถึงขั้นขึ้นเวทีไฮปาร์คกันเลยทีเดียว ​ ล่าสุดเจ้าตัวมาร่วมงาน​ Inspire Giving, Ignite Miracles : ปลุกพลังแห่งการให้ ส่งต่อปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ที่ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) ที่เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ​ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

"เมื่อวานนี้ทรายไปจันทบุรีนะครับ เพราะว่าทางกระทรวงเขามีโครงการที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ ที่เขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นคลองวังโตนด ชาวบ้านไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลยนะครับทุกคน นี่คือสิ่งที่ทางกระทรวงเขาออกนโยบาย ออกโครงการ งบตั้ง 7,200 ล้านบาท เพื่อมาทำอ่างเก็บน้ำที่ไม่มีใครต้องการ แล้วเมื่อวานนี้ก็มีคนคัดค้านเยอะมากๆ ครับ นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่มันไม่ยุติธรรม ที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวจันทบุรีครับ"

"ตอนนี้เขาอนุมัติแล้ว โดยไม่ถามคนในพื้นที่ ทรายไปถามคนจันทบุรีเมื่อวานนี้ว่า เคยลงมาสอบสวนบ้างไหม ได้ขอความคิดเห็นบ้างไหม บอกไม่มี แล้วสิ่งที่แย่คือเขาอ้างว่า ชาวบ้านต้องการสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านที่ทำเกษตรเอง เขามีน้ำบ่อเลี้ยงเกษตรของเขาอยู่แล้ว แต่อ่างเก็บน้ำ คุณต้องตั้งคำถามว่า มันจะเอาไปต่อยอดกับอะไร แล้วก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีธุรกิจเทาเยอะ อาจจะก่อตั้ง Data Center ต่างๆ ในฝั่ง EEC ก็คือฝั่งเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันออก เราก็ไม่รู้ว่าน้ำตรงนี้ ถ้าเกิดชาวบ้านไม่ต้องการ แล้วคุณทำให้ใครครับ"

บอกเป็นโครงการที่โคตรแย่​ ชาวบ้านไม่เห็นด้วยก็ยังจะทำ
"ชาวบ้านโต้แย้งได้ครับ ถ้าเกิดทุกคนออกมาออกเสียงคัดค้าน อย่างเมื่อวานนี้ที่เขาทำกัน เราลงชื่อคัดค้านในเอกสารสองฉบับ ก็คือ 1 ฉบับส่งให้กับกรมอุทยาน อีกฉบับหนึ่งส่งต่อให้กับศาลจังหวัดของจันทบุรีครับ ซึ่งมันมีเรื่องเสี่ยงด้วยว่า ถ้าเกิดเราทำเขื่อน ในพื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ ช้างที่อยู่ในพื้นที่ 60 กว่าตัว มันก็ต้องย้ายเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้นนะครับ ซึ่งมันจะส่งผลให้มันมีการปะทะระหว่างคนกับช้าง คือมันเป็นโครงการที่โคตรแย่ แล้วอย่างที่พูดว่าถ้าเกิดคุณไม่ถามความคิดเห็นของคนในพื้นที่ คุณมีสิทธิ์อะไรที่จะมากำหนดให้กับเขา แล้วอ้างเขาในการที่จะสร้างอะไรแบบนี้ เพื่อเบิกงบ มันแย่มากเลยนะครับ"

"ถ้าถามถึงเรื่องความปลอดภัย​ ทรายยอมที่จะใช้ชีวิตที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าปิดกั้นความต้องการของเราที่จะพูด เพราะกลัวคนอื่นทำสิ่งที่ไม่ดีครับ​ เคยโดนข่มขู่บ้างไหมเหรอ​ ก็มีครับ แต่ทรายโชคดีว่าทรายมีคนที่จับตามองเยอะ แล้วทรายมีคนที่รู้เจตนาทรายดีเยอะ ทรายเชื่อว่านี่คือสิ่งที่มันช่วยเหลือและปกป้องทรายครับ​ ทรายรู้ว่าถ้าเกิดทรายไม่ออกมาเป็นกระบอกเสียง มันเสี่ยงต่อใจทรายครับ ทรายรู้ว่ามันรู้สึกยังไง ตอนหลับไม่เป็นสุขให้กับความถูกต้อง อันนั้นคือผลกระทบที่ร้ายแรงมากกว่าการที่เราจะมาปะทะกับคนที่ทำไม่ถูกต้องครับ"

ขอใช่เสียงตัวเองเพื่อปกป้องประเทศ​ ไม่เกี่ยวกับสีการเมือง
"ช่วงนี้ก็ต้องวางเวลาพักให้ถูกต้องครับ แต่งานทุกอย่างที่ทรายทำ มันคือสิ่งที่เรารักที่จะทำอยู่แล้วครับ​ ถามว่าจะต้องเพิ่มความปลอดภัยไหม อย่างที่ทรายพูด ทรายกังวลมากกว่าถ้าเกิดทรายไม่ออกมาพูด มันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา​ เหมือนวันก่อนที่ทรายไปสถานทูตอิสราเอล ทรายรู้ว่าถ้าเกิดทรายไม่ออกไป ทรายจะนิ่งนอนไม่ได้ ว่าในวันที่เรามีเสียง ที่มีคนฟังเรา แล้วไม่ได้ใช้เสียงนี้เพื่อปกป้องประเทศเรา หรือสิ่งที่เรารัก มันไม่เกี่ยวกับสีการเมืองเลย แต่มันเกี่ยวกับความถูกต้อง ในเวทีโลก​ ประเทศไทยคือประเทศที่คนเขาจับตามอง เพราะว่าเราเป็นมิตรกับทุกคน แต่ในวันที่เราเป็นมิตรกับทุกคน แล้วมีคนคุกคามเรา แน่นอนเขาก็จับตามองว่าเราจะตอบรับกับเรื่องนี้ยังไง มีแค่คนในประเทศไทย ที่สนเรื่องสี แต่คนต่างประเทศ เขาสนเรื่องภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากต่างชาติในประเทศเรา"

