“อั้ม อธิชาติ” ไม่กลัวมีภาพร่วมเฟรม “สมีโชติ” รับตกใจข่าว แต่ไม่เสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยากให้เข้าใจและแยกแยะสมมติสงฆ์กับพระอริยสงฆ์ ลั่นไม่ได้ไหว้ที่ตัวบุคคลแต่ไหว้ผ้าเหลือง เลี่ยงไม่ไปในสถานทึ่ที่รู้สึกเอ๊ะ สงสาร“ป๋อง สุพรรณ” จุกอกที่สุด รู้หลังทุกคน เจ็บปวดเพราะรักและคาดหวัง
มีรูปร่วมเฟรมกับอดีต “อดีตพระอาจารย์โชติ”เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งไปร่วมบุญก้บ “ป๋อง สุพรรณ”หลังจากมีข่าวฉาวเจ้าอาวาสกลายเป็นสมีโชติ ด้าน “อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์” ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่าตกใจเหมือนกัน แต่ไม่กลัวใครจะเข้าใจผิด
“ตกใจครับ ผมเชื่อว่าทุกคนตกใจกับข่าวที่ได้เห็น เป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น ก็เศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้วผมเคยไปทำบุญที่วัดพุทไธศวรรย์ วันที่ได้ไปก็ถือว่าเราไปกราบสักการะวัดที่มีมาดั้งเดิมยาวนาน ในการปฎิบัติของท่านเราก็นับถือในสิ่งนั้น วันนั้นผมเชื่อว่าไม่มีใครทราบหรอกว่ามันจะยังไง แบบนั้นหรือเปล่า แต่วันนี้สิ่งสำคัญคือเราได้ทราบแล้วต่างหาก เรายังคิดและปฎิบัติอย่างไร
เชื่อว่าไม่มีใครไม่ตกใจ เวลาเราไปสถานที่ใดที่หนึ่ง เราเคยเห็นคนที่เราเคยรู้จัก มันไม่เป็นอย่างที่เราคิดเราเห็น มันก็ย่อมมีความไม่คาดคิดและตกใจเป็นธรรมดา ผมคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าคนเราพลาดพลั้ง เราไม่ได้รักษาในสิ่งที่เราควรรักษามันก็เกิดผลของการกระทำนั้นได้เสมอ
เวลาผมไปวัด เข้าไปกราบสักการะข้อแรกผมจะดูถึงประโยชน์ของสถานที่ก่อน ว่าสิ่งที่เราจะไป สิ่งที่เราพาเพื่อนๆไปร่วมเป็นประโยชน์ต่อผู้คนหรือไม่ สองคือพระที่ท่านดูแลรักษาพื้นที่ เราถือว่าเรากราบพระที่ท่านปฎิบัติตามพระธรรมและพระวินัย เราจะถือพระธรรมและพระวินัยของท่านเป็นหลัก ณ เวลานั้นท่านจะทำได้มากน้อยแค่ไหนเราไม่ทราบ เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านไม่ได้ปฎิบัติได้ตามพระธรรมวินัย สิ่งนั้นเราก็ยังคงยึดมั่น ยึดถือศร้ทธาในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ตามนั้นอยู่
ที่วัดพุทไธศวรรย์ผมไปทำบุญกับพี่ป๋อง สุพรรณ เป็นวาระสำคัญเราก็อยากไปยังสถานที่สำคัญ ซึ่งวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ก่อตั้งมาหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา วัดนี้เปรียบเสมือนโรงเรียน วัดคือวัด คนที่ไม่ได้ทำตามความถูกต้องของสถานที่ไม่ได้ผิดต่อสถานที่ สถานที่ไม่ผิด ความจริงก็คือความจริง ผู้ที่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว นอกเหนือจากพระธรรมวินัยเราเชื่อว่าทุกคนย่อมได้รับผลกรรม”
อยากให้ทุกคนเข้าใจคำว่าสมมติสงฆ์กับพระอริยสงฆ์ พระทั่วไปคือสมมติสงฆ์แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองแต่ก็ยังทำผิดพลาดในศีลได้
“อยากให้แยกคำนี้นะ พระท่านจะสอนทุกครั้งว่าสมมติสงฆ์กับพระอริยสงฆ์ สมมติสงฆ์คือตั้งแต่เริ่มบวช เริ่มปฎิบัติถูกต้องตามแนวทาง เมื่อทำได้ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเพื่อหลุดพ้นก็จะไปเป็นอริยสงฆ์ ถ้าท่านยังไม่ถึงอริยะ คำว่าสมมติมีผิดมีพลาด มีหักเหออกนอกเส้นทางนั้นมี ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะรักษาเส้นทางนั้นได้มากน้อยแค่ไหน มันคือผลของท่าน ศาสนาพุทธเป็นคำสอนที่บอกเพื่อให้เราพ้นทุกข์ หากทำได้เราจะพ้น หากทำไม่ได้เรานี่แหละคือผู้ไม่พ้น ไม่ได้เกี่ยวว่าศาสนาสอนอย่างไร เราทำตามสิ่งที่เราตั้งใจจะทำแล้วทำไม่ได้ ข้อผิดพลาดมันเกิดกับเขา แต่คำสอนและความเป็นจริงนั้นยังอยู่ที่เดิมเสมอ”
คราวก่อนที่เจออดีต “พระอาจารย์โชติ” ไม่กลัวมีรูปร่วมเฟรมด้วย
“ไม่ได้คุยขนาดนั้น คราวที่แล้วได้ทำบุญ สักการะท่านในฐานะที่เราเข้าวัดแค่นั้นเอง ไม่ได้มีการพูดคุยสอบถามอะไรมากมาย ไม่กลัวเลย เราไปวัดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งเราก็ต้องเคารพคนที่ดูแลสถานที่นั้นก็คือท่านเจ้าอาวาส สำคัญคือวันที่เรากราบผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้หรอก เพราะเราก็เชื่อมั่นว่าพระที่เรากราบจะดูแลพระธรรมวินัย รักษาศีล พอวันนึ้เรารู้แล้วแปลว่าเราจะไม่ทำเหมือนเดิมใช่ไหม นี่คือสิ่งสำคัญ เรารู้ว่าท่านทำสิ่งไม่ดีแล้วเรายังกราบ อันนั้นเป็นคำถามว่าทำไมคุณยังศรัทธาและปกป้อง วันนั้นผมเชื่อว่าหลายคนไม่รู้ หลายคนมีความศรัทธาในสิ่งที่ท่านทำว่าท่านทำตามพระธรรมวินัย”
บุญอยู่ที่เจตนา ส่วนใครจะเอาไปให้ผิดวัตถุประสงค์ก็เป็นเรื่องของคนๆ นั้น
“จากครูบาอาจารย์ที่เราได้ศึกษาธรรมมา บุญเกิดจากเจตนา เจตนาที่เราต้องการสละสิ่งของของเราเพื่อเป็นประโยชน์ เมื่อใดก็ตามที่เราสละไปแล้ว เราได้บุญแล้วนะ ส่วนผู้ที่จะเอาประโยชน์นั้นไปก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ อันนั้นเป็นกรรมของเขาอีกเรื่องนึงแต่เมื่อใดก็ตามที่เรายังยึด เช่น วันนี้เราปล่อยปลา เราอยากให้ปลาเป็นอิสระเราอยากดำไปดูปลาไหมว่าปลาได้รับอิสระหรือโดนคนจับไปอีก เราแค่สบายใจในเจตนาว่าเราอยากให้ปลามีอิสระ และเราทำเพื่อให้เราสบายใจ ส่วนคนที่นำสิ่งนั้นไปใช้ผิดมากน้อยแค่ไหน ตรงตามเจตนาผู้ให้หรือเปล่า อันนั้นก็เป็นกรรมของเขาอีกส่วนหนึ่ง จากคำสอน กรรมก็คือกรรม บุญก็คือบุญ ส่วนต่างๆ แยกกัน