"แล้วนี่คือสิ่งที่ทรายกังวลมากที่สุดครับ ถึงเวลาในประเทศเราที่เราต้องรวมตัวกัน แล้วก็เดินไปด้วยกันครับ คือทุกเรื่องที่เขารู้สึกกังวลที่มันเป็นสีการเมือง มันรู้สึกได้ แต่เราก็ยังต้องเดินหน้าในการวางขั้นตอน ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาคุกคามประเทศเราได้มากกว่าเดิม เพราะว่าภาครัฐเราเป็นคนเปิดประตูให้ เป็นสิ่งที่ช่วยต่อชีวิตให้กับคนอื่นต่อไปได้"

ส่วนการมาร่วมงาน Inspire Giving, Ignite Miracles : ปลุกพลังแห่งการให้ ส่งต่อปาฏิหาริย์แห่งชีวิต หรือการบริจาคอวัยวะ​ เจ้าตัวกล่าวว่า
"การบริจาคอวัยวะ ตอนที่เราตายไปแล้ว มันคือเรื่องที่ดีนะครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วตอนเราตาย เราก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะต้องมีอวัยวะครับ เราไม่จำเป็นที่จะต้องถือว่ามันยังเป็นของเราอยู่ ตอนเราตาย เราหมดบทบาทในโลกนี้แล้วครับ แล้วก็ส่งต่อ มันเป็นสิ่งที่ดี เพื่อจะสร้างบุญให้คนอื่นครับ"

"บางคำสอนนะครับ ที่สอนว่าถ้าเกิดเราให้อวัยวะ ชาติหน้าเราเกิดมาไม่ครบ มันเป็นคำสอนที่มันมาจากความกลัว ที่มันไม่ได้ตรงกับความถูกต้องนะครับ ทุกคำสอนของศาสนาเราก็ต้องพิจารณาเองครับ เพราะอย่างที่เราเห็นตัวอย่างของผู้สอนศาสนา มันไม่ได้ดีเสมอนะครับ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับเราเองที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้ครับ​ ก็ถ้าเกิดทุกคนสบายใจนะครับ หลังจากที่เราตายไปแล้ว แล้วอยากส่งต่อให้คนอื่นมีชีวิตที่ดี ทรายคิดว่าเราควรบริจาคอวัยวะครับ มันอาจจะทำให้คนอื่นมีชีวิตที่อยู่ต่อได้ครับ"

เลือกที่เล่าเรื่องราวของตัวเองต่อไป เพื่อสร้างความกล้าหาญให้ตัวเอง
"คือบางทีตอนที่เราเจออะไรมาเยอะนะครับ การบำบัดตัวเองมันไม่ได้เหมือนเราพูดครั้งเดียว แล้วมันก็หายไปจากใจ เราโดนหลายอย่าง บางคนอาจจะลืมว่าทรายอยู่ในสภาพแบบนั้นมา 20 กว่าปีนะครับ ทราย 30 แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่นานมาก ตอนเราใช้ชีวิตวันนี้แล้ว เรามีความสุขอยู่แล้วนะ แต่เพราะความสุขอันนี้ เราก็มีโอกาสที่จะทบทวน แล้วก็พูดในสิ่งที่เราเจอ เพื่อบอกย้ำกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเจอมันไม่ยุติธรรมเลย ทรายตั้งใจที่จะพูด แล้วก็สร้างความกล้าหาญให้กับตัวเองที่จะพูดเรื่อยๆ เพราะว่าทรายอยากให้คนอื่นที่รอดเรื่องพวกนี้มารู้สึกว่า คุณจะพูดกี่ครั้งมันก็ไม่เป็นไร เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของคุณ นี่คือบริบทของการที่จะเยียวยาตัวเองที่แท้จริงนะครับ การเยียวยาตัวเอง มันไม่ได้เป็นเส้นทางที่เดินตรง แต่มันเป็นเส้นทางที่มันค่อยๆ ดูแลรักษา"

"ทรายไม่อยากทำให้คนอื่นอึดอัดครับ แล้วทรายก็ไม่อยากให้คนคิดว่าทรายก้าวร้าวครับ​ แต่เวลามีคอมเมนต์บอกว่า ทรายพูดเถอะ เราพร้อมที่จะฟังและซัพพอร์ต​ ทรายคิดว่ามันก็เน้นย้ำ ให้กับคนอื่นที่เห็นด้วยว่าสังคมเราไม่ได้โหดร้ายครับ ทุกคนสามารถกำลังใจให้กันและกันได้อย่างดีครับ​ อย่างที่พูดนะครับ 20 ปี กว่าคนเราจะลุกขึ้นมาหาเสียงตัวเองได้ มันก็ไม่ได้ง่ายครับ เพราะสถานการณ์ต่างๆ มันโหดร้าย​ ทรายรักทุกคนนะครับ ทรายไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น คือทรายคิดว่ามันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าทุกอย่างที่ทรายทำในงานของทราย มันแสดงถึงความรักที่ทรายมีให้กับทุกคน แล้วก็ประเทศของเราครับ"