การที่เอาเงินจากเจตนาของผู้คนไปใช้ผิดประเภทและก่อให้เกิดประโยชน์หรือเปล่าก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันอีกเรื่องนึง เจตนาของผู้ที่นำเอาไปใช้ผิดประเภทหรือเปล่าก็ต้องไปว่ากันตามเจตนา และในส่วนของกฎหมายเราก็เชื่อว่าตำรวจเขาจะทำหน้าที่สืบค้นตรวจสอบ ตำรวจก็บอกแล้วว่าเรื่องของพระท่านไม่สามารถไปตัดสินได้ เรื่องของธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องทางกฎหมาย ตำรวจต้องเข้าไปจัดการให้ถูกต้องอยู่แล้ว”
ไม่เสื่อมศร้ทธาในศาสนา เพราะตนไม่ได้ไหว้ที่ตัวบุคคลแต่ไหว้ผ้าเหลือง ส่วนจะไหว้ได้สนิทใจไหมตนเลือกไหว้พระที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ เลี่ยงไม่ไปในสถานทึ่ที่รู้สึกเอ๊ะ
“ถามว่ารู้สึกไหมเรารู้สึกแหละ ตกใจ เราไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้วมันก็มีผลของมัน แต่สิ่งที่เราต้องดูแลรักษาคือใจเรา เพราะสิ่งอื่นเราไม่สามารถไปรักษาได้ หากเราไปคาดหวังแล้วมันไม่ได้ เราจะทุกข์และดิ่งตาม แล้วเราต้องตามไปดูว่าเขาจะแย่ไปถึงไหนไหมเราก็คงไม่อยาก วันนี้เราก็ต้องกลับมารักษาใจเรา ในเมื่อเจตนาในการทำเราต้องการทำเพื่อฉันอยากฝึกสละตัวเอง สละความอยาก สละความเห็นแก่ตัวเพื่อให้มันเป็นประโยชน์ คุณได้สิ่งนั้นหรือยัง หากคุณได้แล้วเจตนาเกิดแล้ว กุศลที่คุณทำก็เกิดแล้ว ส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถไปบังคับในสิ่งต่างๆได้
การไหว้พระทุกครั้งที่เราไหว้คือเราไหว้ถึงผ้าเหลือง ไหว้ถีงพระที่ท่านปฎิบัติตามคำสอนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถามว่าสนิทใจหรือเปล่า เราก็ต้องเลือกและดูการปฎิบัติของท่านก่อน เช่น หากเราต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เรารู้สึกเอ๊ะ ว่าสถานที่นี้ พระรูปนี้ไม่ได้ถูกต้องตามสิ่งที่เราเรียนรู้มาตามคำสอน เราก็เลือกที่จะไม่ไป แต่เราจะไม่ไปแสดงความไม่เคารพ เพราะเราก็ไม่ได้เห็นเอง แต่วันนี้ทุกคนเห็นแล้ว แต่มันจะมีไหมที่เราเข้าวัดไปที่นึง แล้วขึ้นป้ายว่าที่นี่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องดูคือใจเราเอง ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเคารพ เราก็แค่ไม่ต้องไปเท่านั้นเอง”
ส่งกำลังใจให้ “ป๋อง สุพรรณ” เผยเจ้าตัวจุกอก ผิดหวังกับเรื่องนี้
“คุยกับแก แกก็บอกจุกไปเหมือนกัน แกรู้ทีหลังทุกคนอีกเพราะแกเห็นจากข่าวที่ทุกคนส่งมาให้แก ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจแหละ พี่ป๋องพยายามจะสร้างโรงพยาบาล สิ่งที่ทำคือเกี่ยวกับวัตถุมงคลก็จริง แต่สุดท้ายมนุษย์เจ็บป่วย ก็ต้องได้ใช้ รถโรงพบาบาล การรักษาต่างๆ ผมก็มองว่าแกตั้งใจจริง เจอแบบนี้แกก็ทุกข์ใจแหละ เขาก็เจ็บ เพราะเขามีรักมีคาดหวัง มีความตั้งใจ แต่อย่างน้อยพี่ป๋องแกยึดในเจตนาว่าทำเพื่ออะไรแต่คนที่นำเอาเจตนาของเขาไปบิดเบือน มันก็เป็นสิ่งที่เขาต้องไปรับผิดชอบในสิ่งๆ นั้นเอง
ก็เป็นกำลังใจให้กับพี่ป๋อง แต่ในฐานะที่เราเองเป็นคนพุทธ พระพุทธเจ้าทรงสอนคำสอนสำคัญเอาไว้ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน คืออย่าประมาท คำนี้สำคัญมากนะ เมื่อใดก็ตามที่คุณพยายามตั้งใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด การใช้ชีวิตทึ่ประมาทก็มีโอกาสพลาดพลั้งได้ เมื่อใดก็ตามที่คุณปล่อยให้ความอยาก หรือกิเลสครอบงำคุณก็สามารถประมาทพลาดพลั้งแบบนี้ได้เช่นกัน
เราต้องมองสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสิ่งที่ไม่ดี หาบทเรียนหาในจุดที่มันเป็นจุดเด่นว่าในสิ่งที่มันเกิดขึ้นถ้าประมาท เราจะเจอผลของความประมาทได้เช่นกัน เคสพี่ป๋องผมเชื่อว่าแกก็รู้สึกเพราะแกมีความตั้งใจที่ดี เชื่อว่าแกมีสติในการจัดการเรื่องราวต่างๆได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่แกยึดมั่นคือเจตนาในการทำว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของขลังเป็นเพียงสร้างขวัญและกำลังใจ
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็น ผมไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นสิ่งที่ตาเราจะไปสามารถจับต้องได้ แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของคนมันอยู่ที่ใจ เครื่องรางหรืออะไรก็ตามทำให้เราเกิดขวัญและกำลังใจ เมื่อใดก็ต่อที่คุณถือของดีมากมายแต่ขวัญและกำลังใจคุณไม่ดี อะไรมันก็ไม่ดีแต่ถ้าวันนั้นคุณไม่มีอะไรเลย มีแค่ลมหายใจเดินออกจากบ้านขวัญและกำลังใจคุณดี ส่วนของหรือสิ่งศักดิ์ในการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งประกอบด้วยหลายบุคคล ประกอบด้วยหลายเจตนา คนที่เขาได้รับของสิ่งนั้นไปผมว่าเขาก็ต้องพิจารณาสิ่งนั้น เขาจะยอมให้เจตนาที่ไม่ดีของคนๆ นึงทำให้ของหรือคนที่เจตนาดีมันสูญเสียหรือไม่
เพราะการปลุกเสกของแต่ละที่ จากสิ่งที่ผมเห็นก็มีครูบาอาจารย์หลายท่านที่ไปร่วมกัน แต่ถ้ามีคนไม่ดีคนนึงแล้วถูกมองว่าไม่ดีไปหมดเลย เป็นไปได้ไหมก็ไม่ได้ คนนึงไม่ดีแต่คนอื่นเขาอาจจะดีก็ได้ ถ้าคนไม่ดีเราก็เลือกได้ว่าเราจะเลือกมีปฎิสัมพันธ์กับเขาแค่ไหน ตามที่ผมได้เรียนตามคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านบอกไว้ว่าอย่ายึดติดที่บุคคล ให้ยึดถือพระธรรมคำสอนเป็นพระศาสดา เมื่อใดก็ตามที่พระภิกษุสงฆ์ท่านเดิมตามรอยพระธรรมและพระวินัยหรือศีลนั้น เราก็สามารถตามรอยท่านได้เพราะกำลังเดินตามรอยนั้นอยู่”


